เปิดโผ “10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง” ปี 2568
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดโผ "10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง" ปี 2568 ภายใต้การคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะเติบโตได้ราว 3%
นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึง การจัดอันดับ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง และ 10 ธุรกิจดาวร่วง สำหรับปี 2568 ซึ่งเป็นการประเมินผลภายใต้การคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะเติบโตได้ราว 3%
โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง, การเข้ามาลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลก, ไทยเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับกลุ่ม BRICS และการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ท่ามกลางปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ, ปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูง, ทิศทางนโยบายของรัฐบาลใหม่สหรัฐ และความไม่แน่นอนจากภัยธรรมชาติ
10 ธุรกิจด่าวรุ่ง ปี 2568
1. ธุรกิจการแพทย์และความงาม / ธุรกิจ Cloud Service / ธุรกิจบริการ Cyber Security
สำหรับธุรกิจการแพทย์และความงาม มีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ จากนโยบายฟรีวีซ่าของภาครัฐญ และการขยายตัวของตลาด Medical Tourism ของนักท่องเที่ยงต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและใช้บริการด้านสุขภาพในไทย ส่งผลให้ธุรกิจมีทิศทางการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสนใจในการดูแลสุขภาพและความงามของคนในปัจจุบันมีมากขึ้น โดยเฉพาะกระแสของกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ ประกอบกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย ทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพและต้องการใช้บริการด้านการแพทย์เพิ่มขึ้น
แต่อย่างไรก็ตามอาจต้องเผชิญปัจจัยเสียง ได้แก่ ปัญหาการแอบอ้างและหลอกลวงเป็นบุคลากรทางการแพทย์ เช่น แพทย์ พยายาล หรือผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพ โดยไม่มีวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ หรือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของผู้บริโภค และภาวะการแข่งขันที่รุนแรง รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีแนวโน้มที่สุงขึ้น
ขณะที่ธุรกิจ Cloud service และ ธุรกิจบริการ Cyber security นั้นมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก รวมถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์มากขึ้น และเมกะเทรนด์ของธุรกิจในอนานคตมีการใช้เทคโนโลยี AI และ IoT มากขึ้น แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญและมีทักษาะด้าน Cyber security ในประเทศไทย รวมถึงกฎหมายที่ใช้รองรับเกี่ยวกับธุรกิจและขอบเขตอำนาจของหน่วยงานที่กำกับดูแลในบางประเทศยังไม่มีหรือมีแต่ไม่ชัดเจน
2. Social Media และ Online Entertainment / ธุรกิจจัดทำคอนเทนต์ ธุรกิจ YouTube การรีวิวสินค้า และ Influencer
3. ธุรกิจ e-Commerce (ธุรกิจที่ทำการซื้อขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์) / ธุรกิจ Soft Power ไทยโดยเฉพาะซีรี่ย์ภาพยนตร์ / ธุรกิจโฆษณาและสื่อออนไลน์
4. งานคอนเสิร์ต มหกรรมจัดแสดงสินค้า ธุรกิจ Event / เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
5. ธุรกิจความเชื่อ (สายมู หมอดู ฮวงจุ้ย) / ธุรกิจเงินด่วน โรงรับจำนำ / ธุรกิจประกันภัยชีวิต
6. ธุรกิจการให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม เช่น แม่บ้านรายวัน การซ่อมแซมอุปกรณ์ เป็นต้น / ผับ บาร์ คาราโอเกะ
7. คลินิกการภาพ / ธุรกิจให้บริการสถานีชาร์จรถไฟฟ้า (ธุรกิจ EV Charging Station) และติดตั้ง / ธุรกิจรถยนต์ EV / ธุรกิจสัตว์เลี้ยง ขายอาหาร อุปกรณ์และแฟชั่น และดูแลสัตว์
8. ธุรกิจด้านการเงิน ธนาคาร Fintech และการชำระเงินผ่านระบบเทคโนโลยี / ธุรกิจตู้ยอดเหรียญเครื่องดื่ม อาหาร และธุรกิจเครื่องสะดวกซัก / ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ทัวร์ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง
9. ธุรกิจโทรคมนาคมสื่อสาร เช่น ผู้ให้บริการอินเmอร์เน็ต หรือสัญญาณสื่อสารต่าง ๆ / ธุรกิจโลจิสติกส์ Delivery และคลังสินค้า / ทนายความ และตรวจสอบบัญชี / Street Food และตลาดนัดกลางคืน
10. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (ที่ไม่มีแอลกอฮอล์) / ธุรกิจพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ / โรงพยาบาล คลิกนิก เกี่ยวกับสัตว์
10 ธุรกิจดาวร่วง ปี 2568
- ธุรกิจจำหน่ายและให้เช้า CD หรือ VDO
2. ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่มี Platform Online
3. ธุรกิจคนกลางผลิตและจำหน่ายที่เก็บข้อมูล เช่น CD DVD Thumb Drive การ์ดอื่น ๆ
4. บริการส่งหนังสือพิมพ์
5. ธุรกิจผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
6. ธุรกิจถ่ายเอกสาร
7. ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไม้แบบดั้งเดิม ไม่มีการออกแบบดีไซน์
8. ธุรกิจรถยนต์มือ 2
9. ร้านขายเครื่องเล่น
10. ธุรกิจผลิตกระดาษ ธุรกิจร้านโชห่วย
ขณะที่ นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะมีการเติบโตได้ในกรอบ 2.8-3.2% หรือมีค่าเฉลี่ยที่ 3% โดยต้องจับตาช่วงที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าโตได้ถึงระดับ 3% หรือไม่นั้น จะอยู่ในช่วงไตรมาส 2 ปีหน้า ซึ่งจะเป็นช่วงที่เห็นประสิทธิผลจากมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ทยอยออกมาตั้งแต่ปลายปีนี้ ไปจนถึงช่วงไตรมาส 1 ปี 68 ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ "คุณสู้ เราช่วย", โครงการ Easy e-receipt และเงิน 1 หมื่นบาทให้แก่ผู้สูงอายุ