โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เอลนีโญซ้ำเติมแล้ง "ทุเรียนไทย" เสี่ยงผลผลิตลด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 ต.ค. 2566 เวลา 06.18 น. • เผยแพร่ 16 ต.ค. 2566 เวลา 04.40 น.
ภาพจาก PIXABAY

ผู้เขียน : สุทธิภัทร ราชคม

แม้ขณะนี้ในประเทศไทยจะเกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ แต่องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) คาดการณ์ว่าโอกาสเกิดเอลนีโญสูงเกินกว่า 95% ผลกระทบอาจเริ่มต้นหลังเดือนตุลาคมนี้ หลายประเทศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก แถบทวีปออสเตรเลียและทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยจะได้รับผลกระทบปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยลดลงอย่างน้อย 5-10% จากปรากฏการณ์เอลนีโญต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2567 หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับความแห้งแล้ง

และแม้ว่าผลกระทบความแห้งแล้งจากเอลนีโญจะทุเลาลงภายหลังกลางปี 2567 แต่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าปริมาณน้ำฝนจะมีปริมาณน้อยกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา ยาวนานกว่า 5 ปี หรือจนถึงปี 2571 เลยทีเดียว

แน่นอนว่าปรากฏการณ์นี้ย่อมส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการใช้น้ำมากที่สุด 87% รวมถึงการปลูกทุเรียนซึ่งเป็นพืชทางเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่สำคัญของประเทศไทย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาราคาทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากความนิยมของตลาดภายในและนอกประเทศ โดยเฉพาะจีน ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนเพิ่มมากขึ้น

จากการลงพื้นที่สำรวจของ TDRI ในปี 2566 พบว่าเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรีและระยอง หลายรายตัดต้นยางและพืชชนิดอื่น ไปปลูกทุเรียนมากขึ้น เพราะรายได้จากการขายทุเรียนอาจมากถึง 1 แสนบาทต่อไร่

ด้วยเหตุนี้พื้นที่เพาะปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ใน จ.จันทบุรี จาก 228,924 ไร่ในปี 2561 กลายเป็น 320,494 ไร่ในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้น 40% ขณะที่ใน จ.ระยองจาก 71,128 ไร่ในปี 2561 กลายเป็น 117,753 ไร่ในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้นถึง 66%

สำหรับการทำสวนทุเรียน ในช่วง 6 เดือนของการปลูก ในพื้นที่ 10 ไร่ต้องใช้น้ำไม่ต่ำกว่า 4,152 ลบ.ม. แต่จากการที่ปริมาณน้ำฝนมีแนวโน้มลดลงจากเอลนีโญในปลายปีนี้ ตรงกับช่วงระยะการเจริญเติบโตของผลทุเรียนภาคตะวันออกพอดี ดังนั้นผลกระทบย่อมเกิดขึ้นกับชาวสวนทุเรียนภาคตะวันออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งผลผลิตลดลง และอาจทำให้ทุเรียนขาดน้ำในช่วงระยะเวลาสำคัญ ส่งผลให้ผลทุเรียนมีขนาดเล็ก ไม่ได้มาตรฐาน ขาดความสมบูรณ์

ปรากฏการณ์เอลนีโญนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเท่านั้น ยังส่งผลกระทบต่อทุเรียนภาคใต้ด้วย แม้ว่าจะเพาะปลูกช้ากว่าก็ตาม

ความน่ากังวลอีกประการคือ เกษตรกรมีการปลูกทุเรียนในพื้นที่นอกเขตชลประทาน หรือพื้นที่ป่า อีกทั้งยังมีแนวโน้มขยายพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการปลูกในพื้นที่เหล่านี้ต้องอาศัยการส่งน้ำผ่านท่อหรือรถขนส่งน้ำที่สูบจากเขตน้ำชลประทาน ทำให้เกิดการขาดแคลน และแย่งชิงน้ำจากทั้งผู้ใช้น้ำเก่าและใหม่ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับการปลูก “ทุเรียนป่าละอู” ในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เกษตรกรจำนวนกว่า 350 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูกทุเรียนกว่า 300 ไร่ เผชิญหน้ากับการขาดแคลนน้ำ ทำให้ต้นทุเรียนยืนต้นตายอย่างน้อย 500 ต้น ผลผลิตจากต้นที่เหลืออยู่ก็ไม่ได้มาตรฐาน บางส่วนร่วงหล่นจากต้น เกษตรกรเชื่อว่าสาเหตุที่ทำให้น้ำน้อยเป็นเพราะการเปลี่ยนทิศทางผันน้ำเพื่อการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำป่าละอู

อย่างไรก็ดี ปัญหาที่แท้จริง คือ แม้กรมชลประทานได้มีการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร โดยผันน้ำไปบรรเทาความเดือดร้อน แต่ผู้ที่อยู่ต้นน้ำได้ทำการผันน้ำ และยังพบการใช้ท่อผีในการสูบน้ำเข้าบ่อในสวนตัวเอง อีกทั้งยังมีนายทุนรายใหญ่ดึงน้ำไปใช้ระหว่างทาง ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลไปถึงเกษตรกรที่ปลูกทุเรียนจึงไม่เพียงพอกับความต้องการเช่นเดิม

แล้วปัญหานี้จะแก้ไขได้อย่างไร ?

ทางออกคือ ภาครัฐควรส่งเสริม สนับสนุนและเผยแพร่นวัตกรรมการเพาะปลูกที่ลดการใช้น้ำในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม ครบวงจร และต่อเนื่อง เช่น เทคนิคการปลูกทุเรียนแบบลดการใช้น้ำ โดยก่อนหน้านี้มีการทดลองของ ดร.ทรงศักดิ์ ภัทราวุฒชัย ภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน พบว่า การปลูกทุเรียนไม่จำเป็นต้องให้น้ำในปริมาณมาก ๆ ตามความเข้าใจของเกษตรกร

(เช่นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มกราคม ชาวสวนนิยมให้น้ำมากถึง 200-300 ลิตร/ตัน/วัน แต่การทดลองพบว่าสามารถให้น้ำเพียง 150 ลิตร/ต้น/วัน ปริมาณและคุณภาพผลผลิตไม่แตกต่างกัน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำ/สูบน้ำ)

นอกจากนี้ควรสร้างระบบพี่เลี้ยงจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือร่วมมือกับมหาวิทยาลัย บริษัทเอกชน ในการถ่ายทอดองค์ความรู้พร้อมการติดตามช่วยแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด จนเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่จัดการอบรมทางทฤษฎี ที่เน้นนับจำนวนผู้เข้าร่วม แต่เกษตรกรไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง เกิดการสูญเปล่าของงบประมาณแผ่นดิน

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ชลประทานและใกล้เคียง ภาครัฐต้องสร้างกลไกการเจรจาต่อรองระหว่างกลุ่มผู้ใช้น้ำ รวมถึงการลงทุนเทคโนโลยีระบบการจัดสรรน้ำและการตรวจสอบปริมาณการสูบน้ำที่มีความแม่นยำ เช่น ท่อส่งน้ำที่มีมาตรวัดน้ำคุณภาพดี พร้อมกับสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบำรุงรักษาแหล่งน้ำ ผ่านการเก็บค่าใช้น้ำ 2-5 บาท/ลบ.ม. โดยมีหน่วยราชการเป็นตัวกลางในการลดความขัดแย้ง และมีกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ที่บรรเทาผลกระทบแก่กลุ่มที่ไม่ได้รับการจัดสรรน้ำ ครอบคลุมทั้งเชิงรายได้และความเป็นอยู่

เหล่านี้คือการปรับตัวเพื่อรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...