โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธนาคารกรุงเทพ กำไรปี 2567 จำนวน 45,211 ล้านบาท

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 ม.ค. 2568 เวลา 17.54 น. • เผยแพร่ 21 ม.ค. 2568 เวลา 10.54 น.

ธนาคารกรุงเทพ รายงานกำไรสุทธิสำหรับปี 2567 จำนวน 45,211 ล้านบาท

รายงานข่าวจากธนาคารกรุงเทพระบุว่า เศรษฐกิจไทยปี 2567 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผลจากมาตรการยกเว้นวีซ่าและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว

ส่วนการส่งออกยังคงขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และจะเป็นแรงส่งที่สำคัญสำหรับปี 2568 ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามคือ มาตรการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้าหลัก ความผันผวนของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์จากความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงที่อาจบั่นทอนเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

แม้เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในทิศทางขยายตัว แต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนตามนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล

รวมถึงความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อก้าวทันโลกยุคดิจิทัล นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันจากภายนอกและความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแนวนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลัก

ธนาคารกรุงเทพในฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” ยังคงมุ่งเน้นให้ความสนับสนุนลูกค้า ทั้งด้านเงินทุนและองค์ความรู้ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในยุคใหม่ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

รวมทั้งเตรียมความพร้อมให้ลูกค้าในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสนับสนุนลูกค้าให้ได้ประโยชน์จากโอกาสในการขยายกิจการไปยังต่างประเทศ

ในขณะเดียวกันธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง พร้อมทั้งยึดมั่นแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible lending) โดยให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและการเติบโตอย่างยั่งยืน

ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิสำหรับปี 2567 จำนวน 45,211 ล้านบาท

ธนาคารกรุงเทพ และบริษัทย่อย รายงานกำไรสุทธิสำหรับปี 2567 จำนวน 45,211 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.6 จากปีก่อน โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 จากการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อและอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ สุทธิกับต้นทุนเงินรับฝากที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 3.06

สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่จากการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน ซึ่งเป็นไปตามสภาวะตลาด

ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจากธุรกิจบัตรเครดิต และบริการประกันผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวมที่ยังคงเติบโตดี สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายทางการตลาด โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานลดลงเป็นร้อยละ 48.0

ทั้งนี้ จากการที่ธนาคารมีการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาส 4 ปี 2567 ธนาคารจึงตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงจากไตรมาสก่อน ส่งผลให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับปี 2567 มีจำนวน 34,838 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน

ธนาคารกรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพ ฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,693,301 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 จากสิ้นปีก่อน จากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อลูกค้ากิจการต่างประเทศ

สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 2.7 ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยมีอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ร้อยละ 334.3 เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่อง

ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 จำนวน 3,169,654 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.5 จากสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ร้อยละ 85.0 ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยง ของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ร้อยละ 20.4 ร้อยละ 17.0 และร้อยละ 16.2 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ วงการธนาคาร ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...