โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บ.ใต้-มาเลย์รุมทึ้งยางแสนตัน "นอร์ทอีสฯ" ส้มหล่นฟันส่วนต่าง 800 ล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 มิ.ย. 2565 เวลา 03.03 น. • เผยแพร่ 17 พ.ค. 2564 เวลา 06.30 น.

กลุ่มสถาบันเกษตรกรภาคใต้-บริษัทยางระดับโลกจากมาเลย์ “รุมทึ้ง” สต๊อกยาง 1.4 แสนตันของ บมจ.นอร์ทอีสรับเบอร์ ที่ประมูลจากรัฐบาลได้ในราคา 37 บาท/กก. เหตุ 3 ประเทศผู้ผลิตไทย-มาเลย์-อินโดฯประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบหนัก

เฉพาะภาคใต้ของไทยยางพาราหายไปกว่า 50% ทำตลาดโลกขาดแคลนยางพาราหนัก ทั้งยางรมควัน-ยางแท่ง-น้ำยางสด ราคาวัตถุดิบในตลาดโลกพุ่ง วงการเผย “นอร์ทอีสฯ” สบช่องตั้งราคาขายต่อ 45 บาท/กก. ส้มหล่นฟันส่วนต่างกว่า 800 ล้านบาท เผยมีการส่งมอบสต๊อกบางส่วนให้ 2 บริษัทยักษ์ส่งออกระดับโลกไปแล้ว

หลังจากบริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) จังหวัดบุรีรัมย์ ชนะการประมูลสต๊อกยางแผ่นรมควันอัดก้อน ยางแท่ง STR 20 และยางอื่น ๆ จำนวน 104,763.35 ตัน ซึ่งเป็นยางเก่าอายุ 9 ปีของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ระบายสต๊อกออกมาและเซ็นสัญญาขายเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2564

นายกัมปนาท วงศ์ชูวรรณ ผู้จัดการ กลุ่มเกษตรกรทำสวนธารน้ำทิพย์ สถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพาราส่งออกรายใหญ่ภาคใต้ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้กลุ่มเกษตรกร

กลุ่มบริษัททั้งในประเทศและต่างประเทศมีความต้องการขอซื้อต่อยางพารา STR 20 กับบริษัทที่ประมูลยางค้างสต๊อกของรัฐบาลได้ในราคาประมาณ 37 บาท/กก. หรือประมาณ 37,000 บาท/ตัน

เพื่อนำมาแปรรูปเป็นยางแท่งเอสทีอาร์ และส่งออกตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าไว้ เนื่องจากขณะนี้ยางพาราขาดแคลนทุกตัวทั้งยางรมควัน ยางแท่ง และน้ำยางสด ขณะที่ในตลาดโลกยังมีความต้องการสูงและต่อเนื่อง

โดยกลุ่มเกษตรกรทำสวนธารน้ำทิพย์จะขอแบ่งซื้อประมาณ 5,000-10,000 ตัน ในราคา 40 บาท/กก. หรือประมาณ 40,000 บาท/ตัน เพื่อแปรรูปส่งออกไปยังบริษัทในประเทศมาเลเซียและดูไบ

ขณะที่มีกลุ่มบริษัทจากประเทศมาเลเซียได้เสนอราคาซื้อยางดังกล่าวในราคาประมาณ 1,700 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือประมาณ 52.70 บาท/กก.แต่เท่าที่ทราบบริษัทผู้ชนะการประมูลดังกล่าวมีการตั้งราคาขายไว้ที่ 45 บาท/กก.หรือประมาณ 45,000 บาท/ตัน

จากราคาที่แข่งขันชนะประมูลได้ในราคาประมาณ 37 บาท/กก. หรือประมาณ 37,000 บาท/ตัน ทำให้มีส่วนต่างประมาณ 8,000 บาท/ตัน หรือประมาณ 8 บาท/กก. คิดเป็นเงินส่วนต่างกว่า 800 ล้านบาท และปัจจุบันบริษัทที่ประมูลยางพาราค้างสต๊อกได้มีการจัดแบ่งยางเก่าไปให้ 2 บริษัทส่งออกรายใหญ่ของโลกไปแล้วจำนวนหนึ่ง

นายกัมปนาทกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ยางพาราขาดแคลนทั้งในประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยเฉพาะทางภาคใต้ยางพาราได้ขาดหายไปมากกว่า 50% มาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ยางพาราเกิดโรคใบร่วง ขาดแคลนแรงงานกรีด ฯลฯ

โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรทำสวนธารน้ำทิพย์ยางพาราขาดหายไปประมาณ 50% ส่งผลให้ราคายางพาราในปี 2564 อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ตอนนี้ทั่วโลกต่างมีความต้องการยางพาราทุกตัว

ตั้งแต่ยางรมควัน ยางแท่ง และน้ำยางสด โดยยางแท่ง ยางรมควันนำไปแปรรูปผลิตล้อรถ ส่วนน้ำยางสดแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง

“สำหรับยางเอสทีอาร์ของรัฐบาลค้างสต๊อกมาร่วม 9 ปีนั้นจะเกิดสภาพยางรูปทรงเปลี่ยนแปลง และการยืดหยุ่นของยางพาราจะแข็งตัว ดังนั้น เมื่อซื้อมาแล้วต้องนำมาแปรรูปใหม่ โดยผสมสัดส่วนยางพาราเก่า 50% กับยางใหม่ 50% จึงจะสมบูรณ์มีความยืดหยุ่นได้ดี” นายกัมปนาทกล่าวและว่า

ตอนนี้ผู้บริโภคยางพารารายใหญ่ของโลก คือ ประเทศจีน และขณะนี้ประเทศจีนสามารถควบคุมสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประสบความสำเร็จแล้ว ภายในประเทศจีนจึงเปิดธุรกิจ อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวภายในประเทศแล้ว

โดยมีการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ เศรษฐกิจจีนดี สถานะชาวจีนมีความมั่นคง จึงไม่เป็นปัญหาต่อการส่งออกของไทยไปยังประเทศจีน” นายกัมปนาทกล่าว

แหล่งข่าวจากโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปน้ำยางข้น เปิดเผยว่า ขณะนี้น้ำยางสดขาดแคลนทำให้บางช่วงคนงานที่อยู่ในโรงงานว่างงานต้องไปทำหน้าที่อย่างอื่นแทน และบางช่วงไม่มีโอที โดยในช่วงมีปริมาณน้ำยางจะมีโอที

ดร.อุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สยท.) กรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ยางพาราค้างสต๊อกของรัฐบาลจำนวนกว่า 104,000 ตัน ที่ประมูลให้กับเอกชนไปเมื่อประมาณเดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา

จนถึงขณะนี้รายละเอียดและราคาการประมูลยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดทั้งที่เป็นของราชการที่ประชาชนโดยทั่วไปควรได้รับทราบ ซึ่งยางพาราที่ค้างสต๊อกนั้นเป็นยางพาราที่รับซื้อมาจากโครงการต่าง ๆ จากหลายรัฐบาล โดยมีราคาตั้งแต่ 60-100 บาท/กก.

“เป็นที่น่าสังเกตในการประมูลยางพาราค้างสต๊อก ทั้งทีโออาร์ ราคาประมูล เพราะระยะช่วงเวลาที่ประมูลราคาขี้ยางได้เคลื่อนไหวอยู่ที่ 46 บาท/กก. ดังนั้น ราคายางพาราค้างสต๊อกซึ่งเป็นยางแท่งเอสทีอาร์-ยางรมควันนั้นราคาที่ประมูลได้ควรจะสูงกว่าราคาขี้ยาง

ซึ่งหากราคาขี้ยาง 46 บาท/กก. หากยางแท่งเอสทีอาร์ ยางรมควัน ราคาที่ประมูลต่ำกว่าขี้ยางประมาณ 6 บาท/กก. ก็จะมีส่วนต่างกว่า 600 ล้านบาท และระหว่างยางแท่งเอสทีอาร์ ยางรมควัน มีมาตรฐานต่างกันกับขี้ยางถึงจะเสียทรงรูปแบบ

และแม้จะค้างสต๊อกอยู่นานประมาณ 9 ปีก็ตาม เพราะสมัยที่มีอินโรยาง ยางพาราเคยค้างสต๊อกอยู่ประมาณ 20 ปี ราคาก็ยังจะไม่ตกต่ำ

นายอุทัยกล่าวอีกว่า ส่วนสถานการณ์ยางพาราขณะนี้อยู่ในภาวะขาดแคลน เนื่องจากทางภาคใต้ฝนตกไม่สามารถกรีดยางได้ และอีกทั้งน้ำยางสดจะต้องนำมาแปรรูปเป็นน้ำยางข้น

เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง โดยเฉพาะสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่จะต้องใช้ถุงมือยางทั่วโลกประมาณ 1,500 ล้านชิ้น/วัน

นายเพิก เลิศวังพง อดีตคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) อดีตบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ยางพารากำลังขาขึ้นและกำลังขาดแคลน

ส่งผลถึงยางพาราค้างสต๊อกของรัฐบาลกว่า 104,000 ตันที่ซื้อมาเมื่อ 9 ปีก่อนราคาประมาณ 60-กว่า 100 บาท/กก. เท่าที่ทราบการประมูลราคาเทียบกับราคาขี้ยาง ดังนั้นบริษัทผู้ประมูลได้ก็ไม่ต่างกับถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 เพราะสภาพยางแท่งค้างสต๊อกถือเป็นยางตกเกรดไม่ใช่ขี้ยาง

โดยยางแท่งมีคุณภาพรูปทรงต่างกับขี้ยางเรื่องการดูแลรักษา เช่น จากเบอร์ 3 อาจจะตกเกรดมาอยู่ที่เบอร์ 4 หรือเบอร์ 5 ดังนั้นรัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต้องออกมาดูแลตรวจสอบยางพาราค้างสต๊อกจำนวนนี้ โดยแต่งตั้งบุคคลจากภายนอก เพราะปัจจุบันทางการยังไม่เปิดเผยรายละเอียด เช่น ราคาประมูล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...