'รุ่งโรจน์' ไม่เชื่อ จารึกพ่อขุนรามฯ ทำสมัยร.4 ยกหลักฐาน 'ถ้าปลอม ก็ปลอมยกเวิ้ง'
‘รุ่งโรจน์’ ไม่เชื่อ จารึกพ่อขุนรามฯ ทำสมัยร.4 ยกหลักฐาน ‘ถ้าปลอม ก็ปลอมยกเวิ้ง’
เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.) พระนคร กรุงเทพฯ ศูนย์ข้อมูลมติชน ร่วมกับมติชนอคาเดมี และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร จัดกิจกรรม ‘เที่ยวพิพิธภัณฑ์วัดคริสต์มาส ยลโฉมใหม่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร’ วิทยากรได้แก่ ศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร และ รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ม.รามคำแหง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ให้ความสนใจลงทะเบียนร่วมกิจกรรมล่วงหน้าเป็นจำนวนมากภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19
ในตอนหนึ่ง ขณะรศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล บรรยายในอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ได้กล่าวถึงประเด็นศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งเคยมีการถกเถียงกันว่าสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยจริงหรือไม่ โดยมีผู้เสนอว่า น่าจะสร้างในรัชกาลที่ 4
รศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ส่วนตัว ตนไม่เชื่อว่าจารึกหลัก 1 เป็นของปลอม หรือเป็นจารึกที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 เนื่องจากเหตุผลที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตต่างๆนั้น มีข้อโต้แย้งได้ทั้งสิ้น อาทิ
1.ทรงจารึกซึ่งเป็น ‘กระโจม‘ ถูกตั้งข้อสังเกตว่าต่างจากจารึกสุโขทัยหลักอื่นๆ แต่ความจริงแล้ว ทรงนี้คือทรงเก่าที่มีมาก่อน ไม่ใช่ทรงใหม่ หากรัชกาลที่ 4 จะทรงปลอม เหตุใดจึงไม่ทำเลียนแบบจารึกสมัยรัชกาลที่ 3 อย่างจารึกวัดโพธิ์ หรือจารึกบนใบเสมา
2. ข้อความ ใครใคร่ค่าม้า ค้า หรือจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ถูกมองว่าเป็นการค้าเสรีแบบตะวันตกที่สยามรับรู้หลังยุคเซอร์ จอห์น เบาริ่งนั้น ตนมองว่าไม่ใช่ เพราะ การค้าเสรีคือเราสามารถค้าขายกับฝรั่งได้โดยตรง ไม่ได้หมายถึงคนไทยกับคนไทยระบบการค้าแบบนี้มีมานานแล้ว ในจารึกนครชุมซึ่งเพิ่งพบในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีข้อความคล้ายคลึงกัน คือ ไพร่ฟ้าข้าไท จูงวัวไปค้า ขี่เรือไปขาย ถ้าหลัก 1 ปลอม ก็ปลอมยกเวิ้ง
นอกจากนี้ รศ.ดร.รุ่งโรจน์ กล่าวด้วยว่า ปัญหาของการศึกษาประวัติศาสตร์สุโขทัย คือ การต้องขึ้นอยู่กับจารึกซึ่งส่วนใหญ่เล่าเรื่องการทำบุญ จึงเหมือนต้องค่อยๆต่อจิ๊กซอว์
รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ยังนำชมประติมากรรมสัมฤทธิ์ โดยอธิบายว่า ในช่วงก่อน พ.ศ. 1800 ประติมากรรมสัมฤทธิ์ในภาคกลาง มีแต่ขนาดเล็ก และขนาดย่อม แต่พอมาถึงช่วงหลัง 1800 ประติมากรรมสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่อย่างที่พบในอีสาน เริ่มปรากฏในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และตอนบนมากขึ้น ซึ่งสะท้อนการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคน ของพวกนี้เป็นเทคนิคเฉพาะตัว เป็นการสืบกันในสกุลช่าง แสดงว่ากลุ่มคนที่หล่อสัมฤทธิ์เดิมมีการเคลื่อนตัว จึงเชื่อว่ากลุ่มคนในอีสานเคลื่อนตัวมายังสุโขทัยและอยุธยา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :