โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เป็นโสดทำไม! พร้อมแค่ไหน เมื่อไทยกลายเป็น "สังคมคนโสด"

สวพ.FM91

อัพเดต 03 มิ.ย. 2567 เวลา 03.51 น. • เผยแพร่ 03 มิ.ย. 2567 เวลา 03.14 น.

3 มิถุนายน 2567 สถานภาพของคนในสังคมไทยพบว่า คนโสด มีมากขึ้น ขณะที่คนมีคู่มีความกังวลเกี่ยวกับการใช้ชีวิตร่วมกันมากขึ้น

สถานการณ์คนโสด ปี 66 พบว่า 1 ใน 5 หรือราว 23.9% ของคนไทยเป็นคนโสด และ คนโสดช่วงวัยเจริญพันธุ์ อายุ 15 – 49 ปี มีสัดส่วนอยู่ที่ 40.5% สูงกว่าภาพรวมประเทศเกือบเท่าตัว ข้อมูลเรื่อง "ภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2567" โดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า สถานการณ์คนโสด ปี 2566 พบว่า 1 ใน 5 หรือราว 23.9% ของคนไทยเป็นคนโสด

คนโสดส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตเมือง โดยกรุงเทพฯ มีสัดส่วนคนโสดต่อประชากรเชิงพื้นที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่นที่ 50.4% กว่า 50.9% เป็นคนโสดในช่วงอายุ 15 – 25 ปี รองลงมา คือ ช่วงอายุ 26 -35 ปี สัดส่วน 29.7% ช่วงอายุ 37 – 49 ปี สัดส่วน 19.4% 1 ใน 3 ของคนโสด (32.7%) จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไป แบ่งเป็น ชาย 25.7% และ หญิง 42%

สัดส่วนคนแต่งงานในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ปี 60 – 66 พบว่า ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปี 2560 ที่อยู่ที่ 57.9% ลงมาอยู่ที่ 52.6% ในปี 2566

อีกทั้ง สัดส่วนการแต่งงานยังลดลงต่อเนื่อง และ คู่รักมีการหย่าร้างในอัตราที่สูงขึ้น
พบว่า การหย่าร้างในวัยเจริญพันธุ์ เพิ่มขึ้นกว่า 22% จากปี 2560 อยู่ที่ 0.3 ล้านคู่ เพิ่มขึ้นมาเป็น 0.4 ล้านคู่ในปี 2566

คนครองตัวเป็นโสดมากขึ้น เป็นประเด็นท้าทายสำคัญต่อเป้าหมายการเพิ่มประชากร หากไทยต้องการส่งเสริมให้คนมีลูกเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการมีคู่ของคนโสดด้วย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเป็นโสด ได้แก่

1. ค่านิยมทางสังคม ค่านิยมสมัยใหม่ที่ตอบสนองต่อความต้องการ/พฤติกรรมของบุคคลที่หลากหลาย และส่งผลให้มีแนวโน้มการใช้ชีวิตเป็นโสดเพิ่มขึ้น อาทิ "SINK (Single Income, No Kids)" คนโสดที่มีรายได้และไม่มีลูก เน้นใช้จ่ายเพื่อเติมเต็มความสุขให้ตนเอง โดยประเภทค่าใช้จ่าย ด้านตัวเงินที่สำคัญ คือ อาหาร การเดินทาง ติดต่อสื่อสาร และอื่นๆ อาทิ เบี้ยประกันภัย ทำบุญ เป็นต้น "PANK (Professional Aunt, No Kids)" กลุ่มผู้หญิงโสดที่อายุ 30 ปีขึ้นไป มีรายได้/อาชีพการงานดี ไม่มีลูก ให้ความำสคัญกับการดูแลหลาน / เด็กในครอบครัวตัวเอง กว่า 2.8 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้สูงและการศึกษาสูง "Waithood" คนโสดที่เลือกจะรอคอยการมีความรักต่อไป เนื่องจากความไม่พร้อม ไม่มั่นคงในสถานะทางการเศรษฐกิจ ส่วนหนึ่งสะท้อนได้จากคนโสด 40% ที่มีรายได้ต่ำสุด มีสัดส่วนอยู่ที่ 37.7% ของประชากรวัยเจริญพันธุ์ทั้งหมดที่มีรายได้ต่ำว่า 40% โดยส่วนใหญ่เป็นเพศชายมากถึง 62.6% ระดับการศึกษาไม่สูง รายได้จำกัด

2. ความต้องการ/ความคาดหวังที่ไม่สอดคล้อง Hwang (2016) ระบุว่า วัฒนธรรมทางสังคมของประเทศในทวีปเอเชียส่วนใหญ่มีความคาดหวังต่อบทบาทผู้หญิงแต่งงานสูง โดยเฉพาะการเป็นแม่บ้านควบคู่กับการหาเลี้ยงครอบครัวไปด้วย ขณะที่ความต้องารของแต่ละเพศ ดังนี้

ผู้หญิง

83.0% จะไม่คบผู้ชายที่มีส่วนสูงน้อยกว่า
76.0% จะไม่เดทกับผู้ชายที่มีรายได้น้อยกว่า

ผู้ชาย

60.0% ไม่คบกับผู้หญิงที่เคยหย่าร้าง
59.0% ไม่คบกับผู้หญิงตัวสูงกว่า

3.โอกาสในการพบปะผู้คนน้อย
กรุงเทพฯ อยู่ในอันดับที่ 5 ของเมืองที่แรงงานทำงานหนักที่สุดในโลก ชั่วโมงการทำงานของคนโสด เฉลี่ยอยู่ที่ 43.2 ชม./สัปดาห์ สูงกว่าภาพรวมประเทศ ที่อยู่ที่ 42.3 ชม./สัปดาห์

4. นโยบายส่งเสริมการมีคู่ของภาครัฐยังไม่ต่อเนื่องและครอบคลุมความต้องการของคนโสด
การดำเนินกิจกรรมที่ผานมา เน้นไปที่คนโสดที่มีความพร้อม ขณะที่ ในต่างประเทศมีแนวทางการส่งเสริมการมีคู่ที่ครอบคลุมไปถึงการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และสร้างโอกาสในการมีคู่ อาทิ

สิงคโปร์ : ในปี 2561 มีการจัดทำโครงการลดคนโสด โดยจ่ายเงินให้คู่รักออกเดทอย่างน้อย 2,500 บาท เพื่อให้ประชาชนนำไปใช้ในกิจกรรมออกเดท/บริการหาคู่
จีน : ในปี 2566 รัฐบาลท้องถิ่นของมณฑลเจียงซีให้การสนับสนุนแอปพลิเคชั่นหาคู่ โดยใช้ฐานข้อมูลของคนโสดที่อาศัยอยู่ในเมืองมาพัฒนาจัดทำแพลตฟอร์มบริการหาคู่ เรียกว่า Palm Guixi

ญี่ปุ่น : ในปี 2567 จัดทำแอปพลิเคชั่นหาคู่สำหรับคนโสดที่อายุมากกว่า 18 ปี และ อยู่ในโตเกียว โดยใช้ระบบ AI ช่วยวิเคราะห์หาคนที่มีความชอบใกล้เคียงกัน รวมทั้ง ยังมีระบบการยืนยันตัวตนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งาน

อย่างไรก็ตาม จากจำนวนคนโสดในไทยที่เพิ่มขึ้นสูง อีกทั้ง ปัจจัยต่อการเป็นโสดข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า ยังมีคนโสดอีกมากที่อาจจะอยากมีคู่แต่มีอุปสรรคและข้อจำกัดที่ทำให้ต้องเป็นโสด ซึ่งไทยยังมีโอกาสในการดำเนินการสนับสนุนให้คนได้มีคู่ อาทิ

1. การสนับสนุนเครื่องมือ Matching คนโสด โดยภาครัฐอาจร่วมมือกับผู้ให้บริการ/พัฒนาแพลตฟอร์ม เพื่อให้คนโสดสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น
2. การยกระดับทักษะที่จำเป็นในการทำงาน อาทิ คอร์สเรียนเพิ่มทักษะ Soft & Hard Skills นอกจากนี้ ยังมโอกาสพบรักในสถานศึกษาได้อีกด้วย
3. การส่งเสริมมี Work-Life Balance ทั้งในภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะช่วยให้คนโสดมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสให้คนโสดได้มีเวลาทำกิจกรรมอื่นๆ และ พบเจอคนที่มีความชอบลักษณะเดียวกัน
4. การส่งเสริมกิจกรรมและการมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้คนโสดได้มีโอกาสพบปะพูดคุย และสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย

ที่มา nesdc

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...