โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

จำคุก ม.116 สี่จำเลยคดีชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เก้าเดือนไม่รอลงอาญา ชี้การปราศรัยสร้างความกระด้างเดื่อง

iLaw

อัพเดต 20 มี.ค. 2568 เวลา 07.11 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. 2568 เวลา 04.52 น. • iLaw

7 มีนาคม 2568 ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดหกจำเลยคดีชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ฟังคำพิพากษา โดยคดีนี้มีข้อหาหลักคือยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 เดิมจำเลยในคดีนี้มีเก้าคน ประกอบด้วย รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ไมค์-ภาณุพงศ์ จาดนอก อานนท์ นำภา ณัฐชนน ไพโรจน์ เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ บอล-ชนินทร์ วงษ์ศรี ไฟซ้อน-สิทธินนท์ ทรงศิริ ลูกมาร์คและ ‘สาธร’ เป็นจำเลยที่ 1-9 ตามลำดับ แต่ระหว่างการพิจารณาไม่สามารถติดตามตัวได้สามคนได้แก่ รุ้ง-ปนัสยา ไมค์-ภาณุพงศ์และเพกวิน-พริษฐ์ ทำให้เหลือจำเลยที่มาฟังคำพิพากษาหกคน

ต่อมาศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาจำคุกสี่คนได้แก่ อานนท์ ณัฐชนน ไฟซ้อนและลูกมาร์คคนละหนึ่งปี ก่อนลดโทษเหลือคนละเก้าเดือน ส่วนชนินทร์ และ ‘สาธร’ ยกฟ้อง

ที่มาที่ไปคดีชุมนุมธรรมศาสตร์จะไม่ทน

การชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เป็นการจัดชุมนุมในมหาวิทยาลัยซึ่งมีผู้ขึ้นปราศรัยมาจากหลากหลายกลุ่ม เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยุบสภาและหยุดคุกคามประชาชน รวมทั้งยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งในวันดังกล่าวได้มีการอ่านประกาศกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ฉบับที่หนึ่ง ซึ่งมีรายละเอียดเป็นข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์จำนวน 10 ข้อ

จำเลยทั้งหมดถูกออกหมายจับทั้งหมดตั้งแต่ปี 2563 แต่ถูกจับกุมดำเนินคดีหรือเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาในช่วงเวลาต่างกันไป จำเลยแต่ละคนยังถูกแจ้งข้อกล่าวหาไม่เหมือนกัน รวมถึงถูกอัยการสั่งฟ้องต่อศาลในวันเวลาและข้อหาที่แตกต่างกันเช่นกัน

กลุ่มแรกในวันที่ 30 สิงหาคม 2565 พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีของนักกิจกรรมห้าคน ประกอบด้วย รุ้ง-ปนัสยา ไมค์-ภาณุพงศ์ อานนท์ ณัฐชนน และเพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ ในสามข้อกล่าวหา ได้แก่ ยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในขณะที่ชนินทร์ถูกฟ้องอีกคน แต่เฉพาะข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

กลุ่มที่สอง วันที่ 6 ตุลาคม 2565 ไฟซ้อนถูกอัยการสั่งฟ้องในสามข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับกลุ่มแรก และกลุ่มสุดท้ายเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 ‘สาธร’ และ ลูกมาร์คถูกฟ้องในสามข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับกลุ่มแกนนำ

สำหรับไฟซ้อนและลูกมาร์คถูกกล่าวหาจากการทำหน้าที่เป็นพิธีกรบนเวที ส่วน ‘สาธร’ ถูกระบุว่ามีชื่อเป็นผู้ร่วมรับบริจาคในการจัดเวทีชุมนุม แต่ไม่ใช่ผู้ขึ้นเวทีปราศรัยแต่อย่างใด ทั้งสามคนถูกตำรวจไล่จับกุมตามหมายจับในช่วงปี 2565 และ 2566 หลังเหตุการณ์ผ่านไปเกือบ 3 ปี และหลังคดีแรกสั่งฟ้องต่อศาลไปแล้ว ต่อมาศาลมีคำสั่งรวมการพิจารณาคดีทั้งสามเข้าด้วยกัน เนื่องจากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานชุดเดียวกัน

ศาลพิพากษาจำคุกสี่คน คนละหนึ่งปี ก่อนลดโทษเหลือคนละเก้าเดือน

7 มีมาคม 2568 เวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 18 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่าจำเลยทั้งหกคนได้แก่ ณัฐชนน ชนินทร์ ไฟซ้อน ลูกมาร์ค และ ‘สาธร’ ทยอยเดินทางมาฟังยังห้องพิจารณาคดี ต่อมาอานนท์ถูกเบิกตัวมาที่ห้องพิจารณาคดีโดยมีเครื่องพันธนาการเป็นกุญแจข้อเท้า โดยพบว่ามีคิ้วข้างขวาที่ถูกโกน ซึ่งมีเหตุมาจากการประท้วงศาลของเขาในคดีละเมิดอำนาจศาลเมื่อวันที่ 5มีนาคม 2568 บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีมีประชาชนและเพื่อนของจำเลยมาร่วมให้กำลังใจด้วยกว่าสิบคน อีกทั้งยังมีจำเลยในคดีมาตรา 112 ดังกล่าวอีกสามคนที่มารอการตรวจพยานหลักฐานด้วย ทำให้ห้องพิจารณาในวันนี้เต็มไปด้วยจำเลยในคดีทางการเมือง

เวลาประมาณ 10.25 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์ และแจ้งว่าจะอ่านคำพิพากษาในคดีนี้ก่อนที่จะตรวจพยานหลักฐาน ในคดีมาตรา 112 อีกคดีหนึ่ง ก่อนที่จะขานชื่อจำเลยทีละคนและให้ยืนขึ้นฟังคำพิพากษา ซึ่งสรุปเป็นใจความสำคัญ ได้ดังนี้

๐ ข้อหามาตรา 116 เห็นว่าพยานโจทก์ที่เป็นประจักษ์พยานอยู่ในที่ชุมนุม ไปประจำตามจุดต่าง ๆ มีเวทีอยู่สูงและมีโปรเจคเตอร์ ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนไม่ว่าจะอยู่จุดใด จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองจำเลย จึงมีความน่าเชื่อถือว่าพูดตามจริง

จำเลยที่ 1 (รุ้ง-ปนัสยา) ปราศรัยพาดพิงสถาบันกษัตริย์ฯ และอ่านข้อเรียกร้องสิบประการ ส่วนจำเลยที่ 3 (อานนท์ นำภา)ปราศรัยพาดพิงถึงสถาบันกษัตริย์ และณัฐชนนจำเลยที่ 4 อ่านประกาศคณะราษฎรและปราศรัยพาดพิงสถาบันกษัตริย์

จำเลยที่ 1 (รุ้ง-ปนัสยา), 3 (อานนท์ นำภา), 4 (ณัฐชนน ไพโรจน์) ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องพระราชสถานะของกษัตริย์, ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, กล่าวว่าสถาบันกษัตริย์ขยายพระราชอำนาจตามอำเภอใจ, ใช้อำนาจแทรกแซงอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และใช้อำนาจคุกคามทำร้ายประชาชนที่เห็นต่าง และมีการให้ผู้ชุมนุมทำสัญลักษณ์ต่าง ๆ

ย่อมทำให้ประชาชนคิดและเกิดความเคลือบแคลงสงสัยโดยประการที่น่าจะทำให้สถาบันกษัตริย์เสื่อมเสีย ไม่อยู่ในที่เคารพสักการะ มีการใช้ข้อมูลบางส่วนซึ่งเป็นความเชื่อที่ถูกเล่าต่อกันมาในอดีต ปราศจากการพิสูจน์มาเป็นส่วนหนึ่งในการปลุกเร้า ปลุกปั่นผู้ชุมนุมให้เห็นด้วยและคล้อยตาม เป็นการสร้างความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่อง เกิดความแตกแยก

จำเลยที่ 7 (ไฟซ้อน) และ 8 (ลูกมาร์ค) เป็นพิธีกร ถึงแม้ว่าจะไม่มีการพูดปราศรัยบนเวที แต่มีการพูดว่า “รูปที่มีอยู่ทุกบ้าน” และ “ทรงพระเจริญ” เห็นว่าเป็นการล้อเลียนสถาบันกษัตริย์ฯ

จำเลยที่ 1 (รุ้ง-ปนัสยา) ปราศรัยหยาบคาย ผู้คล้อยตามข้อมูลที่ได้รับ อาจนำไปสู่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยใช้ข้อมูลที่มีเจตนาเพื่อบ่อนทำลาย หรือทำให้สถาบันกษัตริย์ล่มสลายไป ไม่ว่าพูด เขียน หรือข้อเรียกร้อง เป็นการด้อยค่า ทำให้สถาบันกษัตริย์อ่อนแอ แสดงให้เห็นเจตนาล้มล้างสถาบันกษัตริย์

ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นความหวังดี นั้นเป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ ที่ขัดกับการกระทำ ถือว่าจำเลยที่ 1, 3, 4, 7, 8 แบ่งหน้าที่กันทำ อีกทั้งยังมีการยึดหนังสือ “ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า 10 สิงหา ข้อเรียกร้องว่าด้วยสถาบันกษัตริย์ “ หรือหนังสือปกแดง และ มีจอ LCD ที่ปรากฏข้อความ “ไม่ใช่ปฏิรูป แต่คือปฏิวัติ”’ เห็นว่าการชุมนุมในวันดังกล่าวมุ่งประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันกษัตริย์ ส่งผลให้เกิดความแตกแยก

ส่วนจำเลยที่ 6 และ 9 (ชนินทร์และ ‘สาธร’) พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังได้ว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นตัวการแบ่งหน้าที่กันทำในการปราศรัย และไม่ปรากฏว่ามีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง อันมีเหตุอันควรสงสัยตามสมควร

ข้อหา พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เห็นว่าการชุมนุมตามฟ้อง มีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้ตรวจอุณหภูมิตรงทางเข้าที่ชุมนุม ส่วนในลานพญานาคเป็นที่โล่งกว้าง อากาศถ่ายเท เมื่อเปรียบเทียบกับที่ชุมนุมนั้นไม่คับแคบ ไม่ได้อยู่หนาแน่นที่เสี่ยงต่อการใกล้ชิดสัมผัสกัน ผู้ชุมนุมสามารถเดินไปมาได้ และผู้ชุมนุมส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัย แม้มีบางคนไม่สวมหน้ากากอนามัย แต่ก็เป็นส่วนน้อย ไม่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-2019 ทั้งยังไม่ปรากฏว่าในวันเกิดเหตุจะมีเหตุไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้น

ถือว่าจำเลยที่ 1, 3, 4, 6-9 ในฐานะผู้จัด ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งเจ็ดชุมนุมในสถานที่แออัด อันจะก่อให้เกิดการแพร่ระบาดเชื้อโรคหรือความวุ่นวายในการจัดกิจกรรม

๐ ข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยที่ 1, 3, 4, 6-9 เป็นผู้เผยแพร่ข้อความเชิญชวนหรือเป็นผู้ถ่ายทอดสด (Live) และพยานโจทก์ไม่ได้ตรวจสอบ IP Adress บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กว่าเป็นของบุคคลใด

พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 (รุ้ง-ปนัสยา), 3 (อานนท์), 4 (ณัฐชนน), 7 (ไฟซ้อน), 8 (ลูกมาร์ค) มีความผิดตามมาตรา 116 (2), (3) ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละหนึ่งปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละเก้าเดือน ไม่รอลงอาญา และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6, 9 (ชนินทร์และ ‘สาธร’) ในทุกข้อหา และยกฟ้องจำเลยที่ 1, 3, 4, 7, 8 ในส่วนข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ผู้พิพากษาในคดีนี้ ได้แก่ ปรียานาถ เผือกสุวรรณ และ ชวลิต คณานิตย์

ปล่อยตัวชั่วคราวณัฐชนน ไฟซ้อนและลูกมาร์ค สู้ต่อชั้นอุทธรณ์

หลังจากฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น ณัฐชนนยังคงต้องอยู่ในห้องพิจารณาคดีต่อเพื่อสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในคดีมาตรา 112 อีกคดีหนึ่งก่อน และเมื่อการพิจารณาทั้งสองคดีเสร็จสิ้นแล้ว ณัฐชนน ไฟซ้อน และลูกมาร์ค ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลเข้าใส่กุญแจข้อมือ โดยณัฐชนนถูกใส่กุญแจมือทั้งสองข้าง ส่วนไฟซ้อนและลูกมาร์คถูกใส่กุญแจมือคนละหนึ่งข้าง ก่อนนำตัวลงไปยังห้องขังใต้ถุนศาลระหว่างรอประกันตัวในชั้นอุทธรณ์

ต่อมาในเวลา 14.51 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสามคน ได้แก่ ณัฐชนน ไฟซ้อน และลูกมาร์ค ในระหว่างอุทธรณ์คดี ให้วางเงินประกันตัวคนละ 100,000 บาท ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใด ๆ เพิ่มเติม โดยหลักทรัพย์ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์

ณัฐชนนให้สัมภาษณ์ในเวลา 18.00 น. ว่า “ผมเตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนแล้ว ที่คิดไว้ว่าคืออาจจะถูกลงโทษ 2 ปี หรือรอลงอาญาไปเลย หรือ 2 ปีแล้วรอลงอาญา แต่พอเป็น 9 เดือน ก็เซอร์ไพรส์ ผมหวังว่าคำพิพากษาจะดีขึ้นในศาลชั้นอุทธรณ์ วันนี้พอมาฟังคำพิพากษาเราฟังแล้วรู้สึกว่าเราไม่ได้ฟังการตัดสินคดี มาตรา 116 แต่เหมือนได้ฟังคำพิพากษาคดี มาตรา 113 มากกว่า เขาทำเสมือนกับว่าพวกเราเป็นกบฏล้มล้างการปกครอง ตอนอ่านคำพิพากษาเขาทวน 10 ข้อเรียกร้องและย้ำว่ามันชวนให้ “ประชาชนทำผิดกฎหมาย” ผมรู้สึกว่าประเทศไทยไม่ได้มีสิทธิเสรีภาพขนาดนั้น การนำสืบการไม่ได้ชัดเจนว่าใครทำอะไรแต่ที่ถูกพิพากษาว่าผิดอาจเป็นเพราะมันคือ “การชุมนุม 10 สิงหา” อีกประเด็นหนึ่งคือ ลูกมาร์คกับไฟซ้อนที่เป็นแค่พิธีกรนั้นไม่ควรจะต้องมาโดนคดีนี้ด้วยซ้ำ ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...