โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ครูบาศรีวิชัย : บารมีสงฆ์ในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เพิ่งสร้าง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 มี.ค. 2567 เวลา 05.44 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. 2567 เวลา 05.44 น.

ข้อขัดแย้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของรัฐไทย กับพระภิกษุสักรูป คงจะหนีไม่พ้นกรณีคลาสสิคอย่างกรณีของ “ครูบาศรีวิชัย” (พระอินท์เฟือน สิริวิชโย) ที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่ประเทศไทยยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อมาจาก “สยาม” โน่นเลย

และถึงแม้ว่าสยามจะเป็นคำที่ถูกใช้เรียกดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและปริมณฑลรายรอบมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้วก็เถอะ แต่สยามเมื่อครั้งกระโน้น ก็ไม่ได้มีเสื้อผ้าหน้าผมเหมือนอย่างประเทศไทยทุกวันนี้เอาเสียเลยสักนิด

สำคัญที่สุดก็คือ สยามในยุคโน้นยังไม่มีขอบเขตและดินแดนที่ชัดเจนเลยเสียหน่อย แถมประชากรทั้งหมดก็ไม่ได้รวมเข้าสู่ศูนย์กลาง เพราะยังจัดการคนกันด้วยระบบไพร่ (ซึ่งแปลว่ากำลังคนทั้งหมดไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลวง ไพร่จำนวนมากเลยทีเดียวที่สังกัดเข้ากับมูลนาย และเป็นกำลังให้กับมูลนาย ไม่ใช่กับรัฐอย่างที่มักจะเข้าใจผิดกัน)

สยามเพิ่งมารวมศูนย์อำนาจได้อย่างจริงจังเมื่อสามารถเลิกไพร่ เลิกทาส (ซึ่งเป็นกระบวนการต่อเนื่องถึงกัน เพราะเป็นการนำกำลังคนทั้งหมดในแผ่นดินเข้ามารวมไว้กับหลวง ไม่ใช่แยกไปสังกัดมูลนายดังเดิม) และทำข้อตกลงในการปักปันเขตแดนทางซีกเทือกเขาพนมดงเร็ก กับฝรั่งเศสในชั้นต้นได้สำเร็จ อันทำให้ชนชั้นนำสยามทั้งหลายสามารถหลับตาพริ้ม แล้วนึกถึงดินแดนรูปขวานทองได้รางๆ เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2448 ตรงกับช่วงปลายของแผ่นดินรัชกาลที่ 5 เท่านั้นแหละ

และก็เป็นด้วยเหตุผลข้างต้นนี่เองนะครับ ที่ทำให้ “สยาม” กลายเป็นรัฐที่ปกครองด้วยระบอบ “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” คือรวบอำนาจทุกอย่างเข้าสู่ศูนย์กลางคือ “กษัตริย์” โดยเบ็ดเสร็จสมบูรณ์เป็นครั้งแรก ไม่ใช่เป็นมาตั้งแต่อยุธยา หรือต้นกรุงเทพฯ ที่ปกครองกันแบบราชาธิปไตย

ครูบาศรีวิชัยเกิดเมื่อ พ.ศ.2421, บรรพชาเป็นสามเณรใน พ.ศ.2439, จากนั้นจึงค่อยบรรพชาเป็นพระภิกษุในเรือน พ.ศ.2442 และดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2445

ซึ่งก็ตรงกับช่วงเปลี่ยนผ่านของสยามจากสยามเดิมมาเป็นสยามใหม่ที่ว่านี่แหละครับ

“บารมี” ของครูบาศรีวิชัยเป็นที่เลื่องระบืออย่างจงหนักขึ้นเรื่อยๆ ท่านงดเว้นการเสพหมาก เมี่ยง และบุหรี่โดยสิ้นเชิง เมื่ออายุได้ 26 ท่านก็เริ่มงดเว้นการฉันเนื้อสัตว์ ซ้ำยังฉันเพียงวันละมื้อเดียว โดยมักจะเป็นผักต้มที่ใส่เพียงเกลือและพริกไทย บางครั้งก็ไม่ฉันข้าวเป็นเวลานาน และงดเว้นการฉันผักบางชนิดอีกต่างหาก

แน่นอนว่าการที่ครูบาศรีวิชัยมีศีลาจารวัตรที่งดงามและเคร่งครัดอย่างนี้ ย่อมนำไปสู่ข่าวลือเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์อื่นๆ

ผู้คนในสมัยนั้นจึงได้มาขอให้ท่านอุปัชฌาย์ให้เป็นจำนวนมาก

และปัญหาก็เริ่มมาจากตรงนี้แหละครับ

ธรรมเนียมการบวชของล้านนาในสมัยนั้น ต่างจากปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะให้ความสำคัญกับระบบพระอุปัชฌาย์ อาจารย์กับศิษย์

พูดง่ายๆ ว่าพระอุปัชฌาย์หนึ่งรูปจะมีวัดอยู่ในการดูแลจำนวนหนึ่ง เรียกว่าเจ้าหมวดอุโบสถ โดยคัดเลือกจากพระที่มีผู้เคารพนับถือ ที่เรียกว่า “ครูบา”

ระดับครูบาศรีวิชัย ย่อมต้องอยู่ในตำแหน่งหัวหมวดพระอุปัชฌาย์แน่ยิ่งกว่าแช่แป้งอยู่แล้ว ตามจารีตของล้านนาแล้วจึงมีสิทธิ์ที่จะบวชให้กับกุลบุตรได้ และด้วยบารมีของครูบาศรีวิชัยจึงทำให้มีลูกศิษย์ลูกหาอยู่ในขั้นมหาศาล จนแทบจะนับเป็นกองทัพย่อมๆ ได้เลยทีเดียว

ลองนึกดูง่ายๆ ก็ได้นะครับ “ล้านนา” ที่เพิ่งจะถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยามอย่างเป็นออฟฟิเชียลได้ไม่กี่ปี อยู่ๆ ก็มีพระสงฆ์ผู้มากบารมี ที่มีคณะศิษยานุศิษย์มากมายอย่างกับเป็นกองทัพ ศูนย์กลางของรัฐที่ประเทศกรุงเทพฯ ซึ่งประกาศตนเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ณ ขณะจิตนั้น จะมัวแต่มานั่งมองตาปริบๆ ก็คงจะไม่ใช่เรื่องแน่

และไม่ว่าเหตุผลแท้จริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม รัฐกรุงเทพฯ ก็ได้อ้างพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 (พ.ศ.2446) ที่มีความตอนหนึ่งระบุว่า

“พระอุปัชฌาย์ที่จะบวชกุลบุตรได้ ต้องได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบการปกครองของสงฆ์จากส่วนกลางเท่านั้น”

เจ้าคณะแขวงลี้ (แน่นอนว่าเป็นพระที่ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง และยึดโยงฐานันดรสงฆ์จากขั้วบางกอก) และนายอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ซึ่งวัดบ้านปางที่ครูบาศรีวิชัยเป็นเจ้าอาวาสตั้งอยู่ในนั้น จึงได้นำกำลังตำรวจเข้าจับกุมครูบาท่านเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2451 หลังปีที่สยามเลิกทาส และตกลงเบื้องต้นในการปักปันเขตแดนประเทศสยามระวางสุดท้ายเพียง 3 ปี

ด้วยข้ออ้างว่า ครูบาท่านบวชผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางรัฐ

จากนั้นจนถึง พ.ศ.2479 ครูบาศรีวิชัยก็มีปัญหาระหองระแหงกับรัฐส่วนกลางมาตลอด ด้วยมีการกักขังและปล่อยตัวท่านอยู่หลายครั้ง เนื่องด้วยข้อกล่าวหาที่ถึงไม่พูดตรงๆ ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็น “ผู้มีอิทธิพล” ต่างหาก

เพราะในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ครูบาท่านก็ได้แสดงศักยภาพบารมีของท่านด้วยการรื้อซ่อม-รื้อสร้างวัดและปูชนียสถานสำคัญของล้านนาเป็นจำนวนมาก โดยไม่จำเป็นต้องง้ออำนาจรัฐหรือเงินงบประมาณจากหลวงเลยแม้แต่สลึงเดียว

ที่สำคัญคือ การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ซึ่งใช้เวลาเพียง 5 เดือน กับอีก 22 วัน โดยที่รัฐกรุงเทพฯ ไม่ได้มีส่วนร่วมเลยสักนิด แถมในระหว่างการสร้างทางนั่นเองที่มีเหตุพระสงฆ์ในล้านนารวม 90 วัด ขอลาออกจากการปกครองคณะสงฆ์ ไปขึ้นกับการปกครองครูบาศรีวิชัยแทน จนทำให้เกิดเหตุการคุมตัวครูบาท่านไปที่บางกอกเป็นครั้งสุดท้าย

และเอาเข้าจริงก็ไม่มีใครตอบได้ชัดๆ หรอกว่า ครูบาท่านไม่รู้กฎหมายจริงๆ หรือเป็นการอารยะขัดขืนต่อรัฐกรุงเทพฯ ของท่าน จึงทำให้ท่านถูกจับ-ปล่อยๆ อยู่อย่างนี้

ยิ่งข้อเท็จจริงที่สำคัญอีกอย่างก็คือ การที่ล้านนาก็เพิ่งถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยามก็ในช่วงชีวิตของท่าน อย่างที่บอกเอาไว้แล้วข้างต้น

ในส่วนของรัฐเองก็เป็นที่เข้าใจได้นะครับว่า ทำไมจึงต้องพยายามสอดส่องครูบาศรีวิชัยเสียอย่างจงหนัก ก็รัฐในยุคนั้นยังมีตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ที่ไม่ไกลนัก ให้เห็นถึงกรณีของพระสงฆ์ที่มากบารมีจนพอที่จะรัฐเป็นของตนเองอย่างกรณีเจ้าพระฝาง เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแตก หรือเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (ญาครูขี้หอม) ที่อพยพลูกศิษย์จากเวียงจันทน์ 3,000 คน ไปสร้างเมืองจำปาสักในช่วงร่วมสมัยอยุธยาตอนปลาย

ซ้ำร้ายล้านนาในยุคนั้นมีการจำแนกพระสงฆ์ตามจารีตท้องถิ่นออกถึง 18 นิกาย โดยแต่ละนิกายก็เกี่ยวพันกับชนชาติต่างๆ ที่ไม่ใช่ไทยให้อีกเพียบ เช่น นิกายขีน (ไทยขีน/ไทยเขิน) นิกายยอง (มาจากเมืองยอง) นิกายเชียงใหม่ เป็นต้น และครูบาศรีวิชัยก็ยึดถือปฏิบัติตามแนวนิกายเชียงใหม่ผสมนิกายยอง ไม่ใช่พุทธมหานิกาย หรือธรรมยุติกนิกายอย่างบางกอกอีกต่างหาก

เอาเข้าจริงแล้ว แม้แต่ในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์เต็มรูปแบบ ที่รวบอำนาจทุกอย่างเข้าสู่ศูนย์กลาง ก็ไม่สามารถปกครองทุกอย่างโดยสมบูรณ์ เพราะอำนาจไม่ได้มีแต่ “hard power” แต่ยังมี “soft power” ด้วย ซึ่งในกรณีนี้คือ “บารมี” ของครูบาศรีวิชัย แต่นอกเหนือจากบารมีของสงฆ์แล้ว ในสังคมไทยก็ยังมี soft power ที่เป็นพลังทางสังคมวัฒนธรรมอื่นๆ อยู่อีกมาก ไม่ได้มีเฉพาะเพียงแค่บารมีสงฆ์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ครูบาศรีวิชัย : บารมีสงฆ์ในรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เพิ่งสร้าง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...