โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

นายกฯ เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย

The Reporters

อัพเดต 12 พ.ย. 2565 เวลา 05.23 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2565 เวลา 05.23 น.

นายกฯ เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย เน้นย้ำจุดแข็งร่วมกัน ผ่านการผลักดันความเชื่อมโยง การพัฒนาด้านดิจิทัล และความร่วมมือในกรอบอื่นๆ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และเสถียรภาพในภูมิภาค

วันนี้ (12 พ.ย. 65) ณ โรงแรมสกคา กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย ครั้งที่ 19 โดยมีผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ (เมียนมาไม่เข้าร่วม) นายชัคทีป ธันขระ รองประธานาธิบดีอินเดีย และเลขาธิการอาเซียน เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดีย ตลอดจนทบทวนความคืบหน้า และกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ในทุกมิติ ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีที่ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ความร่วมมือของอาเซียนและอินเดียได้พัฒนาก้าวหน้าไปในทุกมิติบนพื้นฐานของความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และสายสัมพันธ์ทางอารยธรรม อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีมองว่าอาเซียนและอินเดียมี “จุดแข็งร่วมกัน” ที่จะช่วยปลดล็อคศักยภาพด้านเศรษฐกิจ และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้พร้อมเดินหน้าผ่านความท้าทายต่าง ๆ ไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน ดังนี้

จุดแข็งแรก คือ “ความเชื่อมโยง” อาเซียนและอินเดียควรใช้ประโยชน์จากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ ส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านกายภาพ ผ่านการผลักดันการดำเนินโครงการทางหลวงสามฝ่ายฯ และส่วนขยาย รวมถึงการเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือสำคัญต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจที่มีศักยภาพระหว่างกัน และอาจขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียใต้ได้ด้วย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านกฎระเบียบ ไทยยินดีที่อาเซียน-อินเดียเริ่มกระบวนการทบทวนความตกลงการค้าสินค้าระหว่างกัน ให้ทันสมัยและอำนวยความสะดวกต่อภาคธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคด้วย

จุดแข็งที่สอง คือ “การพัฒนาด้านดิจิทัล” ไทยสนับสนุนให้อินเดียคว้าโอกาสในตลาดดิจิทัลอาเซียน ที่คาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 360,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยการกระชับความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในภูมิภาค โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการค้าดิจิทัล ซึ่งไทยมีเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีศักยภาพรองรับการลงทุนและการส่งเสริมความร่วมมือดังกล่าว นอกจากนี้ อินเดียในฐานะประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมดิจิทัล และมีธุรกิจที่มีมูลค่าสูง (ยูนิคอร์น) กว่า 100 ราย สามารถขยายการลงทุน และช่วยบ่มเพาะผู้ประกอบการดิจิทัลสตาร์ทอัพและ MSMEs ตลอดจนสร้างยูนิคอร์นรายใหม่ ๆ ในภูมิภาค เพื่อให้สามารถแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย

จุดแข็งที่สาม คือ “ความร่วมมือใต้-ใต้ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่สำคัญ อาทิ เกษตรอัจฉริยะ การวิจัยและพัฒนายาและวัคซีน และพลังงานหมุนเวียน เพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร สาธารณสุข และพลังงาน ตลอดจนเร่งสร้างความคืบหน้าของการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งยังสามารถร่วมกันผลักดันแนวทางที่เน้นการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยไทยมีโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเป็นวาระสำคัญภายใต้การเป็นประธาน BIMSTEC ของไทย และเห็นว่าเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับประเด็นที่อินเดียให้ความสำคัญภายใต้การเป็นประธานกลุ่ม G20 ในปีหน้าด้วย

นายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำถึงการมีสถาปัตยกรรมภูมิภาคที่เข้มแข็ง และการมีบรรยากาศของความไว้เนื้อเชื่อใจที่ผู้เล่นสำคัญต่าง ๆ สามารถร่วมมือและร่วมกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างสร้างสรรค์ และหวังที่จะเห็นบทบาทที่แข็งขันของอินเดียในการผลักดันวาระดังกล่าวร่วมกับอาเซียน เพื่อสร้างดุลยภาพทางยุทธศาสตร์ให้แก่ภูมิภาค

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ความมุ่งมั่นร่วมกันในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภูมิภาค และการลงมือขับเคลื่อน “จุดแข็ง” ข้างต้นอย่างจริงจัง จะเป็นแกนหลักสำคัญของการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้านอาเซียน-อินเดีย ไปสู่ทศวรรษใหม่ ที่เศรษฐกิจและประชาชนจะเติบโตไปด้วยกันได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ในทุกด้าน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...