ภัทรนิษฐ์ สุรรังสรรค์ เปิดแผลลึก ‘รัฐสยดสยอง’ จากจารีตสู่ศิวิไลซ์
ขึ้นแท่นหนึ่งในหนังสือขายดีของสำนักพิมพ์มติชนแบบไม่หล่นอันดับ สำหรับ ‘รัฐสยดสยอง’ ที่เปิดกลไกการจัดการซากศพ ความโสโครก โรคระบาด และทัณฑ์ทรมาน ผ่านเงื้อมมือ ‘ผู้จัดการความสยดสยอง’
“คิดว่าที่ได้รับความนิยมจากผู้อ่านเพราะคนอยากรู้ประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้ถูกบันทึกในแบบเรียน โดยเฉพาะในเรื่องของด้านมืด ความไม่ศิวิไลซ์ที่ไม่ถูกยกขึ้นมาพูดถึง ไม่ถูกนำมาสอน ไม่ว่าจะเป็นคดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้น หรือการจัดการบ้านเมือง”
คือความเห็นของ ภัทรนิษฐ์ สุรรังสรรค์ เจ้าของผลงานสุดฮอต ต่อคำถามที่ว่า เพราะเหตุใดหนังสือประวัติศาสตร์เข้มข้นจึงถูกผู้คนหยิบใส่ตะกร้าอย่างล้นหลาม
ก่อนจะเป็นพ็อคเก็ตบุ๊กส์ 326 หน้า เคยเผยแพร่ด้วยชื่อ ‘รัฐและสังคมสยามกับการจัดการความรู้สึก: ระบอบความสยดสยอง, พ.ศ.2394-2453’ ในฐานะวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต เสนอต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เมื่อ พ.ศ.2562
“เริ่มมาจากการตั้งข้อสงสัยในนิยายผี ภาพยนตร์ผี หรือสื่อแนวฆาตกรรมว่าทำไมจึงเป็นที่นิยมและคนในสังคมเสพกันอยู่ประมาณหนึ่ง และเราก็เกิดความสงสัยว่าความรู้สึกนี้มีขึ้นมาอย่างไร เลยอยากลองทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ดู ส่วนตัวชอบอ่านงานแนวประวัติศาสตร์ด้านมืดอยู่แล้ว เมื่อได้ศึกษาก็พบว่าในเอกสารเก่าที่ย้อนไปตั้งแต่ช่วงยุคสมัยรัชกาลที่ 4-5 ก็มีเรื่องประมาณนี้อยู่” ภัทรนิษฐ์ย้อนเล่าที่มาถึงการคัดสรรหัวข้อวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ซึ่งกลายเป็นหนังสือปกสีดำสะดุดตาด้วยชื่อรัฐสยดสยอง สะกดด้วยอักษรสีชมพูแสนหวานโปรยข้างภาพโครงกระดูกสวมใส่ชุดคล้ายขุนนางสยาม
โปรยปกหลัง น่าสนใจด้วยความหมายของคำศัพท์ ‘สยดสยอง’ จาก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยาสถาน พ.ศ.2493 ที่ว่า
ก. (กริยา) กลัวขนลุกขนพอง
ชวนอ่านตั้งแต่บทแรก ‘ความสยดสยอง ในฐานะระบอบแห่งอารมณ์’ ซึ่งว่าด้วย ระบอบความสยดสยอง (regime of horror) และการศึกษาประวัติศาสตร์อารมณ์ จนถึงบทสุดท้าย ‘ระบอบความสยดสยองในรัฐสยามยุคใหม่’ ที่ *ภัทรนิษฐ์* ทิ้งย่อหน้าสุดท้ายในหน้า 306 ไว้ตอนหนึ่งว่า
‘เหนือสิ่งอื่นใด ผู้เขียนยังคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเล่มนี้ จะเป็นดั่งแสงสว่างสาดไล่ปีศาจ……..อีกทั้งยังหวังจะได้เห็นการเติบโตและงอกงามของการศึกษาประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึกในสังคมไทยผ่านแง่มุมและประเด็นต่างๆ อันจะทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์ไทยอย่างรอบด้าน
รวมทั้งมองเห็นชีวิต ความคิดฝัน และอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนส่วนใหญ่ในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศและเจ้าของประวัติศาสตร์ไทยที่แท้จริง มิได้เป็นเพียงเรื่องเล่าของคนแค่หยิบมือหนึ่งเท่านั้น ดังที่มักจะมีให้เห็นกันเนืองๆ อยู่ร่ำไป ดุจดั่งปีศาจร้ายที่ยังดุ่มเดินยาตราอยู่ในห้วงทิวากาล และยังเฝ้าตามหลอกหลอนสังคมไทยอยู่อย่างมิยอมตระหนักว่า ยุคสมัยและกาลเวลาของตนได้ผ่านพ้นไปแล้วอย่างมิอาจหวนคืน’
จากละอ่อนน้อยชาวเขลางค์นครลำปางที่ตัดสินใจปักหมุดใต้ร่มแดนช้าง มช. ตั้งแต่ปริญญาตรี เพราะ ‘อยากเรียนใกล้บ้าน’ สู่นักวิชาการที่ถ่อมตัวว่าเป็นเพียงแค่ ‘นักเรียนประวัติศาสตร์ธรรมดาคนหนึ่ง’ และนักศึกษาทุนระดับปริญญาเอกหลักสูตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยแย้มถึงผลงานชิ้นต่อไปว่าจะลงลึกถึงอารมณ์ผู้คนที่ปรากฏผ่านนวนิยาย
27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในงาน สมานมิตร Return #เปิดโกดังหนังสือดี ณ มติชนอคาเดมี สำนักพิมพ์มติชน เปิดเวทีเสวนา ‘รัฐสยดสยอง เบื้องหลังอำนาจรัฐศิวิไลซ์’
ภัทรนิษฐ์ ปรากฏตัวตอบคำถามหลากหลายของ รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
มีเนื้อหาน่าสนใจที่เก็บความจากบทสนทนาในวันนั้น บนบรรทัดต่อจากนี้
⦁เปิดนิยาม ‘รัฐสยดสยอง’ ศพคน ซากสัตว์ โรคระบาด บรรยากาศและความรู้สึกที่ไหลเวียน
รัฐสยดสยองคือรัฐที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่มีแต่ความสยดสยองมากมาย ไม่ว่าจะมาจากซากศพ ศพคนหรือซากสัตว์ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดทั่วบ้านเมือง มาจากความสกปรกของบ้านเมือง จากโรคระบาดที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัว และมาจากการลงทัณฑ์ทรมานร่างกาย สังคมที่ถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศแบบนี้จะต้องมีอารมณ์ความรู้สึกจำเพาะบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ ดังนั้น จึงสนใจว่าความรู้สึกเหล่านี้คืออะไร มีการทำงานกับปฏิบัติของรัฐและผู้คนอย่างไร
การจัดการคนหรือสัตว์ที่เสียชีวิตในสมัยก่อนนั้น เดิมทีคือการนำไปทิ้งไว้ข้างถนน โดยที่ผู้ปกครองไทยไม่เคยเห็นว่าสิ่งนี้ผิดปกติ เนื่องจากเดิมทีผู้ปกครองไทยมองว่าชาวบ้านไม่ได้รู้สึกอะไรมากเพราะเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในสังคมทั่วไป แต่จุดเริ่มต้นกระบวนการเปลี่ยนแปลงเริ่มมาจากผู้ปกครองคิดว่าสิ่งเหล่านี้ดูไม่ดีงาม ดูน่ารำคาญ ดังนั้นความรู้สึกตั้งต้นนี้นำมาสู่การสร้างกระบวนการขึ้นมาควบคุมสังคมในภายหลัง
⦁สยองชาตินี้ ครอบคลุมชาติหน้า หลังความตายยังต้องโดนลงทัณฑ์
ถ้าเราพูดถึงความสยดสยอง ตนมองว่าคือความรู้สึกหวาดกลัว สะอิดสะเอียน หรือความรู้สึกลบที่มีต่อการพบเห็น การสัมผัสกับสิ่งที่น่ารังเกียจ สังคมในยุคจารีตมีความสยดสยองจำนวนมากปรากฏอยู่ หากดูจากหลักฐานที่ปรากฏในกฎหมายตราสามดวง หรือไตรภูมิฉบับหลวง จะเห็นว่ารัฐไทยมีการใช้ความสยดสยองปกคลุมอยู่ 2 แนวทาง คือ
หนึ่ง ความสยดสยองในการปกคลุมในภพชาตินี้ ถ้าเราพิจารณากฎหมายตราสามดวงในหลายๆ มาตราจะพบว่าถ้ามีการฆาตกรรมเกิดขึ้น ในกฎหมายจะระบุว่าให้นำตัวผู้ร้ายไปฆ่าให้ตายตกไปตามกัน หรือจะมีกฎหมายที่เน้นให้เกิดความอับอาย เช่น นำตัวผู้กระทำผิดไปเฆี่ยนด้วยหวาย 60 ที และไปเดินทั่วตลาดให้คนมองเห็นเพื่อให้เกิดความอับอายและนำไปประหารชีวิต หรือบางทีอาจจะมีกฎหมายที่รู้สึกว่าเต็มไปด้วยจินตนาการที่ต้องการที่จะทรมานร่างกายให้คนเกิดความรู้สึกเจ็บปวดมาก เช่น กฎหมายข้อหนึ่งที่นำมาใช้กับผู้ที่ประทุษร้ายหรือเป็นกบฏต่อพระเจ้าแผ่นดิน คือมีโทษให้เปิดกะโหลกและนำก้อนเหล็กสีแดงคีบใส่กะโหลกหรือให้เปิดหนังศีรษะและนำกรวดทรายขัดกะโหลกให้ความสะอาด หรือให้นำไปขังรวมกับสุนัขที่อดข้าวมาหลายวันและให้สุนัขรุมกิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นจินตนาการของผู้ลงโทษผู้ร้ายที่สุดขั้วเหมือนกัน
สอง ความสยดสยองที่รัฐต้องการลงโทษคนในโลกหลังความตาย จะเห็นได้ชัดจากไตรภูมิฉบับหลวง คือนอกจากในเรื่องของนรกที่เราจะเจอว่าถ้าเราตกนรกแล้วเราอาจจะต้องถูกลงโทษด้วยกระทะทองแดง ปีนต้นงิ้ว หรือโดนหอกทิ่มแทงนั้น ตนได้ค้นพบว่าสิ่งที่น่าสนใจในนรกคือจะมีนรกแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า คูถนรก ที่เต็มไปด้วยอุจจาระและส่งกลิ่นเหม็นเน่าซึ่งเราจะต้องไปอยู่ในนรกนั้นหลายปีเพื่อชดใช้กรรม และจะต้องไปเกิดใหม่เป็นคนที่มีสุขภาพย่ำแย่ มีร่างกายที่พิการ ซึ่งเป็นการสาปแช่งให้คนที่ทำผิดต้องประสบกับความทุกข์ทรมานไปทุกภพทุกชาติ แสดงให้เห็นว่ารัฐต้องการควบคุมให้คนไม่ต้องการทำผิดกฎหมาย
⦁‘ประวัติศาสตร์อารมณ์’ ประวัติศาสตร์ปฏิวัติ ความขัดแย้งชนชั้น สังคมที่เปลี่ยนแปลง
เราพยายามดูว่าจะศึกษาประวัติศาสตร์แนวไหนได้บ้าง เพราะที่ผ่านมาจะเจอประวัติศาสตร์แนวสังคม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ซึ่งมองว่าก็แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมขนานใหญ่เหมือนกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสังคม การเปลี่ยนแปลงของผู้คนและความนึกคิดของผู้คนซึ่งมีประโยชน์มาก แต่มองว่าแล้วนอกจากงานแนวนี้แล้วเราจะศึกษาประวัติศาสตร์อย่างอื่นได้บ้างหรือไม่ ประจวบเหมาะกับตอนที่ได้อ่านงานชุดประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึกจำนวนหนึ่งและพบว่าน่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะงานของ วิลเลียม เรดดี้ ที่ศึกษาประวัติศาสตร์การปฏิวัติในฝรั่งเศส โดยเขามองว่าเมื่อก่อนในการปฏิวัติฝรั่งเศสจะถูกอธิบายด้วยแนวคิดหลัก 2 แนวคิดคือ
หนึ่ง มองว่าการปฏิวัติเกิดขึ้นเพราะสังคมมีการเปลี่ยนแปลงมาพร้อมกับยุคเรืองปัญญา
สอง มองว่าการปฏิวัติเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งทางชนชั้น แต่เรดดี้พยายามนำเสนอว่าความจริงแล้วการปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดมาจากความอัดอั้นทางอารมณ์ของผู้คนและขุนนางที่มีความเจ็บปวดมาจากระบอบแห่งความน่าสะพรึงกลัวที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สร้างขึ้นมา กล่าวคือ ระบอบนี้พระเจ้าหลุยส์จะควบคุมพฤติกรรมของผู้คนและขุนนางว่าต้องแสดงออกอย่างไรให้เหมาะสม หากไม่ถามตามจะถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏได้ ทำให้กลุ่มขุนนางรู้สึกอัดอั้นและแอบไปเจอกันที่สมาคมลับเพื่อปลดปล่อยอารมณ์และคุยกันถึงระบอบของพระเจ้าหลุยส์ และค้นพบว่าเป็นสิ่งที่เสแสร้งและจอมปลอม สิ่งที่เหล่าขุนนางต้องการค้นหาคือความจริงใจที่เชื่อว่าเป็นอารมณ์ธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ ดังนั้น จึงนำไปสู่การปฏิวัติควบรวมสังคมฝรั่งเศส จึงนำแนวคิดนี้มาใช้ และมองว่าการศึกษาประวัติศาสตร์อารมณ์นอกจากทำให้เราได้เห็นถึงงานประวัติศาสตร์ในมิติใหม่ๆ ที่ค่อยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง ยังเป็นการทำให้เราเกิดความเข้าใจและให้คุณค่ากับความเป็นคน ความเป็นมนุษย์ที่ต้องดิ้นรนกับการต่อสู้ทางอารมณ์อยู่ตลอดเวลา
⦁เมื่อ ‘ชนชั้นนำ’ เผชิญหน้าตะวันตก จากสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ถึงรัชกาลที่ 5
ในยุคสมัยที่ชนชั้นนำสยามเผชิญหน้ากับตะวันตก รัฐสยามจะต้องปรับตัวเองให้มีความศิวิไลซ์มากขึ้นเพราะในช่วงเวลาที่เผชิญกับลัทธิล่าอาณานิคม ความพยายามที่จะทำให้บ้านเมืองมีความศิวิไลซ์นั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 4-5 แต่เคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วตั้งแต่สมัยพระนารายณ์มหาราชที่พยายามปรับตัวเองและรับความเป็นตะวันตกแต่ในยุคสมัยนั้นไม่ประสบความสำเร็จเพราะถูกมองว่าเป็นการทำลายล้างพระพุทธศาสนา และในช่วงรัตนโกสินทร์ที่เห็นชัดที่สุดว่าชนชั้นนำเริ่มตระหนักว่าตะวันตกอันตราย เราจะต้องปรับตัว จะเห็นได้ชัดช่วงยุคปลายรัชกาลที่ 3 ที่มองว่าตอนนี้บ้านเมืองเราไม่มีสงครามกับพวกญวนและพม่าแล้ว จะมีก็แต่กับฝรั่ง ขอให้เราระวังพวกฝรั่งเอาไว้ดีๆ ถ้าเราเห็นว่าวิทยาการไหนที่เราควรจะเรียนจากเขาก็ให้เรารับมาเรียนเอาไว้ จึงคิดว่านี่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้รัฐไทยต้องปรับตัวเองให้มีความศิวิไลซ์มากขึ้น
⦁กองตระเวน กรมสุขาภิบาล จัดการ ‘ความสะอาด’ ดูแลบ้านเมืองให้เป็น ‘ระเบียบเรียบร้อย’
กองตระเวนคือ ตำรวจ ซึ่งทั้งสองมีหน้าที่ในการจัดการดูแลความเรียบร้อยที่จะเกิดขึ้นบนถนนหนทาง ซึ่งความเรียบร้อยที่ว่าก็จะมีทั้งเรื่องของความปลอดภัยไม่ให้ราษฎรทะเลาะวิวาทหรือฆ่าฟันกันบนท้องถนน ดูแลว่าถนนมีความสะอาดหรือไม่ รวมถึงดูสิ่งที่ผิดแปลกที่ดูไม่ดี เช่น กองตระเวนจะมีหน้าที่ในการส่งคนป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาล หรือแม้แต่หากพบเจอคนบ้าจะต้องนำตัวไปที่โรงพักกองตระเวนและรอให้ญาติมารับ ไม่ให้เกิดภาพที่ดูไม่ดี รัฐก็จะนำไปไว้ในพื้นที่ลับ
ส่วนกรมสุขาภิบาลจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลให้บ้านเมืองมีความสะอาด มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น นอกจากเรื่องความสะอาดแล้วที่เราเห็นได้ชัดว่ารัฐเข้าไปจัดการคือการตั้ง เว็จ คือส้วมในสมัยก่อน ตั้งขึ้นมาเป็นห้องและมีฐานง่ายๆ เพื่อไม่ให้ชาวบ้านไปขับถ่ายตามแม่น้ำลำคลอง เพราะในช่วงนั้นจะมีบันทึกรายงานการขับถ่ายของชาวบ้านที่ไม่เป็นที่มากมาย เช่น ใต้ฐานอนุสาวรีย์, ในรางน้ำ หรือแม่น้ำที่คนใช้อุปโภคบริโภค
⦁‘ศิริราช’ โรงพยาบาลแห่งแรกของสยาม กับ ‘โอสถศาลา’ ชาวบ้านรับยารักษาตัวเอง
โรงพยาบาลแห่งแรกของไทยคือ โรงพยาบาลศิริราช โดยสภาพโรงพยาบาลในช่วงแรกๆ นั้น พันธกิจในการจัดตั้งคือต้องการรักษาชีวิต รักษามนุษย์เพื่อทำให้บ้านเมืองมีความศิวิไลซ์มากขึ้น ต้องไปตั้งโรงพยาบาลในสถานที่ที่มีผู้คนมาก นอกจากโรงพยาบาลศิริราชแล้วก็มีการตั้งโรงพยาบาลรัฐอื่นๆ ตามมาอีกจำนวนหนึ่งในกรุงเทพฯ และนอกจากตัวโรงพยาบาลแล้ว รัฐยังพยายามที่จะรักษาหรือดูแลคนคือการตั้งโอสถศาลาในสถานที่ต่างๆ เพื่อให้คนรับยาไปรักษาตนเอง หรือมีการส่งหมอออกไปดูแลผู้คนบ้าง
⦁กระบวนการยุติธรรมในยุค ‘รัฐจารีต’ ก่อนปรับตัว ลด ‘ทรมาน’
ถ้าเป็นรัฐแบบจารีตจะเน้นกระบวนการลงโทษที่โหดร้ายทรมาน เค้นให้รับสารภาพให้ได้ จินตนาการของการลงโทษ การทำร้ายร่างกายนั้นโหดและสุดขั้วมาก ไม่ว่าจะเป็นการเอาผ้าชุบน้ำมันพันและเผา แต่ในบันทึกชาวต่างชาติจะพบว่าในการที่รัฐไทยจะประหารชีวิตคนมีความโหดมาก คือมีการนำศพนักโทษไปสับให้ละเอียดและโยนให้นกแร้งและสุนัขกิน หรือบางคนที่ยังติดคุกอยู่และรอคำตัดสินนานหลายปีจนตัวนักโทษเสียชีวิตในคุกไปแล้ว ซึ่งเมื่อมีคำตัดสินออกมาว่าผิดจริงรัฐไทยก็จะนำศพนักโทษคนนั้นไปแขวนคอต่อ หรือบางกรณีมีการนำไปตัดศีรษะในที่สาธารณะโดยทำการมอมฝิ่นก่อนจะได้ไม่รู้สึกเจ็บปวด
นอกจากนี้ยังมีวิธีที่โหดร้ายคือการเอาเล็บนิ้วออกให้หมด การตัดมือ ตัดเท้าออก และให้สักหน้าผากว่าทำผิดอะไรมาซึ่งได้รับทั้งความทรมานและความอับอายที่ทำผิดครั้งเดียวแต่ติดตัวไปตลอดชีวิต นี่เป็นกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นในช่วงยุคจารีต
ต่อมา เมื่อรัฐเห็นว่าเราต้องปรับตัวเองให้ศิวิไลซ์แล้ว ยังมองว่ากระบวนการต่างๆ ที่ทำให้นักโทษทุกข์ทรมาน การลงโทษ การเฆี่ยน ที่ไม่จำเป็นทั้งหลายนั้นไม่ต้องนำมาใช้ แค่นำตัวไปประหารชีวิตก็พอ แต่ในความเป็นจริงรัฐก็จะมีข้อยกเว้นสำหรับนักโทษที่ทำความผิดที่เป็นกบฏคือการยิงหรือฆ่าทิ้งรวมกันเพื่อให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว
⦁โลกรู้ สากลรู้ รัฐไทย อยากศิวิไลซ์ ‘แต่ไม่เนียน’
จนถึงทุกวันนี้สังคมไทย รัฐไทย ก็ยังคงใช้ระบอบความสยดสยองอยู่ และในขณะเดียวกันเขาก็ยังมีความมั่นใจว่าสิ่งที่เขาทำมันถูกต้องแล้ว มันเนียนแล้ว เขาต้องการที่จะทำให้ตัวเองศิวิไลซ์ในสายตาของชาวโลก ต้องการให้ชาวโลกยอมรับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าชาวโลกมองเข้ามาก็จะเห็นเราอย่างทะลุปรุโปร่ง เขารู้ว่าอะไรมันคืออะไร อะไรคือสิ่งที่รัฐไทยทำ อะไรคือสิ่งที่รัฐไทยพยายามจะเก็บซ่อน อย่างกรณีล่าสุด เอเปคที่มีประชาชนจำนวนหนึ่งออกมาชุมนุมในวาระพิเศษ ในขณะที่มีแขกบ้านแขกเมืองมาเยือน
การชุมนุมแบบนี้เป็นสิ่งปกติในประเทศที่เจริญแล้ว แต่รัฐไทยก็กลับพยายามกลบเกลื่อน ปราบปราม ทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งความจริงแล้วแขกบ้านแขกเมืองเขาก็รู้ดีว่าอะไรคืออะไร
พรสุดา คำมุงคุณ