2 ทีมท้ายตารางที่เล่นไม่เหมือนท้ายตาราง
ผมคงไม่ขอใช้คำว่า “มีแค่ไม่กี่ทีม” แต่ขอพูดว่า “น่าจะทีมเดียว” คือ ไบรจ์ตัน ที่กล้าเล่นแม้กระทั่งในกรอบเขตโทษตัวเองแบบไม่มีลนลานทั้งๆที่ถูก แมนฯซิตี้ บิดาแห่งการเพรสกดอย่างหนัก
ทีมใหญ่ระดับเดียวกับ “เรือใบ” ยังเลือกเวล่ำเวลาและสถานที่เวลาต้องแก้เพรส บางรายไม่กล้าเสี่ยงเลือกวางบอลยาวเอาชัวร์ไว้ก่อน
แต่ ไบรจ์ตัน ถ้าเทียบแบบฮาๆก็คงเหมือนเห็นสิงโตแต่ไม่ให้เกียรติสิงโต เอาเมจิกมาเขียนตาเขียนปากเล่นสนุกสนานทั้งๆที่อยู่ตรงนี้เอ็งนี่คือเจ้าป่านะเฮ้ย
ถ้า มาเซโล่ บิเอลซ่า ของ ลีดส์ ยูไนเต็ด เป็นคนที่หัวดื้อยังไงก็ไม่เปลี่ยนวิธีการเล่นโดยไม่สนว่าจะเจอกับใคร แกรห์ม พอตเตอร์ ก็น่าจะอยู่ในสายอาชีพเดียวกัน
ผมเป็นคนชอบดูการเล่นของ “นกนางนวล” ทุกครั้งที่ดูทำให้ผมประหลาดใจที่ทีมเล็กๆ นักเตะไม่ได้เด่นดังอะไรแต่สามารถเคาะบอลหนีการเพรสของ “เรือใบ” ได้ดีเอามากๆ
มันแสดงให้เห็นถึงการซ้อมที่เข้มข้นและลงรายละเอียดหนักมากๆ การต่อบอลไม่ใช่สักแต่ต่อตามหน้างานแต่ทุกคนรู้ตำแหน่งและรู้ว่าควรยืนตรงไหนในยามที่มีเวลาคิดไม่กี่วินาทีที่พลาดแล้วคือเสียประตู
แต่การเล่นที่เป็นระบบจ๋าขนาดนี้ทำไมผลงานกลับสวนทางเตะมา 18 นัดชนะแค่ 2 อยู่อันดับ 17 ?
ปัญหามันอยู่ที่ “เกมรุก” ครับ
ไบรจ์ตัน ขึ้นเกมได้เนียนและเป็นระเบียบแต่เมื่อมาถึงแดนคู่แข่งแล้วมีผู้เล่นที่พาไปกับบอลยาวๆเลี้ยงกินตัวมันทำตรงนี้ไม่ได้
เท่าที่เห็นพอได้ก็มี เพอร์ซี่ เทา แข้ง แอฟริกาใต้ วัย 26 ปี
การดึงช้าเพื่อรอให้เพื่อนมาช่วยกันจึงทำให้คู่แข่งมา cover ทัน อันนี้ผมหมายถึงภาพรวมของ The Seagulls ไม่ใช่แค่ซีซั่นนี้แต่เป็นมาโดยตลอด
การมาเจอ “เรือใบ” ผมมองว่าเหมือน ไบรจ์ตัน ถือ “ดาบ” มาฟันกับ “ดาบ” นั่นคือสไตล์เดียวกันแต่เจ้าถิ่นดันเป็นดาบที่วัสดุดีกว่า
ประตูเดียวของเกมนี้เกิดขึ้นก่อนจบครึ่งแรกนาทีเดียว เป็นการพลาดจะๆหนแรกทั้งๆที่ช่วยกันมาเกือบตลอดรอดฝั่ง
ลูกยิงเสาแรกของฟิล โฟเด้น ทั้งๆที่ตำแหน่งยิงควรจะต้องเสาไกลเพราะเปิดกว้างกว่าเยอะถึงขนาดที่ว่าผู้รักษาประตูทิ้งน้ำหนักไปที่ขาซ้ายเตรียมพุ่งไปอีกทางด้วยซ้ำ
ผมไม่แน่ใจว่าลูกยิงเบียดเสาลูกนี้ส่วนหนึ่งมาจากการยิงขาขวาที่เป็นข้างไม่ถนัดของ โฟลเด้น หรือเปล่าแต่มันกลายเป็นดีเพราะถ้าใครเล่นบอลจะรู้ว่าเวลาเรายิงขาข้างไม่ถนัดการวางเท้า ท่าทางเราจะไม่เป็นธรรมชาติยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามอ่านยากเข้าไปอีก
ซิตี้ มีโอกาสสวยๆที่จะปิดเกมไม่ต้องลุ้นกันยันทดเจ็บโดยเฉพาะ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง พลาดจุดโทษช่วงทดเจ็บนาทีที่ 2 ทำให้สกอร์ออกมาแค่ 1-0 ไม่ถูกใจนักลงทุนด้วยประการทั้งปวง
เกมรุกที่เคยเป็นจุดเด่นของ “เรือใบ” แต่โควต้ายิงไม่เยอะเหมือนเก่าทั้ง ราฮีม และ เฆซุส ถูกส่งลงมาเพื่อพยายามปิดเกมลูก 2 แต่เหมือนทั้งคู่ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมา
จนเกมตื่นเต้นลุ้นกันยันวินาทีสุดท้ายเพราะ ไบรจ์ตัน เองก็เขี้ยวลากดินตามทะเลาะไม่เลิก
นี่ยังดีครับปีนี้เกมรับอย่างโหดเก็บคลีนชีตทุกรายการไปแล้ว 16 นัด เป็นการแบกอย่างหนักช่วยทำให้จุดอ่อนเกมรุกยังเป็นอะไรที่พอถูไถ
แต่ทีมของ เป๊ป ต้องหันมาเริ่มตุนสกอร์โดยด่วนครับเพราะประตูได้เสีย 5 อันดับแรกเบียดกันหนักมากและ ซิตี้ เองเพิ่ง +12 เป็นรองทั้ง สเปอร์ส และ ลิเวอร์พูล
แต่เหนือสิ่งอื่นใดการไต่อันดับขึ้นมาอยู่ที่ 4 และมีเกมตกค้างในมือรวมถึงกำลังยิ้มอ่อนเมื่อที่ 1 กับที่ 2 ตัดแต้มกันวันอาทิตย์นี้
ส่วนตัวเรือใบเองนอนรอฟังผลแล้วค่อยลงเตะคู่สุดท้ายเจอกับ คริสตัล พาเลซ สบายแฮ
สำหรับคู่ปิดท้าย สเปอร์ส เสมอ ฟูแล่ม ถ้าดูโดยไม่สนอันดับ ฟูแล่ม เล่นไม่เหมือนทีมที่ 2 จากท้ายตาราง
และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกเพราะนับตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้วลูกทีม สก็อตต์ ปาร์คเกอร์ กลับมาเล่นบอลทรงมีระบบ การพลิกบอลและเอาตัวรอดของนักเตะเหมือนไม่ใช่ทีมท้ายตาราง
แม้เพิ่งชนะ 2 จาก 17 นัดและแพ้ไป 8 แต่พักหลังแพ้แบบหวุดหวิดสูสีไม่มีใครมาถล่มแบกประตูกลับไป ขนาด ซิตี้ ยิงได้แค่ 2 ยันเสมอ ลิเวอร์พูล (ในแบบน่าชนะ) และบุกไปพลิกล็อกชนะ เลสเตอร์
ก่อนลงเล่นวันนี้ ฟูแล่ม ฟอร์มทรงๆไม่แพ้ในลีกมา 4 นัดแต่ก็ไม่ชนะใคร 4 นัดเช่นกันใช่ครับเสมอรวด
สเปอร์ส กลายเป็นเหยื่อทีเด็ดของ “เจ้าสัว” ไปเรียบร้อยหลัง แฮร์รี่ เคน โขกพังประตูในนาที 25 แต่ครึ่งหลังทีมเยือนขึงเกมเหนือกว่าชัดเจนและมาได้ประตูตีเสมอก่อนหมดเวลา 16 นาทีจากการโหม่งของ อีวาน คาวาเลโร่ ที่คนแอสซิสต์เป็น อเดโมล่า ลุ๊คแมน ตัวสำรองที่ลงมาแค่ 10 นาทีก็มีส่วนทันที
การพลาดทำได้แค่เสมอของ “ไก่เดือยทอง” ทำให้สถิติดูไม่ค่อยดีเพิ่งชนะนัดเดียวจาก 6 นัดหลังร่วงไปอยู่ที่ 6 แล้ว
แฟนคลับไก่อาจหงุดหงิดเพราะ โจเซ่ มูรินโญ่ มาแบบเดิมพอนำแล้วเน้นรับเพื่อรอสวนตามถนัดแต่บังเอิญ ฟูแล่ม ดันไม่ยอมง่ายๆแถมขึ้นมาเกมไม่ธรรมดา การเอาตัวรอดในพื้นที่แคบทำได้ดีเกินตัวและดันเป็นจุดสำคัญที่ได้เปิดบอลจากเส้นหลังหลายต่อหลายหน
ฟูแล่ม และ ไบรจ์ตัน เป็น 2 ทีมท้ายตารางที่มีการเล่นที่มีระบบชัดเจน เป็นกรณีศึกษาที่คู่แข่งที่เจอด้วยอาจต้องลำบากหน่อย
ผมมองว่า ไบรจ์ตัน เป็นบอลระบบเพราะโค้ชต้องการแบบนั้นส่วน ปาร์คเกอร์ ทำทีมตามศักยภาพนักเตะให้เข้ากับระบบจนมัน “คลิก”
แต่จุดอ่อนที่ทั้งคู่เหมือนกันคือเกมรุกที่ยิงในแต่ละนัดได้ไม่เยอะ ผลที่ออกมาเลยกลายเป็นชนะยากเย็นแสนเข็ญ เอาแค่ 2 ทีมเอาผลชนะมารวมกันเพิ่งได้แค่ 4 เท่านั้นเอง
ใครชอบทีมที่เล่นบอลบนพื้นมีแนวทางชัดเจนคงต้องเอาใจช่วยกันหน่อยครับ ปีนี้หนักแน่ๆ…