โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Beabadoobee สาวฟิลิปปินส์ ผู้มากับเสียงใสๆ และบทเพลงที่เล่านิสัยแย่ๆ บ้าๆ ของผู้หญิง เพราะการยอมรับว่า “เราเองก็ไม่ใช่คนที่ดี” จะช่วยให้เราดีขึ้นได้

Mirror Thailand

อัพเดต 13 ก.ย 2567 เวลา 07.31 น. • เผยแพร่ 13 ก.ย 2567 เวลา 07.31 น.
ภาพไฮไลต์

“มันโอเคนะ ที่จะยอมรับว่า บางครั้งคุณก็เป็นนังตัวแสบเองนั่นแหละ!” นี่คือความจริงใจของ‘Beabadoobee’ ศิลปินสาวที่กล้ายอมรับตรงๆ ว่า บางครั้งตัวเองก็นิสัยไม่ดี แย่ บ้า สร้างปัญหา และอาจเป็นคนที่ท็อกซิกเองในความสัมพันธ์ ที่ถูกใจเราจนต้องกรอกใบสมัครเป็นแฟนคลับเธอทันที และไล่ฟังเพลงทั้งหมดในอัลบั้มของเธอจนติดงอมแงม

เธอไม่ได้แค่บอกให้ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองก็มีจุดบกพร่องในชีวิตด้วยกันทั้งนั้น แต่เธอยังพยายามบอกว่า การเรียนรู้ความผิดพลาดต่างๆ ในชีวิต โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ จะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองให้เราเป็นเราที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน เพราะเมื่อไม่ต้องแสร้งว่าเป็นผู้หญิงที่นิสัยดีตลอดเวลาหรือเพอร์เฟคไปเสียทุกเรื่อง เป็นสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกได้ถึงความเป็น ‘มนุษย์’ และความเรียลนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงสำหรับอัลบั้มล่าสุด ‘This Is How Tomorrow Moves’ ที่ว่าด้วยการรับมือกับความสับสนงุนงงในการก้าวข้ามผ่านจากเด็กหญิงเป็นหญิงสาว หรือจากวัยรุ่นเป็นผู้ใหญ่

Beatrice Laus คือชื่อจริงของ Beabadoobee ศิลปินสาวชาวฟิลิปปินส์ที่เติบโตมาในลอนดอน นั่นทำให้แม้จะเป็นคนเอเชียโดยแท้ แต่เธอก็เป็นที่รู้จัก และน่าได้รับการจับตามากๆ ในโลกตะวันตก ด้วยสไตล์การทำเพลงอินดี้ฟังง่ายแต่โดนใจอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ บีเดบิวต์ครั้งแรกในวัย 17 ปี ในฐานะศิลปินอิสระ เธอปล่อยเพลง ‘Coffee’ ที่ทำให้เข้าตาค่ายเพลงอย่าง Dirty Hit จนได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินในค่าย และในปี 2020 บีก็ได้มีอัลบั้มแรกในชีวิต ‘Fake It Flowers’ และเธอก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Brit Award และได้เริ่มทัวร์ทั่วยุโรปและอเมริกาเหนือ และในปี 2022 เธอก็ปล่อยอัลบั้มที่ 2 ‘Beatopia’ จนทำให้เพลงของเธอและชื่อของเธอติดหูใครหลายๆ คน และเธอก็ได้กลายเป็นศิลปินที่เล่นโชว์เปิดให้กับ Taylor Swift ใน Eras Tour ที่อเมริกาอีกด้วย!

เส้นทางการเป็นศิลปินสาวเอเชียในอุตสาหกรรมเพลงโลกตะวันตกของบี จึงถือว่ากำลังไปได้สวย และในอนาคตอันใกล้ เธอก็มีโอกาสที่จะโด่งดังมากขึ้น และมีคนฟังเพลงของเธอมากขึ้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะในอัลบั้มล่าสุดนี้ เธอได้ดึงเสน่ห์ที่เป็นลายเซ็นตัวเองออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด และชัดเจนว่าต้องการถ่ายทอด “ความรู้สึกมั่นใจ ที่ในที่สุดฉันก็ยอมรับภายในของตัวเองได้สักที"

บีกล่าวกับ The Guardian ไว้ว่า หาก 2 อัลบั้มแรก แฟนๆ ได้เห็นว่าเธอ “กล่าวโทษทุกคนรอบๆ ตัว ที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้ในวันนี้” อัลบั้มที่ 3 เธอจะหันมา “ยอมรับความผิดของตัวเองบ้าง” เพราะแม้ “ฉันเคยเขียนอัลบั้มเกี่ยวกับการเข้าสู่ womanhood ก็จริง แต่คือฉันก็ยังเป็นนังบ้าไง ฉันยังคงเป็นสาวน้อยบ้าๆ บอๆ!”

ความบ้าๆ บอๆ ก๋ากั๋น และนิสัยไม่ดีของผู้หญิงที่มีจุดบกพร่องในการประครองความสัมพันธ์ที่เธอค้นพบในตัวเอง และเรียนรู้เอามาเป็นบทเรียนในชีวิต และใช้มันแต่งเพลงในอัลบั้มนี้ขึ้นมา มีแง่มุมจากเพลงไหนที่เราอยากพูดถึงบ้าง อ่านได้เลย

1. Take A Bite

เพลงที่บีให้สัมภาษณ์กับ ELLE ว่า “เพลงนี้มันเกี่ยวกับการยอมรับด้านหนึ่งของฉันในความสัมพันธ์ ที่ฉันก็สามารถเป็นคนท็อกซิกเองได้” เพราะบางครั้งแม้ว่าเราจะอยู่ในความสัมพันธ์ที่ดีแค่ไหน มันก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ได้ เธอกล่าวว่า “เมื่อในที่สุดฉันก็อยู่ในความสัมพันธ์ที่เฮลตี้ และเต็มไปด้วยความรักมากมาย ฉันก็จะก่อวินาศกรรมบางอย่างขึ้นมา…เพลงนี้จึงเป็นเพลงที่รับรู้ถึงมันและหวังว่าจะยอมรับมันได้ในไม่ช้า”

บีมองว่า หาก Glue Song ซิงเกิ้ลในปี 2023 ของเธอ ที่เป็นเพลงบัลลาดหวานๆ อบอวลไปด้วยความรักสุดแฮปปี้ Take A Bite จะเป็นอีกด้านของความสัมพันธ์ที่ “บางทีฉันเนี่ยแหละที่เป็นตัวปัญหา” บีขยายความต่อในการให้สัมภาษณ์กับ Stereogum ว่า “บางทีฉันก็ไม่ควรใช้ชีวิตที่เหลืออยู่โดยการโทษแต่คนอื่น แต่ลองพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงทำแบบนั้น และทำไมฉันถึงทำแบบนี้”

Take A Bite จึงเป็นเพลงที่ชวนให้เราหันมาย้อนถามตัวเองด้วยว่า เราผิดพลาดอะไรไปในความสัมพันธ์ไหม เพราะก่อนจะไปโทษคนอื่น เราต้องดูด้วยว่าเราทำผิดเองหรือเปล่า

2. Girl Song

ชื่อก็บอกอยู่ว่าเป็นเพลงเพื่อผู้หญิง เพราะบีเชื่อว่าผู้หญิงหลายๆ คน รวมถึงเธอเอง เคยมีปัญหาในการลดทอนคุณค่าในตัวเอง เธอจึงใช้ Girl Song เพลงบัลลาดที่โดดเด่นในเรื่องการใช้เปียโน มาสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับ Self-esteem เพราะ “นั่นเป็นสิ่งที่ฉันอาจจะยังต้องดิ้นรนต่อสู้กับมันต่ออีกสักหน่อย แต่ฉันรู้นะว่าเดี๋ยวมันจะดีขึ้นเอง”

“นี่เป็นอีกเพลงที่ฉันเขียนที่บ้าน และตอนนั้นฉันก็ไม่รู้ว่า ฉันกำลังจะเป็นเมนส์ คือฉันรู้สึกว่ามันเป็นวันนึงที่เศร้าจริงๆ นะ ที่ฉันเห็นจุดบนใบหน้า และฉันก็รู้สึกว่าโลกกำลังจะแตกลงบนแทบเท้าของฉัน” บีกล่าวกับ Stereogum

เบื้องหลังของเพลงนี้จึงเป็นประสบการณ์ทางอารมณ์ของเหล่าคนมีเมนส์ทั้งหลาย ที่เคยรู้สึกว่าโลกมันพังทลาย เมื่อระดับฮอร์โมนสวิงจนทำให้เรารู้สึกแย่ และบางครั้งเราก็อาจจะเผลอทำตัวไม่น่ารักใส่ใครๆ หรือพาลรู้สึกไม่ชอบตัวเองขึ้นมาดื้อๆ เหมือนกับเนื้อเพลงท่อนหนึ่งที่ร้องว่า “ก็แค่ผู้หญิงคนนึงที่คิดมากเกี่ยวกับสัดส่วน รอบเอวของเธอ ร่องรอยบนใบหน้า มันเป็นวันที่ไม่เหมือนวันอื่นๆ และคงเป็นแค่อีกวันที่วันแย่ๆ”

3. Ever Seen

เพลงนี้พิเศษตรงที่บีค้นพบคอร์ดอันไพเราะนี้ตอนที่กำลังไปแสดงทัวร์กับ Taylor Swift เธอจึงค้นหาแรงบันดาลใจเพื่อเอามาแต่งเนื้อร้องสำหรับเพลงนี้ เธอเล่าว่า “ฉันอินเลิฟอยู่แน่นอนค่ะ แต่ฉันอยากได้เพลงที่ไม่ใช่แค่เกี่ยวกับความสัมพันธ์โรแมนติก” และเธอก็ได้เขียนเพลงนี้ร่วมกับแฟนหนุ่มของเธอ จนได้เนื้อหาเพลงที่ว่าด้วย “บางครั้งฉันก็กลายเป็นนังตัวแสบ และทำตัวห่วยแตกสุดๆ แต่ฉันก็ยังรักคุณนะ เพราะว่าคุณมีดวงตาที่สวยที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาแล้ว”

เพลงนี้ถือเป็นเพลงโปรดของเรา เพราะดนตรีเขาสนุกและฟังสบาย บวกกับเสียงร้องสุดละมุนของบี ที่เราเชื่อว่าหลายคนก็คงชอบเพลงนี้เหมือนกันกับเรา เพลงนี้เป็นเพลงที่บีอยากสื่อสารว่า บางครั้งผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยทำตัวแย่ๆ ก็ยอมรับในความผิดพลาด และขอโอกาสที่จะได้เจอหน้าคนรักอีกสักครั้ง ตามท่อนติดหู “Spent some time waiting for your face. Don't want to risk just making all the same mistakes” หรือการใช้เวลาเพื่อกลับมาพบกับคนรัก และไม่ต้องการทำตัวเสี่ยงๆ เพื่อให้เกิดความผิดพลาดเดิมๆ ที่ก่อไว้ในอดีตอีกแล้ว

และเพิ่มความโรแมนติกด้วยการบอกว่า “He has the prettiest eyes I've ever seen” ก็พ่อหนุ่มคนนั้นมีดวงตาสวยงามมากที่สุดที่เคยเห็นมา จะยอมให้ปล่อยไปได้อย่างไรล่ะ ข้อโอกาสแก้ตัวหน่อยนะคนดี แง

4. Everything I Want

เพลงนี้คือนิยามของเพลงง้อผู้โดยแท้ เพราะทุกๆ สิ่งที่ฉันต้องการ คือการทำความรักครั้งนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งตัวบีเองก็ต้องการจะประครองความรักในปัจจุบันของเธอให้ดีที่สุดเหมือนอย่างเนื้อเพลงของเธอนั่นแหละ

“ฉันคิดว่าแฟนของฉันสมควรจะได้รับมัน เขาคือที่สุด พูดตรงๆ คือฉันโคตรจะรักเขาเลยค่ะ และฉันก็ต้องการพยายามและทำมันให้ถูกต้องในความสัมพันธ์ครั้งนี้ แม้ว่าฉันจะยังต้องรับผิดชอบกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ในอดีตก็ตาม แต่นั่นแหละค่ะ มันมีส่วนประกอบที่ทำให้ฉันพยายามทำมันให้ดีที่สุดในครั้งนี้ เพราะฉันรักคุณมาก”

บีเล่นกับประโยคซ้ำๆ อย่าง Everything I want ในเพลงหลายๆ รอบ เพื่อสื่อถึงความต้องการ ว่าผู้หญิงคนนี้ ต้องการทำดีกับผู้ชายที่เธอรักจริงๆ พร้อมด้วยประโยคง้อผู้ชายที่ใช้ลูกอ้อนน่ารักๆ เข้าไป ทั้งท่อน “ฉันกำลังพยายามทำมันให้ถูกต้องที่สุดในครั้งนี้ โดยปราศจากอารมณ์โง่เง่าทั้งหมด ถ้าผู้คนสามารถพูดทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการกันได้ งั้นฉันขอพูดนะ เธอคือทุกสิ่งที่ฉันต้องการไงล่ะ”

5. Tie My Shoes

เพลงนี้เป็นเพลงที่บีแต่งขึ้นมาจากปมในใจตอนยังเด็ก และการผูกเชือกรองเท้าให้ ก็กลายเป็นสิ่งที่เธอต้องการจากคนในความสัมพันธ์ และนั่นทำให้เธอคิดว่าเธอเข้ารับการบำบัดจิตใจเผื่อแก้ไขปมนั้น

“ฉันคิดว่าฉันกำลังพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับความบอบช้ำทางใจในวัยเด็ก ว่าการมีปัญหาต่างๆ มันจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ของฉันในปัจจุบันอย่างไรบ้าง สมมติฐานมันอยู่ที่การไม่รู้วิธีผูกเชือกรองเท้า ฉันไม่รู้วิธีผูกเชือกรองเท้าจริงๆ นะ และทุกๆ คนที่เข้ามาในชีวิตฉัน ฉันก็จะให้พวกเขาผูกเชือกรองเท้าให้ ฉันก็เลยพยายามมองเรื่องนี้ให้ลึกซึ้งมากขึ้น ผ่านการบำบัด ผ่านการเติบโต ผ่านการพยายามหาคำตอบว่าทำไมฉันถึงจำเป็นต้องให้เขามาผูกเชือกรองเท้าให้ขนาดนั้น และฉันคิดว่ามันเป็นที่ฉันพลาดอะไรไปหลายอย่างเมื่อตอนยังเด็ก ฉันคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เศร้าที่สุดในความทรงจำฉันเลยค่ะ”

ตามเนื้อเพลงที่ว่า “ฉันเคยเป็นเด็กน้อยที่รอคอยคุณมาผูกเชือกรองเท้าให้ มันหลวม และพันกันไปหมดแล้ว” ซึ่งหากตีความให้ลึกซึ้งลงไป ก็อาจหมายถึง บีเคยเป็นหญิงสาวที่รอให้ใครบางคนมาช่วยซ่อมแซมบาดแผลในใจที่เกิดขึ้นในวัยเด็กของเธอ แต่เธอเองก็พยายามที่จะเยียวยาจิตใจของตัวเองไปด้วย เมื่อรู้ว่าบาดแผลนั้นจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ เปรียบเหมือนสุภาษิต เรียนผูกต้องเรียนแก้

‘Beabadoobee’ ถือเป็นศิลปินหญิงที่แสดงอารมณ์อันซื่อสัตย์ของผู้หญิงออกมาอย่างตรงๆ โดยไม่ได้กลัวว่าใครจะมองว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี เพราะหลายครั้ง คนเราก็ต้องเคยนิสัยไม่ดีกันบ้าง ไม่ว่าจะมากหรือน้อย เรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กก็ตาม แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ เราจะแก้ไขนิสัยไม่ดีนั้น ปรับปรุงมาเป็นตัวเราที่ดีขึ้นอย่างไรมากกว่า

อ้างอิง:

https://www.elle.com/culture/music/a60746616/beabadoobee-take-a-bite-interview/

https://www.theguardian.com/music/article/2024/may/11/beabadoobee-rick-rubin-this-is-how-tomorrow-moves-interview

https://www.stereogum.com/2275334/the-story-behind-every-song-on-beabadoobees-new-album-this-is-how-tomorrow-moves/music/

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...