โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จุฬาฯร่วม10องค์กรประชุมดึงชมรมใต้ดิน ร่วมดันกัญชารักษาโรคถูกกฎหมาย

77kaoded

เผยแพร่ 18 เม.ย. 2562 เวลา 07.58 น. • 77 ข่าวเด็ด

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยเครือข่าย 10 หน่วยงานประชุม “เริ่มต้นการวิจัยและสนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์” เสนอดึงชมรมใต้ดินช่วยผลิตยาเพื่อผู้ป่วย เชื่อได้ความชัดเจนหลังนิรโทษกรรม 19 พ.ค.

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยรังสิต โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร่วมมือกับ 5 มูลนิธิด้านการเกษตร สุขภาพ และผู้บริโภค

ประกอบด้วยมูลนิธิข้าวขวัญ มูลนิธิสุขภาพไทย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน มูลนิธิชีววิถี พร้อมด้วย อ.เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ซึ่งศึกษาเรื่องการนำสารสกัดกัญชามาใช้รักษาโรค เข้าร่วมการประชุม “เริ่มต้นการวิจัยและสนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์” โอสถศาลา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ

ผศ.ภญ.ดร.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์

ผลักดันงานวิจัย ชูศักยภาพกัญชา

ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมผศ.ภญ.ดร.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยถึงผลการประชุมดังกล่าวว่า ในช่วงเริ่มต้นจะทำตามกระบวนการต่าง ๆ ตามกฎหมาย ในวันที่ 29-30 เมษายน 2562 นี้ อ.เดชา จะต้องเข้าอบรมเป็นหมอพื้นบ้านที่ใช้กัญชาได้ จากนั้นจะมีเก็บข้อมูลการใช้กัญชาต่าง ๆ เพื่อส่งข้อเสนอการทำงานงานวิจัยในมนุษย์ช่วงต้นเดือน พ.ค. นี้

นอกจากนี้จะมีการเสนอตำรับกัญชาของ อ.เดชา ของยื่นเอกสารใช้ของกลางจาก ป.ป.ส. เพื่อนำกัญชามาผลิตน้ำมันกัญชาโดยมีงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานด้านการวิจัย อย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) และ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยจะมีการวิจัยหลัก ๆ คือเรื่องของสารออกฤทธิ์ในกัญชา พันธุ์ของกัญชา การสังเคราะห์ และองค์ความรู้ตามแนวมานุษยวิทยา ทั้งนี้ องค์ความรู้จากการวิจัยทั้งหมดจะมอบให้สาธารณะ

ทั้งนี้ ผศ.ภญ.ดร.รุ่งเพ็ชร ระบุว่างานวิจัยต่าง ๆ จะเริ่มต้นได้ประมาณเดือนหน้า (พ.ค.62) โดยโครงการทั้งหมดเสร็จสิ้นประมาณ 2-3 เดือน นำร่องโครงการก่อน หารือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.), องค์การอาหารและยา (อ.ย.) กรมการแพทย์แผนไทย ในการทำงานร่วมกันเพื่อให้โครงการเดินหน้าเร็วที่สุด เรื่องกฎหมาย เป็นเรื่องของ อ.ย. และ ป.ป.ส. ต้องรอดูหลังนิรโทษกรรมต่อไป

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์

เดินหน้า อ.เดชา เป็นหมอพื้นบ้านเร็วที่สุด

ด้าน นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองธิบดีการแพทย์แผนไทยและทางเลือก ขยายความว่า การพิจารณารับรอง อ.เดชา ให้เป็นหมอพื้นบ้านถูกต้องตามกฎหมายนั้นสามารถรวบรวมข้อมูลตามหลักเกณฑ์ที่กรมการแพทย์แผนไทยกำหนด คาดว่าขั้นตอนไม่ได้ซับซ้อนและแล้วเสร็จได้ภายใน 1 สัปดาห์

จากนั้น อ.เดชา จะต้องอบรมการใช้กัญชาก่อนเนื่องจากถือว่าเป็นยาเสพติด เมื่อผ่านการอบรมกรมการแพทย์อนุญาตให้ดูแลผู้ป่วยได้ ซึ่งคาดว่าขั้นตอนนี้จะใช้เวลา 2 สัปดาห์ ส่วนขั้นตอนสุดท้ายคือ นำน้ำมันกัญชาเป็นสูตรเฉพาะของ อ.เดชา มานำเสนอเพื่อขอพิจารณว่าเป็นไปตามภูมิปัญญาดั้งเดิมหรือไม่อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลกระบุว่า ถ้าศึกษาวิจัยตามการแพทย์ดั้งเดิมสามารถนำสูตรที่มีมาใช้วิจัยในคนไทยได้เลย ทำให้พยายามพิจารณาตรงนี้ให้ผ่ายก่อน จะทำให้ง่ายขึ้น การนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ขึ้นทะเบียนได้ง่ายขึ้น

อ.เดชา ศิริภัทร

ผลิตน้ำมันกัญชารักษาโรค ควบคู่การเรียกร้องแก้กฎหมาย 

อ.เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวว่า กล่าวอีกว่าจะให้ตนเองอยู่ในสถานะใดก็สามารถทำได้ทั้งหมดแต่ประโยชน์จะยกให้สังคม พร้อมเปิดเผยว่าการขับเคลื่อนในครั้งนี้มีความตั้งใจหลักคือ อยากให้ผู้ป่วยได้รับยาเร็วและผลิตยาให้มากที่สุด เพราะขณะนี้มีผู้ป่วย 5,000 รายที่ใช้ยาอยู่และต้องขาดยาตั้งแต่ 3 เม.ย. และยังมีกลุ่มผู้ป่วยใหม่ที่รอมารับยาเพิ่มเติม แต่ขณะที่ไม่สามารถทำยาแจกจ่ายได้เพราะต้องเข้ากระบวนการตามกฎหมาย

"กฎหมายปัจจุบันยังไม่ดีเท่าที่ควร ไม่ส่งเสริมการรักษาและเป็นอุปสรรคในบางเรื่อง วางแผนว่าในระยะยาวหลังพัฒนายาได้แล้วจะผลักดันกฎหมายให้ดีขึ้น เปลี่ยนกฎหมายให้เข้ากับความจริง ไม่ใช่เปลี่ยนความจริงให้เข้ากับกฎหมาย"

ทั้งนี้ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ทำหนังสือไปยัง ป.ป.ส. เพื่อขอของกลางที่จับกุมได้ ซึ่งไม่ใช่เพียง 205 ต้นที่จับไปได้จากมูลนิธิข้าวขวัญเท่านั้น แต่ขอของกลางที่จับกุมได้ในท้องตลาด ซึ่งมีหลายเกณฑ์หลากหลายสายพันธุ์ และมีแหล่งที่มาจากหลายประเทศ โดยตัว อ.เดชา เองต้องไปคัดเลือกจากของกลางหลายตันเพื่อมาตรวจสอบก่อนมาสกัดเป็นยา อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับ ป.ป.ส. ว่าจะอนุญาตให้ทำในลักษณะดังกล่าวได้เมื่อไหร่ นอกจากนี้ อ.เดชา ยังเชื่อว่าไม่เกินสิ้นเดือน พ.ค. จะมีการเคลื่อนไหวใหญ่ที่ประชาชนมาช่วยกันขับเคลื่อนให้มีการเปลี่ยนกฎหมาย

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

ดึงชมรมใต้ดินเข้าร่วมพลิกกฎหมายกัญชา

ด้าน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่าหลังจากที่มีการประชุม “เริ่มต้นการวิจัยและสนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์” ในวันนี้ มีความหวังและมีทางเป็นไปได้ว่าทุกคนสามารถใช้กัญชาในหมู่บ้าน สถานีอนามัยโดยมีการควบคุมกันเอง ในแง่สำคัญคือการบรรเทาอาการเจ็บปวดทรมาน และช่วยลดผลข้างเคียงของยาในปัจจุบันบางตัวที่ส่งผลกระทบทางลบต่อร่างการเมื่อจำเป็นต้องใช้ในปริมาณมากเกินไป

ส่วนกำหนดนิรโทษกรรมในวันที่ 19 พ.ค.นี้ ยังไม่ชัดเจนทางกฎหมาย แต่ขณะนี้มีผู้ป่วยร่วมแสนรายใช้น้ำมันกัญชาอยู่แล้ว และประเมินว่าของกลางที่ ป.ป.ส.ยึดมาอาจมีปริมาณไม่พอและไม่สะอาดพอที่จะสกัดเป็นยา และผู้อบรมเพื่อใช้กัญชาในวันที่ 29-30 เม.ย. นี้มีเพียง 200 ซึ่งมองว่าไม่เพียงพอ จึงมีการพูดคุยกับทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อดึงกลุ่มชมรมใต้ดินที่ใช้กัญชาขึ้นมาร่วมเชื่อมโยงความร่วมมือ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์จำนวนมากพอและที่ตรวจสอบได้ว่าสะอาด

พร้อมมองว่าการชักชวนชมรมใต้ดินให้เข้ามาอยู่ในสถาบัน ทำให้กัญชาถูกกฎหมายเป็นเพื่อนในการดูแลผู้ป่วย ด้วยความรู้และประสบการณ์ผ่านสถาบันต่าง คิดว่ากระทำได้ ขึ้นอยู่กับ ปปส. และ อย.

“เราไม่แคร์ว่าผู้ที่อยู่ในชมรมใต้ดิน มีประสบการณ์มาช่วยชีวิตคนในชุมชนเรายินดีที่จะร่วมมือ คิดว่ากฎหมายต้องแก้” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...