โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

การวินิจฉัยและรักษา ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ม.ค. 2564 เวลา 08.04 น. • เผยแพร่ 21 ม.ค. 2564 เวลา 08.04 น.

สุขภาพดีกับรามาฯ พญ.อัญชนา ทองแย้ม

จากผลการวิจัยทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศพบว่า การซักประวัติและการตรวจร่างกายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถวินิจฉัย หรือบอกถึงความรุนแรงขอภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็กได้ ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อการวินิจฉัยโรคให้แม่นยำขึ้น

วิธีการตรวจวินิจฉัย ได้แก่

1.การตรวจภาพรังสี การถ่ายภาพทางรังสีบริเวณคอจะช่วยให้ทราบถึงขนาดและตำแหน่งของต่อมทอนซิล และหรืออะดีนอยด์ ที่อาจมีผลอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน

2.การตรวจค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนขณะหลับ พบว่าการวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนขณะหลับตลอดคืนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง แล้วนำมาสร้างเป็นกราฟ สามารถนำมาใช้เป็นการตรวจคัดกรองของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็กได้ ถ้าผลเป็นบวกผู้ป่วยจะมีโอกาสเป็นได้สูง แต่ถ้าผลเป็นลบไม่สามารถตัดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็กออกไปได้ ยังต้องส่งผู้ป่วยไปตรวจการนอนหลับชนิดเต็มรูปแบบต่อ หรือส่งพบผู้เชี่ยวชาญต่อไป

3.การตรวจการนอนหลับชนิดเต็มรูปแบบ ยังถือว่าเป็นการวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็กได้ดีที่สุด มีประโยชน์ในการวินิจฉัยภาวะนี้ในเด็กที่มาด้วยอาการนอนกรนหรือหายใจลำบากขณะหลับ และช่วยแยกแยะความรุนแรงของโรค ช่วยคัดกรองผู้ป่วยที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนของภาวะนี้ ตลอดจนผู้ป่วยที่มีอัตราเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด

การรักษาผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น

เบื้องต้นแนะนำให้ผู้ป่วยและผู้ปกครองเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ มลพิษ และสารกระตุ้นภูมิแพ้ต่าง ๆ ร่วมด้วย เนื่องจากสิ่งเหล่านี้อาจก่อให้เกิดอาการแน่นจมูก และเพิ่มแรงต้านทานของทางเดินหายใจส่วนบน และในผู้ป่วยที่น้ำหนักมากควรให้ลดความอ้วน

วิธีการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น ได้แก่

1.การรักษาโดยการผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์และทอนซิล เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นที่มีต่อมทอนซิลและ/หรืออะดีนอยด์โต พบว่าการผ่าตัดต่อมทอนซิลและ/หรืออะดีนอยด์ ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ และทำให้คุณภาพชีวิตตลอดจนปัญหาทางด้านพฤติกรรมของผู้ป่วยดีขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการรักษาแบบติดตามอาการ

2.การใช้ยา มีการนำยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์ใช้ในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นที่มีความรุนแรงน้อย ผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดต่อมทอนซิลและ/หรืออะดีนอยด์ได้ หรือหลังผ่าตัดแล้วยังมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นเหลืออยู่ในระดับรุนแรงน้อย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการตอบสนองต่อยาในผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกัน ในรายที่ใช้ยาแล้วอาการกรนดีขึ้น แต่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นอาจจะยังไม่หายขาด และหลังหยุดใช้ยาอาจมีอาการกลับมาได้ จึงควรติดตามอาการผู้ป่วยขณะใช้ยาและหลังจากหยุดใช้ยาแล้ว

3.การใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดต่อเนื่องใช้ในกรณี

– ผู้ป่วยที่ให้การรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมทอนซิลและ/หรืออะดีนอยด์ แล้วยังมีอาการของการหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นหลงเหลืออยู่

– ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นที่สัมพันธ์กับภาวะอ้วน, โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และโครงสร้างใบหน้าผิดปกติที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ได้สำเร็จ

4.การรักษาโดยวิธีอื่น ๆ เช่น ในกรณีผู้ป่วยที่ปฏิเสธหรือไม่สามารถรักษาโดยการผ่าตัดได้ จะรักษาโดยการใช้ทันตอุปกรณ์ มีประโยชน์ในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น ร่วมกับมีการสบฟันผิดปกติ หรือมีคางร่น

หมายเหตุ : พญ.อัญชนา ทองแย้ม อาจารย์พิเศษประจำศูนย์โรคการนอนหลับ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...