โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

10 สุดยอดการค้นพบทางโบราณคดีในปี 2024

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 02 ม.ค. 2568 เวลา 07.12 น. • เผยแพร่ 27 ธ.ค. 2567 เวลา 10.34 น.
ภาพจาก LiDAR แสดงถึงการซับซ้อนของแท่นดิน ที่นิจิอามานช์ ตั้งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำอูปาโนตอนกลาง (ภาพ ResearchGate / Science.org)

10 สุดยอดการค้นพบทางโบราณคดีในปี 2024

ปี 2023 ในแวดวงประวัติศาสตร์-โบราณคดี มีการขุดค้นพบโบราณวัตถุ-โบราณสถานต่าง ๆ มากมาย ซึ่งช่วยไขปริศนา และเติมจิ๊กซอว์ความรู้ให้เต็มยิ่งขึ้น ตั้งแต่การขุดค้นพบสุสานในเมืองซักการา (Saqqara) ประเทศอียิปต์ สถานที่ทำมัมมี่จากยุคอียิปต์โบราณอันยิ่งใหญ่ ไปถึงรูปปั้นโมอายตัวใหม่บนเกาะอีสเตอร์ ประเทศชิลี

กระนั้น ในปี 2024 ความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์-โบราณคดีไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย เพราะในปีนี้มีการนำเทคโนโลยี รวมทั้งปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยเหลือในหลายขั้นตอน ควบคู่ไปกับการใช้องค์ความรู้ของเหล่านักประวัติศาสตร์-โบราณคดี ทำให้ค้นพบแหล่งโบราณคดี หรือโบราณวัตถุ ทั้งในไทยและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

กองศิลปวัฒนธรรมจึงรวบรวม 10 สุดยอดการค้นพบทางโบราณคดีในปี 2024 มาอัปเดตให้ทุกท่านได้รับทราบ ดังนี้…

1. ซากกระดูกไดโนเสาร์ดึกดำบรรพ์ อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น

จังหวัดขอนแก่นได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งไดโนเสาร์ เพราะมีการค้นพบฟอสซิลสัตว์ดึกดําบรรพ์เป็นจำนวนมาก ข่าวการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดสำหรับชาวขอนแก่น แต่ใครจะนึกว่าจะเจอกันง่าย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นที่อำเภอน้ำพอง เมื่อต้นปี 2024

วันที่ 1 มีนาคม 2024 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Sathaporn Sitthiphisai สมาชิกในกลุ่มเฟซบุ๊ก “นี่ตัวอะไร” ได้โพสต์ภาพ ฟอสซิลหินเรียงตัวคล้ายโครงกระดูกของสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะคล้ายไดโนเสาร์ พร้อมตั้งคำถามถึงชนิดและสายพันธุ์ของโครงกระดูกดังกล่าว ระบุข้อความว่า “โครงกระดูกไดโนเสาร์สายพันธุ์อะไรครับ รบกวนเจ้าหน้าที่กั้นเขตพื้นที่ให้ด้วยนะครับ พิกัด อ.น้ำพอง ขอนแก่น

ต่อมาเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณีได้ลงพื้นที่บ้านบึงกลาง ตำบลหนองกุง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เพื่อตรวจสอบซากดึกดำบรรพ์ดังกล่าว โดยนำเครื่องมือในการกู้กระดูกไดโนเสาร์เพื่อทำการอนุรักษ์ซากฟอลซิลอย่างรวดเร็ว

นักวิจัยได้ข้อสรุปว่า ซากดึกดำบรรพ์กระดูกไดโนเสาร์ที่พบ เป็นชิ้นส่วนของกระดูกใต้กระเบนเหน็บของไดโนเสาร์กินพืช (Sauropod) ขนาดใหญ่ คอยาว หางยาว พบในตำแหน่งที่เห็นได้ทั้งด้านหลังและด้านบนชัดเจน เหมือนกับว่าส่วนบนของตัวฟอสซิลโผล่พ้นขึ้นมาจากพื้นดิน

ทว่ากระดูกสันหลังส่วนสะโพกไม่ได้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่ยังสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ฟอสซิลฝังตัวอยู่ในเนื้อทรายละเอียด ยุคครีเทเชียสตอนต้น (Early Cretaceous) ช่วงสมัยแอปเทียน-แอลเบียน (Aptian-Albian) ซึ่งมีอายุประมาณ 100-110 ล้านปีมาแล้ว

คาดว่าฟอสซิลชิ้นนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับฟอสซิลอีกชิ้นหนึ่งที่เป็นส่วนกระดูกคอ พบบริเวณริมตลิ่งฝั่งบ้านโนนพยอม ห่างจากบ้านบึงกลางประมาณ 3.5 กิโลเมตร จึงสันนิษฐานว่าอาจเป็นชิ้นส่วนที่มาจากตัวเดียวกันมานอนตาย และทิ้งร่องรอยไว้ในลำน้ำพอง

ทั้งนี้ ต้องทำการอนุรักษ์ตัวอย่างเพื่อศึกษาวิจัยในรายละเอียดเพิ่ม และเปรียบเทียบกับไดโนเสาร์กลุ่มเดียวกันที่พบจากทั่วโลกต่อไป เพื่อให้สามารถระบุชนิดและสายพันธุ์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

2. โครงกระดูกมนุษย์ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา

จังหวัดนครราชสีมา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “โคราช” ซ่อนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันยาวนานไว้ใต้ผืนดิน โดยเฉพาะหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งบอกความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมโบราณในภูมิภาคนี้ อย่างปราสาทหินพิมาย และแหล่งโบราณคดีบ้านโนนวัด ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย

วันที่ 3 ธันวาคม 2024 กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ร่วมกับฝ่ายปกครองบ้านหนองจอก และองค์การบริหารส่วนตำบลมิตรภาพ ร่วมกันตรวจสอบ พบหัวกะโหลก โครงกระดูกมนุษย์ และเศษถ้วยชามเครื่องปั้นดินเผาแตกหักกระจายอยู่บริเวณรอบอ่างเก็บน้ำซับประดู่ บ้านหนองจอก ตำบลมิตรภาพ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา

จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบ สันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นชิ้นส่วนภาชนะดินเผาที่กระจายตัวอยู่บนผิวดิน มีการตกแต่งด้วยวิธีการรมดำและขัดมัน คล้ายภาชนะแบบพิมายดำ ประกอบกับการตรวจสอบทางโบราณคดี จึงทำให้ทราบว่า โครงกระดูกมนุษย์ที่พบเป็นมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยเหล็ก มีอายุอยู่ช่วง 1,500-2,500 ปีมาเเล้ว เนื่องจากมีการฝังเครื่องมือเหล็กไว้ด้วย

การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นถึงสังคมสมัยโบราณของมนุษย์ยุคเหล็กในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา

3. สุสานมนุษย์ยุคหิน ชุดฟันกรามที่สมบูรณ์ที่สุด-เครื่องใช้โบราณ คาดอายุเกิน 5,000 ปี อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล

สตูลเป็นจังหวัดใต้สุดของประเทศไทยทางชายฝั่งทะเลอันดามัน พื้นที่ด้านทิศเหนือ และทิศตะวันออกเป็นเนินเขาและภูเขาสลับซับซ้อน ทำให้มีถ้ำมากมาย แหล่งโบราณคดีถ้ำที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสตูล คือ แหล่งโบราณคดีถ้ำภูผาเพชร

วันที่ 15 พฤษภาคม 2024 มีการค้นพบชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ ประกอบด้วย กระดูกหน้าแข้ง กระดูกสันหลัง เศษกะโหลกไม่น้อยกว่า 10 ชิ้น และชิ้นส่วนฟันกรามล่างที่ค่อนข้างสมบูรณ์ รวมทั้งเปลือกหอยจำนวนมาก และเครื่องมือเครื่องใช้ในยุคหิน ที่ถ้ำเขาค้อม ตำบลควนกาหลง อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นถ้ำที่มีความหลากหลายทางระบบถ้ำมากที่สุด มีความยาวมากที่สุดแห่งหนึ่งในสตูล

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสตูล ได้ประสานไปยังกรมศิลปากรเพื่อให้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง โดยมีการกั้นพื้นที่ไว้ก่อนเพื่อไม่ให้มีการเข้ามาเหยียบย่ำหรือขุดทำลาย

ทั้งนี้ จากการที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสตูลได้ส่งตัวอย่างไปเปรียบเทียบทางโบราณคดี ทำให้ทราบว่า ชิ้นส่วนกระดูกที่พบมีความใกล้เคียงกับมนุษย์ยุคหิน ที่มีอายุเกิน 5,000-10,000 ปี จึงสันนิษฐานได้ว่า ถ้ำเขาค้อมอาจเคยเป็นสุสานมนุษย์ยุคหินมาก่อน

4. ประติมากรรมหินอ่อนรูปเทพเจ้าเฮอร์มีส ที่เมืองโบราณเฮราเคลีย ซินติกา ประเทศบัลแกเรีย

เทพเจ้าเฮอร์มีส (Hermes) เป็นเทพเจ้าแห่งการสื่อสาร การเดินทาง การค้า ฯลฯ ในตำนานกรีก และยังทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่อย่าง ซุส (Zeus) อีกด้วย โดยมีปีกที่เท้าและมีหมวกปีก แสดงถึงความว่องไวและความสามารถในการเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ปี 2024 ลูดมิล วากาลินสกี (Lyudmil Vagalinski) นักโบราณคดีชาวบัลแกเรีย พบประติมากรรมรูปเทพเจ้าเฮอร์มีสของกรีก สูงประมาณ 2 เมตร อยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ พบในท่อระบายน้ำโบราณโรมัน ที่เมืองโบราณเฮราเคลีย ซินติกา (Heraclea Sintica) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของบัลแกเรีย ใกล้กับชายแดนประเทศกรีก คาดว่ามีอายุนับพันปี โดยมีการขุดค้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม

นักโบราณคดีกล่าวว่ามีการจัดวางประติมากรรมไว้อย่างระมัดระวังในท่อระบายน้ำ และกลบฝังด้วยดิน หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ราวปี 388 หัวหน้าทีมนักโบราณคดีกล่าวว่า “ส่วนหัวของประติมากรรมยังอยู่ในสภาพที่ดีมาก และมีรอยแตกเล็กน้อยที่มือ” ทั้งนี้ ประติมากรรมดังกล่าวเป็นงานแกะสลักของช่างโรมันที่เลียนแบบมาจากศิลปะแบบกรีกโบราณ

นักโบราณคดีเชื่อว่า ผู้ที่เคยอยู่อาศัยในเมืองเฮราเคลีย ซินติกา น่าจะพยายามรักษาประติมากรรมนี้เอาไว้ แม้ว่าช่วงเวลานั้นศาสนาคริสต์จะเป็นศาสนาประจำจักรวรรดิโรมัน การนับถือเทพเจ้ากรีกเป็นเรื่องต้องห้าม และชาวเมืองหันไปนับถือคริสต์ศาสนาแทนความเชื่อเก่า แต่พวกเขาก็ยังคงรักษาและดูแลประติมากรรมเทพเจ้าดั้งเดิมของตนไว้

การค้นพบนี้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของเมืองเฮราเคลีย ซินติกา ที่พยายามรักษามรดกทางวัฒนธรรมในช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางศาสนาและสังคม (ชมภาพ คลิก)

5. การค้นพบจารึกแกะสลักของฟาโรห์ใต้น้ำ เมืองอัสวาน ประเทศอียิปต์

แม่น้ำไนล์ แม่น้ำสายหลักหล่อเลี้ยงทวีปแอฟริกา เปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งไปสู่ความอุดมสมบูรณ์สองฝั่งน้ำ จนทำให้เกิดอารยธรรมโบราณขึ้น เมื่อกว่า 5,000 ปีมาแล้ว นั่นคือ อารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมโบราณนี้สืบเนื่องมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทำให้มีทั้งร่องรอยโบราณวัตถุและโบราณสถานมากมาย

ปี 1960 นักโบราณคดีใต้น้ำชาวอียิปต์ได้ค้นพบภาพแกะสลัก และภาพขนาดเล็กใต้แม่น้ำไนล์ ขณะตรวจสอบจารึกหินที่อยู่ในพื้นที่ของเขื่อนอัสวาน (Aswan) แต่เนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากพอ จึงไม่อาจทราบได้ว่าจารึกนี้กล่าวถึงสิ่งใด

เมื่อถึงปี 2024 การสำรวจทางโบราณคดีมีความทันสมัยมากขึ้น เช่น การดำน้ำ การถ่ายภาพใต้น้ำ การถ่ายวิดีโอ การวาดภาพทางโบราณคดี เป็นต้น จึงทำให้สามารถระบุเรื่องราวที่จารึกอยู่บนแผ่นหินโคนอสโซ (Konosso rocks) ที่จมอยู่ใต้ผืนน้ำของแม่น้ำไนล์ได้

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า ภาพแกะสลักนี้กล่าวถึงฟาโรห์ อาเมนโฮเทปที่ 3 (Amenhotep III) ทุตโมสที่ 4 (Thutmose IV) พซัมติกที่ 2 (Psamtik II) และอาโมส (Ahmose) ซึ่งเป็นฟาโรห์ที่ปกครองในช่วงราชวงศ์ที่ 18 เมื่อ 1,292-1,500 ปีก่อนคริสตกาล

ขณะนี้นักโบราณคดีกำลังสร้างแบบจำลองสามมิติของจารึกที่เพิ่งค้นพบนี้ รวมถึงวิเคราะห์สำหรับสิ่งพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์ในอนาคต เพื่อช่วยปกป้องและอนุรักษ์หลักฐานทางโบราณคดีนี้ต่อไป

6. ซากพระราชวังสมเด็จพระสันตะปาปายุคกลาง กรุงโรม ประเทศอิตาลี

มหาวิหารเซนต์ยอห์น ลาเตรัน(Basilica of St. John Lateran) มหาวิหารที่สำคัญที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในบรรดามหาวิหารสำคัญของศาสนาคริสต์ในกรุงโรม รวมทั้งยังเป็นวิหารสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงโรมอีกด้วย อุทิศในปี 324 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาซิลเวสเตอร์ที่ 1 (Pope St. Sylvester I) แม้จะอยู่ภายนอกนครรัฐวาติกัน แต่ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของคณะพระสันตะปาปา

เดือนกรกฎาคม ปี 2024 มีการขุดค้นพบโครงสร้างกำแพงที่จัตุรัสด้านนอกมหาวิหารเซนต์ยอห์น ลาเตรัน คาดว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 9 จนถึงปลายศตวรรษที่ 13

สันนิษฐานว่า มีการปรับปรุงมหาวิหารเซนต์ยอห์น ลาเตรัน หลายครั้งตลอดช่วงยุคกลาง โดยอาจสร้างกำแพงเพื่อเสริมความปลอดภัย มหาวิหารแห่งนี้ยังเคยใช้เป็นที่ประทับของพระสันตะปาปาหลายองค์ตั้งแต่ช่วงยุคกลางจนถึงศตวรรษที่ 14 จากนั้นย้ายไปยังเมืองอาวิญง (Avignon) ประเทศฝรั่งเศส ชั่วคราว ก่อนย้ายไปยังนครรัฐวาติกัน (Vatican City) ซึ่งยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

การขุดพบครั้งนี้อยู่ในช่วงดำเนินการก่อนการปรับปรุงมหาวิหารเพื่อเตรียมรับปีศักดิ์สิทธิ์คาทอลิก 2025 (Year of Jubilee) ซึ่งมักจะจัดขึ้นทุก ๆ 25 ปี โดยมีการเฉลิมฉลองเป็นพิเศษที่กรุงโรม คาดว่าจะดึงดูดนักแสวงบุญและนักท่องเที่ยวกว่า 30 ล้านคนมายังกรุงโรม

7. สีย้อมจากหอยทากโรมัน เมืองคาร์ไลล์ ประเทศอังกฤษ

สีม่วงไทเรียน (Tyrian purple) เป็นสีที่ทำยาก เพราะต้องใช้หอยทากมูเร็กส์ (Indothais sacellum) มากถึง 12,000 ตัว กว่าจะได้ปริมาณสีเพียง 2 กรัม โดยชาวฟินีเซียน (Phoenicia) ชนชาติที่ชำนาญการเดินเรือมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในยุคโบราณ ผู้คุมเส้นทางการค้าตามชายฝั่งของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นผู้ค้นพบสีม่วงไทเรียนนี้

ความยากของการสกัดสีม่วงไทเรียนทำให้มันมีราคาสูงมาก และมีเพียงชนชั้นสูงเท่านั้นที่สามารถซื้อสีนี้มาย้อมเสื้อผ้าได้ สีม่วงไทเรียนจึงเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นสูง

ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2024 มีการค้นพบชิ้นส่วนสีม่วงไทเรียน ขนาดประมาณลูกปิงปอง ในพื้นที่สโมสรคริกเก็ตคาร์ไลล์ (Carlisle Cricket Club) เมืองคาร์ไลล์ ประเทศอังกฤษ แฟรงค์ จีเอคโค (Frank Giecco) หัวหน้านักโบราณคดี บอกว่า การค้นพบนี้มีความสำคัญมากในระดับนานาชาติ เพราะเป็นครั้งแรกที่ค้นพบสีม่วงอันเลอค่านี้ในสหราชอาณาจักร

จีเอคโค กล่าวว่า “เม็ดสีชนิดนี้มีค่ามากกว่าทองคำ มันถูกใช้ย้อมสีเสื้อของบุคคลในราชสำนักและบุคคลที่มีตำแหน่งสูงสุดของสังคม”

ย้อนกลับไปในปี 2017 มีการค้นพบโรงอาบน้ำโรมันโบราณในพื้นที่สโมสรคริกเก็ตคาร์ไลล์มาแล้ว สันนิษฐานว่า โรงอาบน้ำแห่งนี้อาจสร้างขึ้นเพื่อจักรพรรดิเซปติมิอุส เซเวอรัส (Emperor Septimius Severus) ซึ่งมาเยือนอังกฤษในปี 208

อย่างไรก็ตาม แม้ไม่เป็นที่ยืนยันชัดเจนว่าจักรพรรดิได้มาเยือนที่นี่จริง แต่การค้นพบสีม่วงไทเรียนในปีนี้ ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า จะต้องมีคนในราชสำนักของจักรพรรดิ หรือชนชั้นสูงของจักรวรรดิโรมันมาเยือนอย่างแน่นอน

8. ซากศพปริศนากับประวัติศาสตร์โบราณของไอร์แลนด์เหนือ

ไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน มีสถานที่สำคัญหลายแห่งที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมและการตั้งถิ่นฐานในอดีต เช่น หินบีกมอร์ (Beaghmore) ที่มีอายุประมาณ 4,000 ปี ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในยุคหินใหม่ และปราสาทดันลูซ (Dunluce) ที่สร้างขึ้นในยุคกลาง

นอกจากนี้ ไอร์แลนด์เหนือยังมีแหล่งโบราณคดีจากยุคเซลติก (The Celtic) และการปกครองของอาณาจักรต่าง ๆ ที่ช่วยให้เราเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และวัฒนธรรมของประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

นักโบราณคดีไอร์แลนด์เหนือได้รับแจ้งจากตำรวจเมื่อเดือนมกราคม ปี 2024 ว่า พบโครงกระดูกมนุษย์ในสภาพดี บริเวณป่าพรุ ในหมู่บ้านเบลลากี (Bellaghy) เมืองลอนดอนเดอร์รี ไอร์แลนด์เหนือ เป็นการค้นพบที่อาจช่วยไขความกระจ่างเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณได้

ซากศพในบึงพรุที่ได้รับการเก็บรักษาอย่างดีโดยธรรมชาติจะเรียกว่า “บอดี้บ็อก” (Bog bodies) ซึ่งส่วนใหญ่มักพบในยุโรปเหนือ

การขุดในครั้งนี้พบกระดูกแข้ง กระดูกน่อง กระดูกต้นแขน กระดูกปลายแขนด้านนิ้วก้อย และกระดูกปลายแขนด้านนิ้วหัวแม่มือ ขณะเดียวกันยังพบผิวหนังบางส่วน เล็บมือ เล็บเท้า และอาจมีไตด้วย สันนิษฐานว่า เป็นของเด็กชายอายุระหว่าง 13-17 ปี ตำรวจกล่าวเสริมว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครทราบมากนักว่าบุคคลนี้เสียชีวิตได้อย่างไร

หน่วยสืบสวนกล่าวว่า “ตอนแรกพวกเขาไม่แน่ใจว่าโครงกระดูกดังกล่าวเป็นมนุษย์โบราณ หรือเสียชีวิตเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่ภายหลังได้มีการหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสี (Radiocarbon (14C) dating) จึงคาดว่าเสียชีวิตราว 2,000-2,500 ปีก่อน”

การค้นพบครั้งนี้เป็นการค้นพบครั้งแรกที่มีการวัดอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตภาพรังสี (คาร์บอน-14) กับซากศพในบึงพรุของไอร์แลนด์เหนือ และยังเป็นซากศพที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว นี่จึงเป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์โบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับซากศพในบึงพรุทั่วทั้งยุโรป (ชมภาพ คลิก)

9. รายงานสำคัญการค้นพบเส้นนาซกา (Nazca desert) ประเทศเปรู

ประเทศเปรูตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ เป็นที่ตั้งของอารยธรรมโบราณอันรุ่งเรืองอย่างอาณาจักรอินคา และแหล่งโบราณคดีที่สำคัญคือ มาชูปิกชู ต่อมามีการค้นพบ “จิโอกลิฟ”(Geoglyphs) ครั้งแรกในทศวรรษ 1920 เป็นลายเส้นขนาดใหญ่สร้างขึ้นบนพื้นดินโดยการขุดหรือเคลื่อนย้ายวัสดุ เช่น หินหรือทราย

เส้นนาซกา (Nazca lines) คือตัวอย่างสำคัญของจิโอกลิฟ วิธีการสร้างภาพสัตว์ พืช สิ่งมีชีวิตในจินตนาการ และรูปทรงเรขาคณิตเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาทางโบราณคดีที่ดึงดูดความสนใจของนักวิทยาศาสตร์มาร่วมศตวรรษ เพราะนอกจากมันจะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากอากาศแล้ว ยังไม่มีการยืนยันด้วยว่าสิ่งเป็นการสื่อสารหรือมีวัตถุประสงค์ทางศาสนา

ระหว่างปี 1920-1929 มีการค้นพบเส้นนาซกาทั้งสิ้น 430 แห่ง ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีด้านโบราณคดีทันสมัยมากขึ้น การค้นพบเส้นนาซกาใหม่ ๆ ก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วตามไปด้วย

โดยผู้มีส่วนสำคัญในการค้นพบครั้งหลัง ๆ คือ มาซาโตะ ซาไก (Masato Sakai) นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยยามากาตะ (Yamagata University) ประเทศญี่ปุ่น ที่ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยี IBM ใช้เทคโนโลยี LiDAR (Light Detection and Ranging) ค้นพบเส้นนาซกาเพิ่มอีก 303 ระหว่างเดือนกันยายน 2022 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ 2023 ก่อนจะตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสารวิทยาศาสตร์ของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (Proceedings of the National Academy of Sciences : PNAS) เมื่อเดือนกันยายน 2024

โดยระบุว่า เทคโนโลยี LiDAR สามารถนำมาใช้เพื่อย่นระยะเวลาในการค้นพบทางโบราณคดีได้

10. การค้นพบระบบเมืองโบราณในแอมะซอนตอนบนของเอกวาดอร์ : การสำรวจทางโบราณคดีด้วยเทคโนโลยี LiDAR

การสำรวจทางโบราณคดีที่เพิ่งเกิดขึ้นในหุบเขาอูปาโน (Upano Valley) ที่ตั้งอยู่ในแอมะซอน (Amazon) ตอนบนของประเทศเอกวาดอร์ เมื่อเดือนมกราคม 2024 นำไปสู่ การค้นพบระบบเมืองโบราณยุคก่อนฮิสแปนิก (Pre-Hispanic) ช่วงก่อนศตวรรษที่ 16 ที่หนาแน่นและมีความซับซ้อน

ภูมิทัศน์ที่เกิดจากการดัดแปลงมนุษย์นี้ เผยให้เห็นโครงสร้างต่าง ๆ เช่น แท่นสูง ลานกว้าง ถนนที่จัดเรียงตามรูปแบบเฉพาะ รวมทั้งระบบระบายน้ำ และเทือกเขาทางการเกษตรที่กว้างขวาง โดยใช้เทคโนโลยี LiDAR (Light Detection and Ranging) ในการทำแผนที่และสำรวจพื้นที่ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

การค้นพบดังกล่าวพิสูจน์ถึงการพัฒนาระบบเมืองในพื้นที่ลุ่มน้ำแอมะซอน ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้กับระบบเมืองมายาที่เพิ่งค้นพบในเม็กซิโก และกัวเตมาลา โดยการศึกษาได้เปิดเผยข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับระบบเมืองยุคก่อนฮิสแปนิกในภูมิภาคแอมะซอน ซึ่งอาจเปลี่ยนมุมมองของเราต่อประวัติศาสตร์ และการพัฒนาเมือง

การทำแผนที่ด้วย LiDAR ครอบคลุมพื้นที่กว่า 300 ตารางกิโลเมตร ซึ่งได้เปิดเผยเครือข่ายเมืองขนาดใหญ่ที่มีการสร้างโครงสร้างและขุดค้นพบที่สำคัญในแอมะซอน ที่มีอายุย้อนกลับไปถึง 2,500 ปี

การค้นพบนี้เป็นการยืนยันว่าแอมะซอนในยุคก่อนฮิสแปนิกมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีระบบการจัดการเมืองที่ซับซ้อน การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการสำรวจทำให้เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับวิถีชีวิตและการพัฒนาเมืองในอดีต

โดยสรุปแล้ว โลกของเรายังมีสิ่งที่ยังไม่ถูกค้นพบอีกมากมาย ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการค้นหาเพิ่มมากขึ้น จากสุดยอดการค้นพบทางโบราณคดีทั้ง 10 อย่างที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ และในอนาคตอาจมีการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อความก้าวหน้าทางโบราณคดีต่อไป

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

มติชนออนไลน์. ฮือฮา หนุ่มโพสต์เจอฟอสซิลได้โนเสาร์ ที่ขอนแก่น ประสานจนท.ตรวจสอบแล้ว. วันที่ 2 มีนาคม 2567. จาก https://www.matichon.co.th/social/news_4451343

กรมทรัพยากรธรณี. สำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 2 ลงพื้นที่ขุดสำรวจซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ บ้านบึงกลาง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น. วันที่ 5 มีนาคม 2567. จาก www.dmr.go.th

Facebook, กรมทรัพยากรธรณี. วันที่ 6 มีนาคม 2567. (ออนไลน์)

สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา. การตรวจสอบโครงกระดูกมนุษย์ที่พบ ในพื้นที่บ้านหนองจอก ตำบลมิตรภาพ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา. วันที่ 3 ธันวาคม 2567. จาก www.finearts.go.th

มติชนออนไลน์. ตะลึง! พบสุสานโครงกระดูกมนุษย์ยุคหิน ชุดฟันกรามที่สมบูรณ์ที่สุด-เครื่องใช้ใบราณคาดอายุเกิน 5,000 ปี. วันที่ 15 พฤษภาคม 2567. จาก https://www.matichon.co.th/region/news_4577816

CNN. Archaeologists find marble god statue in ancient Roman sewer.July 8, 2024. From https://edition.cnn.com/2024/07/08/style/bulgaria-hermes-statue-roman-sewer/index.html

Reuters. Bulgarian archaeologists find marble god in ancient Roman sewer. July 6, 2024. From https://www.reuters.com/science/bulgarian-archaeologists-find-marble-god-ancient-roman-sewer-2024-07-05/

Salwa Samir, The Egyptian Gazette. Underwater discovery in Aswan unveils Pharaohs’ engravings. July 18, 2024. Form https://egyptian-gazette.com/entertainment/arts/underwater-discovery-in-aswan-unveils-pharaohs-engravings/

Archaeology Magazine. Medieval Palace of the Popes Unearthed in Rome. July 22, 2024. Form https://archaeology.org/news/2024/07/22/medieval-palace-of-the-popes-unearthed-in-rome/

Elise Morton, euronews. Archaeologists think they’ve found remains of an ancient Papal palace in Rome, predating the Vatican. July 22, 2024. Form https://www.euronews.com/culture/2024/07/22/archaeologists-think-theyve-found-remains-of-an-ancient-papal-palace-in-rome-predating-the

Newcastle University. Newcastle expert helps reveal link between ancient Rome and Carlisle. 7 May 2024. Form https://www.ncl.ac.uk/press/articles/latest/2024/05/tyrianpurplecarlisle/

เบน เมเดอร์ และ โจนาธาน สวิงเลอร์, BBC NEWS ไทย. พบสีย้อมจากหอยทากโรมัน ในสหราชอาณาจักรเป็นครั้งแรก. 6 พฤษภาคม 2567. จาก https://www.bbc.com/thai/articles/cld0x4wz5d9o

Reuters. Bog body from 2,500 years ago discovered in N. Ireland. January 25, 2024. Form https://www.reuters.com/science/bog-body-2500-years-ago-discovered-n-ireland-2024-01-25/

France 24. AI research uncovers 300 ancient etchings in Peru’s Nazca desert. September 25, 2024. Form https://www.france24.com/en/live-news/20240924-ai-research-uncovers-300-ancient-etchings-in-peru-s-nazca-desert

Yamagata University. AI-accelerated Nazca survey nearly doubles the number of known figurative geoglyphs and sheds light on their purpose. September 25, 2024. Form https://www.yamagata-u.ac.jp/en/information/info/20240924/

Stéphen Rostain et al, Sceience. Two thousand years of garden urbanism in the Upper Amazon. 11 January 2024. Science 383, 183-189. Form https://www.science.org/doi/10.1126/science.adi6317

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 ธันวาคม 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 10 สุดยอดการค้นพบทางโบราณคดีในปี 2024

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...