โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คัด 5 หุ้นปันผลเด่น แนวโน้มกำไรปี 68 แกร่ง

Wealthy Thai

อัพเดต 14 ส.ค. 2568 เวลา 08.18 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. 2568 เวลา 02.28 น.

ตลาดหุ้นฟื้นตัวได้จำกัดและรอปัจจัยหนุนใหม่เข้ามาช่วยผลักดัน ซึ่งหนึ่งในความหวังย่อมเป็นกองทุน ThaiESGX ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์หุ้นที่เป็นเป้าหมายหลากหลายธีม ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ หุ้นปันผลดี ที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงเกิน 4% และอัตราส่วนการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือทรงตัว
โดยบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด แนะนำธีมลงทุนหุ้นปันผลคุณภาพดี รับกองทุน ThaiESGX โดยต้องมีคุณสมบัติ 1) สถิติจ่ายปันผลต่อเนื่องอย่างน้อย 20 ปีขึ้นไป และมี SETESG Rating ตั้งแต่ระดับ A-AAA 2) คาดจ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 2567 หลังหักจ่ายระหว่างกาลแล้ว ยังให้ Dividend Yield สูงเกิน 4% และ Dividend Payout มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือทรงตัว และ 3) ผลประกอบการปี 2568 ยังแข็งแกร่ง และราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside เกิน 15% ได้แก่ AP, KTB, BBL, SPALI และ KBANK
สำหรับ AP ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์กําไรสุทธิปี 2568 ที่ 5.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% จากปีก่อน โดยวันที่ 23 ก.พ. บริษัทมี backlog มูลค่า 4.16 หมื่นล้านบาท ราว 42% เป็นโครงการแนวราบ ซึ่งจะรับรู้รายได้ภายในปีนี้ อีก 45% เป็นโครงการร่วมทุน และ 13% เป็นคอนโด ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้จนถึงปี 2571
ฝ่ายวิเคราะห์คงประมาณการรายได้ปี 2568 ไว้ที่ 4.08 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% จากปีก่อน โดยมี secured revenue ที่ 46% สอดคล้องกับเป้าของ AP ส่วนแบ่งกําไรจาก JV จะยังอยู่ในระดับสูงที่ 934 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนจาก backlog ของ JV ที่ 1 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2567 ที่ 0.60 บาท/ คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 6.9% ส่วน Dividend Yield ปี 2568 คาดการณ์ที่ 7.2% คงคำแนะนำเชิงกลยุทธ์ OUTPERFORM ให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 12.10 บาท
ส่วน KTB ฝ่ายวิเคราะห์คาดกําไรปี 2568 ที่ 4.52 หมื่นล้านบาท จะเติบโต 3% โดยเกิดจากสินเชื่อที่เติบโต 3% NIM ที่หดตัวลง 1 5 bps credit cost ที่ลดลง 8 bps non-NII ที่เติบโต 1% และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น 3% ทั้งนี้ KTB ประกาศจ่ายเงินปันผลสําหรับปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 1.545 บาท/หุ้น (ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิในอัตราหุ้นละ 1.6995 บาท) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 6.4% พร้อมปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลจาก 33% สําหรับปี 2566 เป็น 49% สําหรับปี 2567 ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดิมของฝ่ายวิเคราะห์ที่ 35%
ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับประมาณการอัตราการจ่ายเงินปันผลสําหรับปี 2568-2570 เพิ่มขึ้นจาก 35% เป็น 50% ซึ่งส่งผลทําให้ ROE ปรับเพิ่มขึ้น 20-28 bps มาอยู่ที่ราว 10% และคาดการณ์ Dividend Yield ปี 2568 ที่ 6.74% โดยปรับคําแนะนําขึ้นเป็น OUTPERFORM และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 24 บาทเป็น 27 บาท
BBL ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อปี 2568 ที่ 3-4% โดยคาดว่าสินเชื่อกิจการต่างประเทศและสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่จะเติบโต 3-5% ในขณะที่สินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อยจะเติบโต 1-2% BBL อยู่ในตำแหน่งดีที่สุดที่จะได้รับประโยชน์จาก FDI ที่ไหลเข้ามาในอาเซียนเพิ่มขึ้น ฝ่ายวิเคราะห์คงประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปี 2568 ของ BBL ไว้ที่ 3% และคาดกำไรสุทธิปีนี้ที่ 4.63 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.59% จากปีก่อน
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงเลือก BBL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร เนื่องจาก BBL เป็นธนาคารที่มีงบดุลแข็งแกร่งที่สุด สินเชื่อเติบโตมากที่สุด ความเสี่ยงเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ต่ำที่สุด และ valuation ถูกที่สุด รวมถึงมีโอกาสปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล โดยคาดการณ์ Dividend Yield ปี 2568 ที่ 5.77% ให้คำแนะนำ OUTPERFORM ราคาเป้าหมาย 180 บาท
SPALI ฝ่ายวิเคราะห์คงประมาณการปี 2568 ปัจจุบัน SPALI มี backlog มูลค่า 1.15 หมื่นล้านบาท โดย 65% จะรับรู้เป็นรายได้ในปี 2568 และส่วนที่เหลืออีก 35% จะรับรู้เป็นรายได้ในปี 2569-2571 ดังนั้นจึงคงประมาณการรายได้ปีนี้ไว้ที่ 3.08 หมื่นล้านบาท ลดลง 1.2% โดยรายได้ที่คาดการณ์ไว้ 24% จะได้รับการสนับสนุนจาก backlog ส่วนกําไรสุทธิคาดการณ์ที่ 6.3 พันล้านบาท โต 2% ได้แรงหนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งของ JV ซึ่งคาดว่าส่วนแบ่งกําไรจะเพิ่มขึ้น 74% มาอยู่ที่ 684 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการที่อยู่อาศัยในออสเตรเลียจํานวน 24 โครงการ
อย่างไรก็ตาม SPALI ประกาศจ่ายเงินปันผลดีกว่าคาดจากผลการดําเนินงานงวดครึ่งหลังปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 0.85 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 5.3% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลรวมทั้งปี 2567 อยู่ที่ 9.1% ส่วน Dividend Yield ปี 2568 คาดการณ์ที่ 9.3% ให้คำแนะนำ NEUTRAL ราคาเป้าหมาย 20 บาท
สุดท้าย KBANK ฝ่ายวิเคราะห์ปรับประมาณการกําไรของ KBANK เพิ่มขึ้น 3% สําหรับปี 2568 อยู่ที่ 5.12 หมื่นล้านบาท และ 8% สําหรับปี 2569 อยู่ที่ 5.62 หมื่นล้านบาท โดยหลักๆ เกิดจากการปรับประมาณการ non-NII ซึ่งคาดว่ากําไรปี 2568 จะเพิ่มขึ้น 5% โดยสินเชื่อจะอยู่ในระดับทรงตัว NIM จะหดตัวลง 16 bps credit cost จะลดลง 29 bps non-NII จะเพิ่มขึ้น 3% และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้จะสูงขึ้นจาก non-NII ที่ลดลง
ขณะที่ Dividend Yield ปี 2568 คาดการณ์ที่ 7.23% โดยฝ่ายวิเคราะห์ปรับราคาเป้าหมายของ KBANK เพิ่มขึ้นจาก163 บาท มาอยู่ที่ 174 บาท เนื่องจากปรับ PBV เป้าหมายเพิ่มขึ้นเพื่อสะท้อน ROE ที่สูงขึ้นจากการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลและการปรับประมาณการกําไรเพิ่มขึ้น พร้อมคงคําแนะนํา NEUTRAL และแนะนําให้รอเข้าซื้อสะสมหุ้น KBANK เมื่อราคาปรับตัวลดลง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...