คัด 5 หุ้นปันผลเด่น แนวโน้มกำไรปี 68 แกร่ง
ตลาดหุ้นฟื้นตัวได้จำกัดและรอปัจจัยหนุนใหม่เข้ามาช่วยผลักดัน ซึ่งหนึ่งในความหวังย่อมเป็นกองทุน ThaiESGX ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์หุ้นที่เป็นเป้าหมายหลากหลายธีม ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ หุ้นปันผลดี ที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงเกิน 4% และอัตราส่วนการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือทรงตัว
โดยบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด แนะนำธีมลงทุนหุ้นปันผลคุณภาพดี รับกองทุน ThaiESGX โดยต้องมีคุณสมบัติ 1) สถิติจ่ายปันผลต่อเนื่องอย่างน้อย 20 ปีขึ้นไป และมี SETESG Rating ตั้งแต่ระดับ A-AAA 2) คาดจ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2567 หลังหักจ่ายระหว่างกาลแล้ว ยังให้ Dividend Yield สูงเกิน 4% และ Dividend Payout มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือทรงตัว และ 3) ผลประกอบการปี 2568 ยังแข็งแกร่ง และราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside เกิน 15% ได้แก่ AP, KTB, BBL, SPALI และ KBANK
สำหรับ AP ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์กําไรสุทธิปี 2568 ที่ 5.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% จากปีก่อน โดยวันที่ 23 ก.พ. บริษัทมี backlog มูลค่า 4.16 หมื่นล้านบาท ราว 42% เป็นโครงการแนวราบ ซึ่งจะรับรู้รายได้ภายในปีนี้ อีก 45% เป็นโครงการร่วมทุน และ 13% เป็นคอนโด ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้จนถึงปี 2571
ฝ่ายวิเคราะห์คงประมาณการรายได้ปี 2568 ไว้ที่ 4.08 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% จากปีก่อน โดยมี secured revenue ที่ 46% สอดคล้องกับเป้าของ AP ส่วนแบ่งกําไรจาก JV จะยังอยู่ในระดับสูงที่ 934 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนจาก backlog ของ JV ที่ 1 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2567 ที่ 0.60 บาท/ คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 6.9% ส่วน Dividend Yield ปี 2568 คาดการณ์ที่ 7.2% คงคำแนะนำเชิงกลยุทธ์ OUTPERFORM ให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 12.10 บาท
ส่วน KTB ฝ่ายวิเคราะห์คาดกําไรปี 2568 ที่ 4.52 หมื่นล้านบาท จะเติบโต 3% โดยเกิดจากสินเชื่อที่เติบโต 3% NIM ที่หดตัวลง 1 5 bps credit cost ที่ลดลง 8 bps non-NII ที่เติบโต 1% และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น 3% ทั้งนี้ KTB ประกาศจ่ายเงินปันผลสําหรับปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 1.545 บาท/หุ้น (ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิในอัตราหุ้นละ 1.6995 บาท) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 6.4% พร้อมปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลจาก 33% สําหรับปี 2566 เป็น 49% สําหรับปี 2567 ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดิมของฝ่ายวิเคราะห์ที่ 35%
ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับประมาณการอัตราการจ่ายเงินปันผลสําหรับปี 2568-2570 เพิ่มขึ้นจาก 35% เป็น 50% ซึ่งส่งผลทําให้ ROE ปรับเพิ่มขึ้น 20-28 bps มาอยู่ที่ราว 10% และคาดการณ์ Dividend Yield ปี 2568 ที่ 6.74% โดยปรับคําแนะนําขึ้นเป็น OUTPERFORM และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 24 บาทเป็น 27 บาท
BBL ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อปี 2568 ที่ 3-4% โดยคาดว่าสินเชื่อกิจการต่างประเทศและสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่จะเติบโต 3-5% ในขณะที่สินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อยจะเติบโต 1-2% BBL อยู่ในตำแหน่งดีที่สุดที่จะได้รับประโยชน์จาก FDI ที่ไหลเข้ามาในอาเซียนเพิ่มขึ้น ฝ่ายวิเคราะห์คงประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปี 2568 ของ BBL ไว้ที่ 3% และคาดกำไรสุทธิปีนี้ที่ 4.63 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.59% จากปีก่อน
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงเลือก BBL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร เนื่องจาก BBL เป็นธนาคารที่มีงบดุลแข็งแกร่งที่สุด สินเชื่อเติบโตมากที่สุด ความเสี่ยงเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ต่ำที่สุด และ valuation ถูกที่สุด รวมถึงมีโอกาสปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล โดยคาดการณ์ Dividend Yield ปี 2568 ที่ 5.77% ให้คำแนะนำ OUTPERFORM ราคาเป้าหมาย 180 บาท
SPALI ฝ่ายวิเคราะห์คงประมาณการปี 2568 ปัจจุบัน SPALI มี backlog มูลค่า 1.15 หมื่นล้านบาท โดย 65% จะรับรู้เป็นรายได้ในปี 2568 และส่วนที่เหลืออีก 35% จะรับรู้เป็นรายได้ในปี 2569-2571 ดังนั้นจึงคงประมาณการรายได้ปีนี้ไว้ที่ 3.08 หมื่นล้านบาท ลดลง 1.2% โดยรายได้ที่คาดการณ์ไว้ 24% จะได้รับการสนับสนุนจาก backlog ส่วนกําไรสุทธิคาดการณ์ที่ 6.3 พันล้านบาท โต 2% ได้แรงหนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งของ JV ซึ่งคาดว่าส่วนแบ่งกําไรจะเพิ่มขึ้น 74% มาอยู่ที่ 684 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการที่อยู่อาศัยในออสเตรเลียจํานวน 24 โครงการ
อย่างไรก็ตาม SPALI ประกาศจ่ายเงินปันผลดีกว่าคาดจากผลการดําเนินงานงวดครึ่งหลังปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 0.85 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 5.3% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลรวมทั้งปี 2567 อยู่ที่ 9.1% ส่วน Dividend Yield ปี 2568 คาดการณ์ที่ 9.3% ให้คำแนะนำ NEUTRAL ราคาเป้าหมาย 20 บาท
สุดท้าย KBANK ฝ่ายวิเคราะห์ปรับประมาณการกําไรของ KBANK เพิ่มขึ้น 3% สําหรับปี 2568 อยู่ที่ 5.12 หมื่นล้านบาท และ 8% สําหรับปี 2569 อยู่ที่ 5.62 หมื่นล้านบาท โดยหลักๆ เกิดจากการปรับประมาณการ non-NII ซึ่งคาดว่ากําไรปี 2568 จะเพิ่มขึ้น 5% โดยสินเชื่อจะอยู่ในระดับทรงตัว NIM จะหดตัวลง 16 bps credit cost จะลดลง 29 bps non-NII จะเพิ่มขึ้น 3% และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้จะสูงขึ้นจาก non-NII ที่ลดลง
ขณะที่ Dividend Yield ปี 2568 คาดการณ์ที่ 7.23% โดยฝ่ายวิเคราะห์ปรับราคาเป้าหมายของ KBANK เพิ่มขึ้นจาก163 บาท มาอยู่ที่ 174 บาท เนื่องจากปรับ PBV เป้าหมายเพิ่มขึ้นเพื่อสะท้อน ROE ที่สูงขึ้นจากการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลและการปรับประมาณการกําไรเพิ่มขึ้น พร้อมคงคําแนะนํา NEUTRAL และแนะนําให้รอเข้าซื้อสะสมหุ้น KBANK เมื่อราคาปรับตัวลดลง