สะท้านสวรรค์ กำเนิดราชันอสูร
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยาย : สะท้านสวรรค์ กำเนิดราชันอสูร
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Hainan Shangxiaqiusuo Culture Media Co., Ltd. (fbook)
ประพันธ์โดย : 龙人 (Lóng rén) แปลและเรียบเรียงโดย : พิพัฒน์ ลีลาสวัสดิ์สุข
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Company Limited
“จ้านอู๋มิ่ง” เทพผู้ปกครองวังอสนีบาตสวรรค์ได้ถือครอง "คัมภีร์เทพอนัตตา"
ตำรามหาเวท ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะสงครามแห่งทวยเทพทั้งหมด
เผชิญหน้ากับการทรยศสังหารของหนอนบ่อนไส้ในคราบพี่น้องร่วมสาบาน จนชีวีดับสิ้นไปพร้อมกับหญิงที่รัก
.
ดวงจิตร่วงตกสู่โลกมนุษย์ ถือกำเนิดใหม่ในร่างของนายน้อยตระกูลจ้าน
สูญเสียพลังวิญญาณและเทพฤทธิ์หมดสิ้น ใช้ชีวิตหลอมโอสถประหลาดอยู่ร่ำไป
.
จนกระทั่งวันหนึ่ง ระหว่างที่เสาะหาสัตว์อสูรเพื่อทดลองโอสถอยู่นั้น
เด็กหนุ่มได้ถูกสิ่งแปลกประหลาด กระแทกพลัดตกลงไปในหุบเหวน้ำตกลึก
ปรากฏภาพการกลับชาติมาเกิดนับครั้งมิถ้วนหลายภพชาติ หลั่งไหลเข้าสู่จิตวิญญาณทันที
.
หากอยากกลับสู่ดินแดนเทพ ก็มีแต่ต้องบ่มเพาะพลังใหม่
กลืนกินสายเลือดสัตว์อสูรปีศาจ ทะลวงสวรรค์กลับสู่ตำแหน่งของจ้าวแห่งทวยเทพ
ผ่านชีวิตความเป็นตายอันไร้ที่สิ้นสุด ทะยานขึ้นเหนือใต้หล้า ปกครองวัฏจักรของสรรพสิ่งอีกครั้ง
แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย
สถานการณ์รุกฆาต
ยอดเขาเทียนเจวี๋ยเฟิง
เมฆสายฟ้าคะนองสุมกันเป็นชั้นๆ ดุจเทือกเขาสลับซับซ้อน ท้องฟ้าทั้งมวลมืดครึ้มดั่งฝาหม้อที่คว่ำลง ประกายสายฟ้าดุจมังกรยักษ์ขนาดมหึมา ดั่งแนวคลื่นอันน่าเกรงขามซัดกระหน่ำใส่ฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่า กระแทกจ้านอู๋มิ่งจนสั่นเป็นระยะๆ พลังอำนาจฟ้าดูเหมือนต้องการทำลายเขาจนกลายเป็นผุยผง
“ฮ่า ฮ่า……สายฟ้าสายที่เจ็ดแล้ว โจรฟ้าเฒ่า เจ้าสามารถต่อกรกับข้าได้หรือ ข้าจ้านอู๋มิ่งนี่แหละจะฝึกฌานบ่มเพาะพลังกำหนดชะตาย้อนทวนฟ้า ทัณฑ์สายฟ้าอันกระจ้อยร่อยล้วนจงแตกสลาย!”
สองแขนของจ้านอู๋มิ่งพลันร่วมประสาน แสงเลือนพร่าเย็นยะเยือกสีน้ำเงินรอบตัวยิ่งเข้มข้นแข็งแกร่งกว่าเดิม ปราณหนาวเหน็บสุดเปรียบปานบนยอดเขาเทียนเจวี๋ยเฟิงแทบแช่แข็งชั้นเมฆบนท้องฟ้า ชั่วพริบตาจ้านอู๋มิ่งจู่โจมออกร่วมร้อยหมัด แต่ละหมัดทำลายมังกรสายฟ้าแตกสลายตัวหนึ่ง สายฟ้ามิอาจเข้าใกล้ร่างแม้แต่น้อยนิด พลังงานสายฟ้าที่แตกสลายถูกจ้านอู๋มิ่งดูดจนหมดสิ้นดุจฟองน้ำดูดซับน้ำก็มิปาน…นี่ก็คือศักยภาพความแข็งแกร่งของเคล็ดวิชา “อสนีบาตสัญจรสวรรค์” ที่เขาฝึกปรือ
นี่คือทัณฑ์สายฟ้าที่จ้านอู๋มิ่งต้องผ่าน ฟ้าดินพิฆาตสังหารผู้ฝึกฌานบ่มเพาะพลังย้อนทวนฟ้าทุกคน ผู้ใดก็ตามที่คิดดำรงนอกเหนือชะตาชีวิตล้วนจะต้องรับการลงทัณฑ์จากมรรคาแห่งฟ้า
ทัณฑ์สายฟ้าจะกำจัดผู้รับการลงทัณฑ์สลายเป็นผงธุลี หวนคืนกลับสู่ฟ้าดิน จ้านอู๋มิ่งกลับไม่เชื่อเรื่องชะตาชีวิต เขาเห็นว่าเดิมทีผู้ฝึกฌานบ่มเพาะพลังก็คือการกระทำย้อนทวนฝืนลิขิตฟ้า จิตวิญญาณผู้ฝึกฌานบำเพ็ญเพียรพึ่งพาตนเอง ไม่พึ่งพาฟ้า มิฉะนั้นจะหลุดพ้นจากฟ้าดิน มีวิถีชีวิตที่เป็นนิรันดร์ได้อย่างไร ดังนั้นชะตาชีวิตจึงสมควรควบคุมกุมไว้ในมือตนเอง การแข็งขืนต่อต้านมาตลอดชีวิตก็เพียงเพื่อวันนี้ หากสามารถผ่านทัณฑ์สายฟ้าครั้งนี้แล้วไม่ดับสูญ ก็จะสามารถทลายนภากาศ มีชีวิตยั่งยืนเสมอฟ้าดิน กำหนดลิขิตชะตาชีวิตของตนเอง สำเร็จเป็นเทพ…
ทัณฑ์สายฟ้าเจ็ดชั้นสูญสลาย เมฆครึ้มบนฟ้ายิ่งหนาแน่นกว่าเดิม พลังกดดันสุดแสนหนักหน่วงชนิดหนึ่งอยู่ท่ามกลางการเตรียมการของกลุ่มเมฆสายฟ้า คล้ายดั่งสัตว์ยักษ์มหึมายุคบรรพกาลกำลังฟื้นตื่นขึ้นมา ทัณฑ์สายฟ้าระลอกที่แปดจะต้องรุนแรงร้ายกาจยิ่งขึ้น จ้านอู๋มิ่งก็มิกล้าชะล่าใจ ต่อให้เขาฝึกปรือเคล็ดวิชา “อสนีบาตสัญจรสวรรค์” กายเนื้อและเส้นชีพจรรับการโจมตีของอสนีอยู่เสมอ แต่ทว่าอสนีของทัณฑ์สายฟ้า ยิ่งเป็นผู้ย้อนทวนฝืนลิขิตฟ้าแล้วนั้น ทัณฑ์สายฟ้าก็ยิ่งน่าสะพรึงกลัว
กลุ่มเมฆเบื้องบนเจิดจ้ายิ่งขึ้นตลอดเวลา ประจุสายฟ้าชั้นแล้วชั้นเล่ากระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น ดุจดั่งกำลังรวมตัวขึ้นเป็นบึงสายฟ้าแห่งหนึ่งเหนือยอดเขาเทียนเจวี๋ยเฟิง สีหน้าจ้านอู๋มิ่งแปรเปลี่ยนแล้ว กู่เสียงยาวคราหนึ่งพร้อมเสียงมังกรคำราม ในมือเพิ่มดาบรูปร่างแปลกพิสดารขึ้นเล่มหนึ่ง…ดาบกระหายชีวิต ที่ขึ้นแท่นอันดับสองในอาวุธหฤโหดของใต้หล้า ในที่สุดเขาก็นำอาวุธที่กรำศึกร่วมกับตนมาตลอดครึ่งค่อนชีวิตออกมาแล้ว ดวงตาห้าวหาญของจ้านอู๋มิ่งเปล่งประกายสำนึกการฆ่าฟันออกมาสายหนึ่ง
ที่เทียบเคียงกับยอดเขาเทียนเจวี๋ยเฟิงคือเขาเทียนชิงเฟิง เหมือนดั่งข้าราชบริพารคุกเข่าอยู่ด้านล่างยอดเขาเทียนเจวี๋ยเฟิง บนเขาเทียนชิงเฟิงมีเงาร่างโชกเลือดหลายร่าง กำลังปกป้องคนชราผู้อ่อนแอสิบกว่าคน มุ่งหน้าใกล้เข้ามาทางยอดเขาเทียนเจวี๋ยเฟิง คนสวมชุดดำร่วมร้อยคุกคามตามมาติดๆ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตลอดทาง เฉกเช่นเข่นฆ่าสุกร สังหารสุนัข มิสนใจไยดีว่าอีกฝ่ายล้วนเป็นคนชราผู้อ่อนแอ
ระยะห่างไม่เป็นอุปสรรคต่อสายตาของจ้านอู๋มิ่ง จ้านอู๋มิ่งบันดาลโทสะแล้ว ถึงแม้จะห่างกันหลายสิบลี้ แต่เขากลับมองเห็นอย่างชัดเจนว่ากลุ่มคนที่กำลังถูกไล่ล่าสังหารเหล่านั้นคือบรรดาญาติสนิท สมาชิกคนในครอบครัวแห่งวังอสนีบาตสวรรค์ของเขา
นี่มันเรื่องราวใดกันแน่? จ้านอู๋มิ่งไม่อยากจะเชื่อ ถึงกับมีคนที่สามารถทำลายค่ายกลพิสดารที่คอยปกป้องรักษาที่เขาเป็นผู้ก่อตั้ง บุกรุกเข้าสู่วังอสนีบาตสวรรค์ของเขา ก่อนจะมาผ่านทัณฑ์สายฟ้า เขาได้เตรียมการทุกอย่างเสร็จสรรพแต่แรกแล้ว ผู้คนทั้งบนล่างในวังอสนีบาตสวรรค์ล้วนสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ยอดฝีมือคลาคล่ำ ถึงแม้ตนจะเป็นผู้ลงมือเองก็ไม่สามารถบุกเข้าไปทำลายลงได้ในช่วงเวลาสั้นๆ
วังอสนีบาตสวรรค์ของจักรพรรดิอสนีบาตจิตเยือกแข็งเป็นเขตต้องห้ามของยุทธภพตลอดมา มิมีผู้ใดกล้าตอแย แต่ทว่าบัดนี้…
ทัณฑ์สายฟ้าชั้นที่แปดกระหน่ำลง ประจุสายฟ้ามหาศาลดุจดั่งน้ำตกสายฟ้าไร้ที่สิ้นสุดสาดกระหน่ำเทลงมาจากกลางนภากาศ จ้านอู๋มิ่งเหมือนดั่งมังกรที่อยู่ท่ามกลางตาน้ำฝน สายฟ้าคะนอง ดาบกระหายชีวิตในมือรับรู้ถึงสำนึกฆ่าฟันและเพลิงโทสะในใจผู้เป็นนาย แปรเปลี่ยนเป็นกระแสธารเยือกเย็นสายหนึ่ง…แต่ทว่าใจของจ้านอู๋มิ่งกลับสั่นสะท้านขึ้นมาแล้ว พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดจากการสังหารหมู่บนเขาเทียนชิงเฟิง……
“ตูม…” ประกายสายฟ้าสายหนึ่งถูกดาบกระหายชีวิตชักนำยิงไปทางเขาเทียนชิงเฟิง ประกายสายฟ้ากระจายทั่วทิศ ยิงใส่กลุ่มคนที่เข้าล้อมสังหารเหล่านั้น ลำแสงสายฟ้าระเบิดออกท่ามกลางกลุ่มคน แต่ทว่าเสียงร้องโหยหวนกลับไม่อาจหยุดยั้ง พวกมันเข่นฆ่าสตรีและเด็ก ตลอดจนคนชราผู้อ่อนแอ
ภายในจิตใจจ้านอู๋มิ่งบังเกิดความเศร้าหมอง สำนึกฆ่าฟันและเพลิงโทสะมากมายไร้สิ้นสุดก็มิอาจกลบฝังความเศร้าหมองภายในจิตใจได้! แต่จ้านอู๋มิ่งกลับไม่ได้สูญเสียสติสัมปชัญญะ
เขาทราบว่านี่คือแผนการร้ายที่สมคบคิดครั้งใหญ่ คนชุดดำกลุ่มนี้คือหน่วยกล้าตายที่ยอมสละชีพ เทือกเขาเทียนเจวี๋ยเฟิงห่างไกลวังอสนีบาตสวรรค์นับพันลี้ ถ้าหากคนพวกนี้ต้องการสังหารสตรีและเด็กของวังอสนีบาตสวรรค์ คงฆ่าตายหมดสิ้นแต่แรกแล้ว ฝ่ายตรงข้ามไล่ล่าสตรีและเด็กมาถึงที่นี่ ก็เพราะต้องการใช้การสังหารหมู่มาทำลายสมาธิการผ่านทัณฑ์สายฟ้าของเขา
ทำลายพิธีการผ่านทัณฑ์สายฟ้าของผู้ฝึกฌานจักรพรรดิสงครามศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดอย่างเปิดเผย มาแล้วมิคิดหวนคืนกลับ นอกจากเดนตายที่ยอมพลีชีพแล้วยังจะเป็นผู้ใดได้อีก!
คนที่อยู่เบื้องหลังช่างอันตรายร้ายกาจยิ่งนัก คำนวณทุกอย่างเรียบร้อยตั้งแต่แรกแล้ว ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการผ่านทัณฑ์สายฟ้าสำหรับจ้านอู๋มิ่ง เขาไม่สามารถลงมือช่วยเหลือได้จริงๆ ทันทีที่ลงมือ ทัณฑ์สายฟ้าจะทำลายสรรพชีวิตในรัศมีโดยรอบตัวเขาหมดสิ้นพร้อมกัน ถึงแม้เขาจะสามารถฆ่าพวกเดนตายเหล่านั้นหมดสิ้นอย่างง่ายดาย แต่สตรีและเด็กเหล่านั้นก็จะถูกร่วมกลบฝังไปด้วย
จ้านอู๋มิ่งจะต้องแบกรับบาปหนา สังหารญาติสนิทด้วยน้ำมือตนเอง แต่หากไม่ลงมือก็จะต้องประจักษ์แก่สายตา มองดูญาติสนิทของตัวเองถูกสังหารตรงหน้า ตนเองมีวิทยายุทธ์สูงส่งในใต้หล้า ไร้ผู้ทัดเทียมแล้วมีประโยชน์อันใด สภาพจิตใจเขาสับสนปั่นป่วนแล้ว ท่ามกลางทัณฑ์สายฟ้าที่เหลือ เขาจะต้องสิ้นชีวิตลงด้วยจิตมาร จะฆ่าญาติสนิทด้วยน้ำมือตัวเองหรือมองดูอยู่ข้างๆ เห็นญาติสนิทถูกผู้อื่นสังหารสิ้นชีวิต? วังอสนีบาตสวรรค์ถูกบุกรุกทำลายลงเช่นไร? มีกลุ่มพลังอำนาจเช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างไร?
“อ๊าก…” จ้านอู๋มิ่งกู่ร้องอย่างสิ้นหวังยาวนานขึ้นคราหนึ่ง หากชะตาชีวิตจะต้องโหดร้ายเช่นนี้ หากกลายเป็นอสูรแล้วจะเป็นอย่างไรเล่า?
“โจรฟ้าเฒ่า…จิตใจข้าไม่ยินยอมและไม่เชื่อในชะตาชีวิต!” จ้านอู๋มิ่งลมหายใจวุ่นวายสับสน ยามนี้จิตมารของเขาก่อกำเนิดแล้ว “ในเมื่อล้วนต้องตายอยู่แล้ว เช่นนั้นก็จงดับสูญไปพร้อมกันเถิด!” พร้อมกับวาจา จ้านอู๋มิ่งย่างเท้าเบาๆ ก้าวหนึ่ง มาถึงเขาเทียนชิงเฟิงท่ามกลางประกายสายฟ้าที่หนาแน่นราวห่าฝน
เพลิงสายฟ้ามหาศาลไร้สิ้นสุดครอบคลุมเขาเทียนชิงเฟิงไว้กลางรัศมีพันวาในชั่วพริบตา
“อ๊าก…” เสียงร้องโหยหวนอย่างสิ้นหวังพรากชีวิตทั้งมวลจนดับสูญหมดสิ้น ยกเว้นจ้านอู๋มิ่ง
ภายในใจจ้านอู๋มิ่งร้อนรุ่มด้วยเจตนาสังหารที่ไร้สิ้นสุดและเพลิงโทสะที่ไม่หมดสิ้น แหงนหน้าขึ้นกู่ร้องคำรามต่อฟ้า ความเศร้าโศกถ่ายทอดไปไกลนับพันลี้ “หากข้าไม่ตาย ต่อให้ต้องสังหารไปทั่วหล้า ข้าก็ต้องตามเข่นฆ่าพวกเจ้าจนหมดสิ้น!”
ตลอดแนวเทือกเขาเทียนเจวี๋ยเฟิง สัตว์ดุร้ายหมอบนิ่งดุจจำศีล กลิ่นอายจากเคราะห์กรรมแห่งชะตาชีวิตกับมหันตภัยคุกคามที่เกิดจากทัณฑ์สายฟ้า ทำให้พวกมันพากันหมอบซุ่มซ่อนตัวและสกัดกั้นลมหายใจ
ก้าวย่างกลางนภากาศ จ้านอู๋มิ่งนำพาประจุอสนีเต็มท้องฟ้ามุ่งหน้าไปตามแนวเทือกเขาเทียนเจวี๋ยเฟิง นั่นคือทิศทางของวังอสนีบาตสวรรค์ ถึงแม้ต้องดับสูญท่ามกลางทัณฑ์สายฟ้า ก็ต้องให้ศัตรูทั้งหมดร่วมกลบฝัง
วังอสนีบาตสวรรค์ ทะเลเพลิงลุกลามไปทั่ว กำแพงพังทลาย บ้านช่องพังพินาศ เหมือนถูกหินจากฟ้าถล่มใส่ ทุกแห่งหนล้วนเป็นรอยเลือดและชิ้นส่วนอวัยวะ ไร้ผู้รอดชีวิต…หางตาจ้านอู๋มิ่งเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา ทัณฑ์สายฟ้าชั้นที่แปดทำให้ร่างกายเขาบาดเจ็บแล้ว แต่ทว่าเปรียบเทียบกับความเศร้าโศกปวดร้าวภายในใจ อาการบาดเจ็บทางกายนับเป็นอะไรได้ ประกายแสงทัณฑ์สายฟ้าระลอกที่แปดจางลง แต่เมฆสายฟ้าคะนองบนท้องฟ้าหนาแน่นยิ่งขึ้น ถึงแม้ทัณฑ์สายฟ้าชั้นที่แปดจางหาย แต่ทัณฑ์สายฟ้าชั้นที่เก้าจะน่าสะพรึงกลัวมากยิ่งขึ้น
ยามนี้ จ้านอู๋มิ่งไม่แน่ใจว่าจะผ่านทัณฑ์สายฟ้าโดยสวัสดิภาพ เนื่องจากจิตสมาธิเขาไม่สมบูรณ์พร้อม แม้ว่าฝึกฌานจนจิตสมาธิแข็งแกร่ง ไร้ผู้ทัดเทียมแล้วจะเป็นอย่างไร? แม้ว่าจะทลายนภากาศจนมีอายุยั่งยืนเสมอฟ้าดินแล้วจะเป็นอย่างไร? ตนคิดว่าผ่านทัณฑ์มหาภัยพิบัติฟ้าดินแล้วก็จะสามารถควบคุมชะตาชีวิต กลับมิเคยคิดว่าภัยพิบัติของชะตาชีวิต นำมามิเพียงแต่ทัณฑ์สายฟ้าเท่านั้น ยังมีภัยจากน้ำมือมนุษย์ซึ่งน่ากลัวมากยิ่งกว่า…
“โม่เทียนจี…หรือว่าจะเป็นจริงอย่างที่เจ้าพูดไว้ ดวงชะตาข้า จ้านอู๋มิ่งคือดาววิบัติฟ้าเจ็ดพิฆาต กำหนดแน่นอนแล้วมิอาจฝืน?”
หุบเขาเกล็ดหิมะแห่งวังอสนีบาตสวรรค์ ที่พักอาศัยของหลินซีรั่ว หญิงสาวที่จ้านอู๋มิ่งรักที่สุดในชีวิตนี้
จ้านอู๋มิ่งก้าวช้าๆ มาถึงนอกหุบเขาเกล็ดหิมะ ยามนี้ทั่วร่างเขาเต็มไปด้วยโลหิต สองตาเป็นสีแดงเลือด ใครๆ ล้วนสัมผัสได้ถึงความไม่มั่นคงในลมหายใจของจ้านอู๋มิ่ง ภายใต้การปกคลุมของเมฆสายฟ้าคะนอง ร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้ว
จากห้าร้อยนักยุทธ์เดนตายของวังอสนีบาตสวรรค์เหลือเพียงแปดสิบเก้าคนที่มาต้อนรับจ้านอู๋มิ่ง เป็นผู้อาวุโสคนที่สองของวังอสนีบาตสวรรค์ นามฉิงชวน ฉายาซู่โส่วตู๋ซิน (มือขาวนุ่มใจพิษ) นางติดตามจ้านอู๋มิ่งมาเกือบร้อยปีแล้ว นอกจากหลินซีรั่ว นายหญิงของวังอสนีบาตสวรรค์แล้ว นางคือคนที่สำคัญที่สุด จ้านอู๋มิ่งดูแลนางดุจดั่งน้องสาวก็มิปานตลอดมา เวลานี้ฉิงชวนก็เปรอะเปื้อนโลหิตเต็มตัวเช่นกัน ดวงตาเปี่ยมความโกรธแค้นและเศร้าโศกเสียใจ พอเห็นจ้านอู๋มิ่ง นางแทบหลั่งน้ำตา
“พี่ใหญ่…” ฉิงชวนอยากจะพูดแต่หยุดไว้ นางดูออกว่าสภาพการณ์ของจ้านอู๋มิ่งไม่ค่อยมั่นคงนัก
จ้านอู๋มิ่งยิ้มขึ้นอย่างเต็มฝืนคราหนึ่ง ยื่นมือขึ้นคล้ายลูบศีรษะเด็กก็มิปาน ช่วยจัดเส้นผมให้ฉิงชวนเล็กน้อย หายใจเข้าลึกๆ คราหนึ่งกล่าวว่า “ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม ข้าล้วนต้องใช้โลหิตของมัน เอาชีวิตของมันมาชดใช้ เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่?”
“เป็นพี่รอง เขา…” ฉิงชวนสีหน้าเศร้าโศกและโกรธเคือง
“เจ้าสอง…” เจตนาสังหารในดวงตาจ้านอู๋มิ่งพลุ่งพล่าน ตอนที่อยู่บนยอดเขาเทียนเจวี๋ยเฟิง เขาก็ทราบแล้ว เรื่องราวมิได้รวบรัดง่ายดายเช่นนี้ หากไม่มีคนในของวังอสนีบาตสวรรค์คอยเป็นไส้ศึก ด้วยกองกำลังของวังอสนีบาตสวรรค์ ถึงแม้กองกำลังทั่วหล้าก็มิสามารถทำลายแนวค่ายกลป้องกันของวังอสนีบาตสวรรค์สำเร็จภายในวันสองวัน แต่เขามิเคยคาดคิดว่าคนทรยศจะเป็นจี้เว่ยหราน ผู้อาวุโสใหญ่ของวังอสนีบาตสวรรค์ ในวังอสนีบาตสวรรค์ นอกจากจ้านอู๋มิ่งแล้ว เขาคือคนที่มีอำนาจมากที่สุด
ท่ามกลางเสียงหัวเราะขมขื่นของจ้านอู๋มิ่ง สิ่งที่มากมายยิ่งกว่าก็คือความโศกเศร้าโกรธเคือง พี่น้องที่ติดตามตนมานานกว่าร้อยปีกลับกลายเป็นตัวการนำเภทภัยทรยศมาสู่ครอบครัวของเขา
ฉิงชวนเงยหน้ามองสีหน้าซีดขาวของจ้านอู๋มิ่ง พูดด้วยความห่วงใยว่า “พี่ใหญ่ ท่านสะกดข่มพลังการบ่มเพาะเช่นนี้ หลีกเลี่ยงทัณฑ์จากฟ้าคงมิเป็นไรกระมัง? ท่านสามารถผ่านทัณฑ์สายฟ้าสำเร็จหรือไม่?”
จ้านอู๋มิ่งหัวเราะขมขื่นพลางส่ายหน้าพูดเสียงทุ้มต่ำว่า “ข้ามิเป็นไร ข้าใช้เคล็ดวิชาแยกวิญญาณ แยกวิญญาณจากมา มิเพียงสามารถสะกดข่มพลังบ่มเพาะปิดบังฟ้าตรวจสอบ ยังสามารถหลีกเลี่ยงรับทัณฑ์สายฟ้าชั้นที่เก้าช้าลงชั่วคราว บัดนี้ความสมบูรณ์ของขอบเขตจิตสมาธิข้าเสียหาย ไม่อาจผ่านทัณฑ์สายฟ้าโดยสวัสดิภาพ ดังนั้นวันเวลาของข้าจึงมีไม่มากแล้ว แต่ว่าน้องสาว เจ้าวางใจเถอะ เวลาที่เหลือของข้าเพียงพอที่จะทำให้ทุกคนที่แปดเปื้อนโลหิตของวังอสนีบาตสวรรค์ต้องจ่ายค่าตอบแทน!”
“อา!” ฉิงชวนจิตใจหนักอึ้ง นางทราบว่าเคล็ดวิชาแยกวิญญาณหมายความถึงสิ่งใด มิเพียงพลังบ่มเพาะถูกสะกดข่มไว้ ยังทำให้พลังปราณและแก่นโลหิตจิตวิญญาณบาดเจ็บ หากมิมีการฝึกฌานรักษาสักครึ่งปีถึงหนึ่งปี สถานเบาพลังบ่มเพาะมิอาจฟื้นกลับคืนมาตลอดกาล สถานหนักคือถูกธาตุไฟเข้าแทรก เคล็ดวิชานี้อย่างมากสามารถปิดบังการตรวจสอบของฟ้าได้สิบวัน หากหลังสิบวัน วิญญาณยังไม่รวมตัวกันก็จะสลายไปเองและสูญเสียวิญญาณจนสิ้นชีวิต หลังสิบวัน หากวิญญาณรวมตัวกันใหม่ ทัณฑ์สายฟ้าชั้นที่เก้าจะต้องฟาดกระหน่ำลงมาอีกครั้ง เวลานั้นทัณฑ์สายฟ้าชั้นที่เก้าที่ได้กักเก็บสะสมมานานถึงสิบวัน จะต้องรุนแรงร้ายกาจกว่าทัณฑ์สายฟ้ายามปกติมากมายนัก ฉิงชวนทราบว่าจ้านอู๋มิ่งครั้งนี้ต้องเสียชีวิตแน่นอน
“ซีรั่วเป็นอย่างไรแล้ว?” จ้านอู๋มิ่งสีหน้าแปรเปลี่ยน เขามิเห็นหลินซีรั่วมาพบเขา นี่ดูมิสมเหตุสมผลเสียเลย
ฉิงชวนสีหน้าหม่นหมองลง พูดอย่างอ่อนใจว่า “พี่ใหญ่อย่าเพิ่งร้อนใจไป พี่สะใภ้ถูกแพร่พิษประหลาดชนิดหนึ่ง แต่ว่ามิมีอันตรายถึงชีวิตชั่วคราว”
“ถูกแพร่พิษ พิษชนิดนั้นแม้แต่เจ้าก็มิรู้จักหรือ?” จ้านอู๋มิ่งถามโพล่งขึ้นมา ฉิงชวนถูกขนานนามมือขาวนุ่มใจพิษ มิเพียงเนื่องจากวิชาแพทย์สูงส่งไร้ผู้ทัดเทียม อีกทั้งเพราะฝีมือการใช้พิษก็ไร้ผู้ต่อกร ทั่วหล้าแทบมิมีผู้ใดใช้พิษได้เหนือกว่าฉิงชวนอีกแล้ว ขนาดนางยังกล่าวว่าเป็นพิษประหลาด จะไม่ให้เขาตื่นตระหนกได้อย่างไร
“ข้าตรวจสอบพิษนั้นเที่ยวหนึ่งแล้ว พบว่ามีกลิ่นอายเทพอยู่ในพิษนั้น วิธีการปกติจึงกำจัดพิษออกไม่ได้…” ฉิงชวนพูดอย่างละอายใจ
“พิษศพเทพ!” จ้านอู๋มิ่งพูดโพล่งออกมา
“พิษศพเทพ? นั่นคือพิษอะไร?” ฉิงชวนถามอย่างตกใจ
“พิษชนิดนี้เคยปรากฏขึ้นในสุสานทวยเทพเท่านั้น ศพเทพเน่าเปื่อยภายใต้สภาวะพิเศษ ก่อเกิดเป็นพิษชนิดหนึ่ง ปรากฏว่าเป็นเขาจริงๆ!”
จ้านอู๋มิ่งเหมือนกับภูเขาไฟที่ใกล้จะระเบิดขึ้นมาลูกหนึ่ง สำนึกการฆ่าฟันและความโกรธเคืองสุดจะเปรียบนั้น ทำให้นางรู้สึกหนาวเหน็บเย็นวาบไปทั้งตัว ผู้คนในหุบเขาเกล็ดหิมะล้วนถูกกดดันจนหายใจไม่ออก
“พี่รองหรือ?” ฉิงชวนถาม
จ้านอู๋มิ่งพยักหน้าอย่างอ่อนแรง ยามนี้เขารู้สึกสำนึกเสียใจยิ่งนักที่วันนั้นพาจี้เว่ยหรานเข้าไปยังสุสานทวยเทพ จ้านอู๋มิ่งพูดพลางย่างเท้าออกก้าวหนึ่งก็มาอยู่ภายในหุบเขาเกล็ดหิมะ ค่ายกลต่างๆ นอกหุบเขาล้วนถูกมองข้าม มวลอากาศและกาลเวลาภายใต้ฝีเท้าจ้านอู๋มิ่งคล้ายดั่งเกิดความแปรปรวน ฉิงชวนรู้สึกตกใจ หลายปีเกินไปแล้วที่มิได้เห็นจ้านอู๋มิ่งลงมือ การฝึกฌานบ่มเพาะพลังของจ้านอู๋มิ่งอยู่เหนือกว่าจินตนาการของนางเนิ่นนานแล้ว ยามนี้ฉิงชวนกระทำเรื่องหนึ่งออกมาซึ่งทำให้ทุกคนล้วนรู้สึกตกใจเป็นอย่างยิ่ง
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
ศึกของพี่น้อง
ชั่วขณะที่จ้านอู๋มิ่งเข้าสู่หุบเขาเกล็ดหิมะ ฉิงชวนก็ทะยานร่างออกไปนอกวังอสนีบาตสวรรค์ทันที พริบตาเดียวก็ไม่เห็นแล้วแม้แต่เงา ทุกคนยังมิทันได้ตั้งสติคืนมา ทันใดนั้นเงาร่างสายหนึ่งก็ทะลุผ่านอากาศ ครู่ต่อมาจ้านอู๋มิ่งปรากฏตัวอีกครั้งนอกหุบเขาเกล็ดหิมะ ฉิงชวนที่เพิ่งทะยานออกไปข้างนอกอยู่ในเงื้อมมือของเขา สีหน้าท่าทางดื้อรั้นและสิ้นหวัง
สีหน้าจ้านอู๋มิ่งเรียบเฉยไร้อารมณ์ใดๆ เดินเข้าไปในหุบเขาเกล็ดหิมะอย่างเงียบงันยิ่งนัก ในใจมีเพียงความโศกเศร้าหม่นหมองไร้สิ้นสุด
ข้างเตียงหลินซีรั่ว สาวใช้หลายคนมีสีหน้าเศร้าสร้อย ฉิงชวนถูกโยนลงเบื้องหน้าเตียงหลินซีรั่ว จ้านอู๋มิ่งยกมือขึ้น เค้นของเหลวสีน้ำตาลเข้มหยดหนึ่งออกจากปลายนิ้ว หยดลงบนพื้นที่เป็นหยกเย็น พริบตาเดียวพื้นก็ละลายเป็นหลุมเล็กๆ ลึกครึ่งฟุตหลุมหนึ่ง
“ดูแล้วคนที่ปรุงพิษศพเทพออกมาคือเจ้าเอง ข้าก็รู้สึกประหลาดใจอยู่แล้ว เจ้าสองถึงแม้พรสวรรค์ไร้ผู้ทัดเทียม แต่เขากลับไม่ถนัดเรื่องยาพิษ ไหนเลยจะสามารถปรุงยาพิษศพเทพออกมา อีกทั้งแพร่พิษใส่ซีรั่วได้ นอกจากนี้ปกติเจ้าสองเข้าใกล้หุบเขาเกล็ดหิมะน้อยอย่างยิ่ง เพียงแต่ข้ามิเข้าใจ เพราะเหตุใดกันแน่ เหตุใดเจ้าต้องทำเช่นนี้? ปกติพี่ใหญ่ไม่ดีต่อพวกเจ้าที่ใดบ้าง?” จ้านอู๋มิ่งมองฉิงชวนบนพื้นอย่างปวดร้าวเศร้าใจ เขานึกหาเหตุผลที่ฉิงชวนทรยศเขาไม่ออกเลยจริงๆ หากพูดว่าจี้เว่ยหรานทรยศเขาเพราะ “คัมภีร์เทพอนัตตา” ถ้าเช่นนั้นฉิงชวนล่ะ? แสดงว่าจี้เว่ยหรานเป็นผู้นำพิษศพเทพออกมาจากสุสานทวยเทพนั่นเอง
ฉิงชวนแสดงออกซึ่งความละอายใจเล็กน้อย กัดฟันพูดว่า “เพราะพี่รองต้องการ “คัมภีร์เทพอนัตตา” ข้ารักพี่รอง…ถ้าจะโทษก็ได้แต่โทษพี่ใหญ่ที่ท่านเห็นแก่ตัวเกินไป “คัมภีร์เทพอนัตตา” ท่านและพี่รองได้มาพร้อมกัน ทว่าแม้แต่ดูก็มิให้พี่รองดู…”
“พวกเจ้าไม่คู่ควรเรียกข้าพี่ใหญ่!” จ้านอู๋มิ่งสูดหายใจลึกๆ คำหนึ่ง เขาไม่คิดว่า “คัมภีร์เทพอนัตตา” เล่มเดียว กลับทำให้คนที่ตนมองเป็นน้องชายและน้องสาวแท้ๆ สองคนทรยศตนเอง
“ยาถอนพิษอยู่ที่ใด?”
“ในมือข้าไม่มียาถอนพิษ ยาถอนพิษมีเพียงพี่รองเท่านั้นที่มี” ฉิงชวนพูดอย่างโกรธเคือง
“เจ้าสองอยู่ที่ใด?” จ้านอู๋มิ่งเมื่อครู่ตอนที่จับตัวฉิงชวนไว้ เขาแผ่จิตวิญญาณตรวจสอบแหวนจักรวาล[1] ของฉิงชวนแล้ว ทราบว่านางมิได้โป้ปด เขาเคยไปที่สุสานทวยเทพ มีความตระหนักรู้ที่แม่นยำต่อพิษศพเทพ มิฉะนั้นเขาก็มิอาจทราบว่าฉิงชวนแพร่พิษใส่ตน
ถึงแม้การฝึกฌานบ่มเพาะพลังของเขาถูกสะกดข่มไว้ ทั้งยังบาดเจ็บถึงปราณต้นกำเนิด เพราะใช้เคล็ดวิชาแบ่งแยกวิญญาณ แต่เขาเชื่อมั่นว่าในใต้หล้ายามนี้คนที่สามารถชนะเขาได้มีไม่มาก แต่ว่าพิษศพเทพเป็นพิษที่ร้ายกาจรุนแรงอย่างยิ่งชนิดหนึ่ง เหนือกว่าพลังใดๆ ในโลก พิษนี้มีจิตวิญญาณของมันเองแล้ว ถึงแม้พิษส่วนใหญ่ถูกตนรีดเค้นออกและสกัดควบคุมพิษตกค้างไว้แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถขจัดให้หมดสิ้นชั่วคราว
“เขาอยู่ในป่าม่านหมอก หากเจ้าคิดช่วยหลินซีรั่ว ก็จงนำ "คัมภีร์เทพอนัตตา" ไปหาเขาที่ป่าม่านหมอก”
“เห็นแก่พวกเราเป็นพี่น้องกันมาก่อน ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า…” ในใจของจ้านอู๋มิ่งเต็มไปด้วยความขมขื่นและความโกรธเคือง ขณะที่เขาทำให้ญาติสนิทสลายกลายเป็นขี้เถ้าอย่างอับจนปัญญาบนเขาเทียนชิงเฟิง เขามีแต่ความเคียดแค้นชิงชัง แต่เมื่อเขาทราบว่าทุกอย่างล้วนเป็นฝีมือของคนที่ตนเองเห็นเป็นพี่น้องดุจแขนขาตลอดมา เขากลับมีแต่ความโศกเศร้าและโกรธเคือง
“ป่าม่านหมอก” จ้านอู๋มิ่งโบกมือคราหนึ่ง ฉิงชวนส่งเสียงร้องน่าอนาถออกมาคราหนึ่ง พลันผิวกายเหี่ยวย่นเหมือนเปลือกส้มตากแห้ง ร่างกายแก่ชราลงอย่างรวดเร็ว จ้านอู๋มิ่งขจัดทักษะฌานการบ่มเพาะของนางจนหมดสิ้น นางจึงมิสามารถคงสภาพรูปโฉมของตนเองได้อีกต่อไป ท่ามกลางเสียงร้องอเนจอนาถ นางแปรเปลี่ยนเป็นหญิงชราเงอะงะงกๆ เงิ่นๆ ไปทันที
จ้านอู๋มิ่งเอื้อมมืออุ้มหลินซีรั่วที่อยู่บนเตียงขึ้นและหายลับไปจากหุบเขาเกล็ดหิมะ…
ป่าม่านหมอกอยู่ห่างจากวังอสนีบาตสวรรค์หลายหมื่นลี้ เป็นหนึ่งในแดนต้องห้ามของแคว้นนี้ อาณาเขตป่าม่านหมอกกว้างใหญ่ไพศาลรัศมีหลายหมื่นลี้ แต่จ้านอู๋มิ่งรู้ว่าจี้เว่ยหรานอยู่ที่ใด นี่คือความลับของเขา จี้เว่ยหรานและฉิงชวนสามคน
จ้านอู๋มิ่งมิได้เดินทางไปป่าม่านหมอกโดยตรงทันที เขาตรองสภาพตนเองมิแน่ว่าจะสามารถมีชีวิตรอดออกมาจากป่าม่านหมอก ต่อให้สามารถรอดชีวิตออกมา สิบวันให้หลังเขาก็ไม่สามารถผ่านทัณฑ์สายฟ้าชั้นที่เก้าโดยสวัสดิภาพ ดังนั้นระหว่างเร่งเดินทางไปป่าม่านหมอก จ้านอู๋มิ่งเริ่มต้นการลงมือสังหารอย่างโหดเหี้ยมทารุณ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วแคว้นเทียนเฉิง ระยะเวลาเจ็ดวัน รวมทั้งสิ้นหนึ่งร้อยสามสิบกว่าสำนักกลายเป็นซากปรักหักพัง เกือบสองหมื่นชีวิตดับสูญภายใต้ดาบสังหารของจ้านอู๋มิ่ง…ใต้หล้าไร้ผู้ที่สามารถทัดทาน พลังฝีมือสูงล้ำแสนอำมหิตสุดอหังการของจ้านอู๋มิ่ง ทำให้ยามนี้หลายๆ คนเริ่มสำนึกเสียใจแล้ว สำนึกเสียใจว่าตนมิควรเชื่อคำพูดยุยง เข้าร่วมบุกโจมตีวังอสนีบาตสวรรค์
แน่นอนว่าแต่ละสำนักใหญ่ก็มิได้นิ่งเฉย โต้ตอบกลับเช่นกัน จ้านอู๋มิ่งบาดเจ็บอยู่แล้วต้องบาดเจ็บเพิ่มขึ้น จ้านอู๋มิ่งใช้เวลาร่วมเจ็ดวันเต็มๆ จึงเดินทางมาถึงป่าม่านหมอก ผู้คนทั่วทั้งแคว้นล้วนทราบว่า จ้านอู๋มิ่งบ้าคลั่งแล้ว! คนบ้าคลั่งผู้หนึ่งไม่น่ากลัว แต่คนบ้าคลั่งพลังยุทธ์สูงส่งล้ำเลิศผู้หนึ่งจึงน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง!
“อู๋มิ่ง มิต้องสิ้นเปลืองพลังปราณเพราะข้าอีกแล้ว…” หลินซีรั่วบางครั้งหลับ บางคราตื่น แต่นางกระจ่างแจ้งแก่ใจ หลายวันมานี้จ้านอู๋มิ่งใช้พลังปราณสะกดข่มพิษในร่างนางไว้มิให้กำเริบ มิฉะนั้นนางต้องสิ้นชีวิตไปเนิ่นนานแล้ว การกระทำเช่นนี้สิ้นเปลืองพลังปราณอย่างยิ่ง ได้แต่ทำให้จ้านอู๋มิ่งอ่อนแอยิ่งกว่าเดิม กว่าจะเดินทางถึงป่าม่านหมอก จ้านอู๋มิ่งก็เหมือนลูกธนูที่ยิงจนสุดแรงล้าแล้ว
จี้เว่ยหรานปรากฏตัวขึ้นแล้ว
จี้เว่ยหรานเฝ้าสังเกตการณ์จ้านอู๋มิ่งตลอดมา ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา หลายปีนี้ ในฐานะบุคคลอันดับสองของวังอสนีบาตสวรรค์ เขามิเคยยินยอมพร้อมใจที่จ้านอู๋มิ่งดำรงอยู่เหนือตนมาก่อน
ด้วยเหตุนี้ตลอดหลายปี เขาจึงลอบสร้างกองกำลังส่วนตัวขึ้นอย่างลับๆ มิมีผู้ใดทราบความน่ากลัวของจ้านอู๋มิ่งไปกว่าเขาอีกแล้ว ดังนั้นหลังจากวังอสนีบาตสวรรค์เกิดเรื่อง เขาจึงไม่อยู่บัญชาการในที่เกิดเหตุและมาอยู่ในป่าม่านหมอก ปล่อยให้ฉิงชวนที่หลงรักตนเองอย่างลึกซึ้งไปเสี่ยงอันตรายแทน สำหรับเขาแล้ว ในใต้หล้านี้ไม่มีผู้ใดที่ทรยศมิได้ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง ผองเพื่อนหรือว่าคนรัก สิ่งสำคัญที่สุดคือการยกระดับพลังยุทธ์และอำนาจของตนเอง ควบคุมกำหนดชะตาชีวิตตนเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเห็นว่าจ้านอู๋มิ่งและตนเป็นบุคคลประเภทเดียวกัน เพียงแต่จ้านอู๋มิ่งสติปัญญาไหวพริบดีกว่า แต่ว่าเขากลับโหดเหี้ยมกว่าจ้านอู๋มิ่ง…มีเพียงคนที่โหดเหี้ยมที่สุดเท่านั้นจึงสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้
“พี่ใหญ่ ท่านมาช้าไปอยู่บ้าง” จี้เว่ยหรานเว้นระยะห่างกับจ้านอู๋มิ่ง ถึงแม้เป็นจ้านอู๋มิ่งที่พลังลดทอนลงดุจลูกธนูสุดแรงล้า เขาก็ยังมิกล้าผ่อนคลายความระแวดระวัง ระยะทางยาวไกลจากวังอสนีบาตสวรรค์มาถึงป่าม่านหมอก หลินซีรั่วไม่เสียชีวิตอย่างแน่นอน จ้านอู๋มิ่งจะต้องถ่ายทอดพลังปราณสะกดข่มพิษของนางอย่างต่อเนื่อง เมื่อเป็นเช่นนี้จะคอยกัดกร่อนบั่นทอนพลังปราณจ้านอู๋มิ่งตลอดเวลา ตอนนี้ผลลัพธ์ดียิ่งกว่าที่มันคาดคิดไว้ จ้านอู๋มิ่งกลับใช้ช่วงเวลาเจ็ดวันเต็มเข่นฆ่าสังหารไปทั่วหล้า ทำให้ตนเองที่บาดเจ็บอยู่แล้วได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้น
“นี่มิใช่ผลลัพธ์ที่เจ้าต้องการหรอกหรือ?” จ้านอู๋มิ่งมองจี้เว่ยหรานอย่างเย็นชา
“วาจากล่าวมากไปไร้ประโยชน์ วันนี้เป็นวันที่ข้าจะเรียกท่านว่าพี่ใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เชื่อว่าเพื่อชีวิตของพี่สะใภ้ ท่านจะต้องนำ "คัมภีร์เทพอนัตตา" มาด้วย” สีหน้าจี้เว่ยหรานไร้วี่แววละอายใจ กล่าวอย่างเฉยชา
“ยาถอนพิษศพเทพอยู่ที่ใด?” จ้านอู๋มิ่งหยิบหยกสวยงามแผ่นหนึ่งออกมาจากแหวนจักรวาล ประกายรัศมีเทพศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งไหลวนเวียนอยู่เหนือแผ่นหยก คล้ายดั่งต้องการทลายนภาออกไปก็มิปาน
ภายในดวงตาจี้เว่ยหรานปรากฏประกายละโมบขึ้นวูบหนึ่ง นี่ก็คือคัมภีร์วิเศษ สมบัติระดับเทพที่มันใฝ่ฝันต้องการตลอดมา ระดับสูงกว่าคัมภีร์เคล็ดวิชาลับทั้งหมดในโลกหล้านี้มากมายนัก ห่างไกลจนสุดกู่ มีเพียงสุสานทวยเทพเท่านั้นจึงจะมีการสืบทอด เขาหยิบขวดหยกออกมาใบหนึ่งพูดว่า “ข้าเชื่อว่าท่านคงไม่นำชีวิตของพี่สะใภ้มาล้อเล่น” พูดพลางโยนขวดยาให้
จ้านอู๋มิ่งก็โยนแผ่นหยกให้เช่นกัน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…” แผ่นหยกตกอยู่ในมือ จี้เว่ยหรานหัวเราะร่า แต่แล้ว…เสียงหัวเราะพลันหยุดลงกะทันหัน เนื่องจากบนแผ่นหยกมิมีสิ่งใดทั้งสิ้น
“กระดูกเทพ” จี้เว่ยหรานโกรธจัด สิ่งที่จ้านอู๋มิ่งโยนให้ไม่ใช่ "คัมภีร์เทพอนัตตา" แต่เป็นแผ่นกระดูกสร้างจากชิ้นส่วนกระดูกเทพที่ยังสมบูรณ์ของสุสานเหล่าทวยเทพ ถึงแม้สิ่งนี้เป็นของวิเศษที่หาได้ยากยิ่งนักเช่นกัน แต่ว่าสำหรับมันแล้วไร้ประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ยิ่งมิต้องนำมาเปรียบเทียบกับ "คัมภีร์เทพอนัตตา"
“มิผิด ข้ามาสายถึงเจ็ดวัน ไม่เพียงเพราะเข่นฆ่าสังหารพวกมันให้หมดสิ้นซากไปจากโลก อีกทั้งยังเป็นเพราะตระเตรียมสิ่งของชิ้นนี้ให้เจ้าด้วย” จ้านอู๋มิ่งตวาดเสียงทุ้มต่ำคำหนึ่ง “ระเบิด” ประกายสายฟ้าสายหนึ่งแผ่จากแผ่นกระดูก แผ่นกระดูกเทพในมือจี้เว่ยหรานระเบิดขึ้นทันทีจนกลายเป็นผุยผง พลังทำลายสุดแสนน่าสะพรึงกลัวชนิดหนึ่งแผ่กระจายออกจากแผ่นกระดูกทวยเทพ ผู้ที่โดนเข้าเต็มๆ คนแรกก็คือจี้เว่ยหราน
อานุภาพพลังทำลายจากกระดูกทวยเทพเหนือกว่าพลังใดๆ ทั้งมวล ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่กระดูกเทพชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง แต่ฤทธิ์เดชพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ปะทุขึ้น ทำให้มวลอากาศโดยรอบกระเพื่อมจนเกิดรอยร้าว นภากาศทั้งมวลเหมือนถูกตัดด้วยเส้นด้ายเล็กๆ มากมายนับมิถ้วน จี้เว่ยหรานในสภาพมิได้เตรียมตัวใดๆ ถูกแบ่งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับมิถ้วนด้วยแรงอัดของมวลอากาศที่แตกสลาย ส่วนหนึ่งหายไปในรอยแยกอากาศโดยตรง สูญสลายหายไปโดยสิ้นเชิง
“แปะ แปะ…”
“วิเศษ ยอดเยี่ยมจริงๆ…ถึงกับบรรจุแก่นปราณจิตวิญญาณไว้ภายในกระดูกเทพ ทั้งยังใช้แก่นปราณจิตวิญญาณเป็นชนวนจุดระเบิด พี่จ้านช่างโหดเหี้ยมมากจริงๆ” เสียงปรบมือเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างสบายๆ สีหน้าและแววตาจ้านอู๋มิ่งแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบยิ่งขึ้น ตั้งแต่แรกเขาก็ทราบว่าจี้เว่ยหรานไม่มีพลังคุกคามมากมายขนาดนี้ได้ แต่หลังจากเขาเห็นผู้ที่มาแล้ว สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นซีดขาวยิ่งขึ้น นี่คือบุคคลที่ต่อให้ตาย เขาก็คิดไม่ถึงเด็ดขาดผู้หนึ่ง!
“โม่เทียนจี!” จ้านอู๋มิ่งไอออกมาพร้อมโลหิตสดๆ คำหนึ่ง กระดูกทวยเทพต้องใช้แก่นปราณจิตวิญญาณคอยหล่อเลี้ยง จึงสามารถปลูกฝังแก่นปราณจิตวิญญาณเข้าไป เขาเข้าใจพลังยุทธ์ของจี้เว่ยหรานอย่างกระจ่างแจ้ง สภาพของตนในยามนี้มิสามารถต่อกรกับจี้เว่ยหราน วิธีการสังหารฝ่ายตรงข้ามที่ดีที่สุดคือใช้กระดูกเทพ เพียงแต่เขาคิดไม่ถึงว่าหลังจากกำจัดจี้เว่ยหรานแล้ว ยังปรากฏคู่ต่อสู้ขึ้นมาอีกหนึ่งคน ยิ่งคาดคิดมิถึงเด็ดขาดว่าคนที่มากลับเป็นโม่เทียนจี
หากจะพูดว่าภายในใต้หล้านี้ จ้านอู๋มิ่งยังมีสหายอยู่อีกผู้หนึ่ง สหายผู้นั้นจะต้องเป็นโม่เทียนจีอย่างแน่นอน แต่ทว่าเวลานี้ โม่เทียนจีมาที่นี่คงไม่ได้มาเพื่อช่วยเขาอย่างเด็ดขาด
“เพราะเหตุใด? เจ้าก็มาเพราะ "คัมภีร์เทพอนัตตา" เช่นกันหรือ? ทุกอย่างนี้ล้วนเป็นเจ้าที่คอยบงการอยู่เบื้องหลัง?” ในใจจ้านอู๋มิ่งมีแต่ความโศกเศร้า ถูกพี่น้องทรยศ โดนสหายหักหลัง นี่เป็นเจตนาของฟ้าหรือภัยพิบัติที่มนุษย์สร้างขึ้น?
“มิผิด ทุกอย่างนี้ล้วนเป็นข้าที่คอยบงการอยู่เบื้องหลัง ใต้หล้านอกจากข้าแล้ว ยังมีผู้ใดสามารถมองทะลุถึงความลับของฟ้าบ้าง รู้ถึงกระบวนการผ่านทัณฑ์สายฟ้าของเจ้า และยังจะมีผู้ใดอีกที่สามารถคำนวณความคิดเจ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มิมีผู้ใดทราบความทะเยอทะยานและพลังความสามารถของคนรอบตัวเจ้ากระจ่างไปกว่าข้า…แต่ว่าสิ่งที่ข้าต้องการหาใช่ "คัมภีร์เทพอนัตตา" อะไรนั่น คัมภีร์นั่นสำหรับข้าแล้วจะมีหรือไม่มีก็ได้” โม่เทียนจียังคงมีกิริยาสง่างาม ปลอดโปร่งและสบายใจเช่นเดิม พัดขนนกสะบัดไปมาเบาๆ ราวกับความลับของฟ้าทั้งหมดล้วนตกอยู่ในกำมือเขาจนหมดสิ้น
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าทำเพื่อสิ่งใดกันแน่?” จ้านอู๋มิ่งรู้สึกนอกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง โม่เทียนจีกระทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมายเช่นนี้ แต่กลับมิใช่เพื่อ "คัมภีร์เทพอนัตตา"
“ปีนั้นข้าเคยบอกว่าดวงชะตาเจ้าคือดาววิบัติฟ้าเจ็ดพิฆาต เจ้าเสาะแสวงหนทางควบคุมชะตาชีวิตของตัวเองมาชั่วชีวิต ฝึกฌานบำเพ็ญเพียรเพื่อชะตาชีวิตที่สมบูรณ์แบบและช่วงชิงชะตาฟ้าเสริมเติมเต็มให้ตนเองอีกทางหนึ่ง ข้าคำนวณทำนายความลับฟ้ามาตลอดชั่วชีวิต อีกทั้งยังฝึกปรือเคล็ดวิธีลวงความลับสวรรค์ แต่ก็ยังคงต้องเสริมเติมข้อบกพร่องอยู่ดี วิธีเดียวที่จะบรรลุความสมบูรณ์แบบก็คือเซ่นสังเวยสวรรค์ด้วยความสิ้นหวัง ความโกรธแค้นขุ่นเคืองของผู้มีดวงชะตาดาววิบัติฟ้าเจ็ดพิฆาต ระยะเวลาเจ็ดวันนี้ ดาบกระหายชีวิตได้กลืนกินชีวิตจิตวิญญาณแล้วมากมายนับมิถ้วน เสริมเติมเต็มพลังชีวิตของเจ้า แต่ก็ได้รวบรวมความโกรธแค้นขุ่นเคืองมากมายไร้ที่สิ้นสุดไว้ด้วยเช่นกัน ตัวเจ้าในเวลานี้ สามารถทำให้วิชาคำนวณชะตาชีวิตของข้าสมบูรณ์แบบพอดี”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…” จ้านอู๋มิ่งหัวเราะเสียงดังลั่นขึ้น เขาหัวเราะตลอดทั้งชีวิตนี้ของตนเอง ถึงแม้จะบรรลุเป็นบุคคลระดับสูงสุดในแคว้นนี้ เป็นราชันทรราชแห่งยุค แต่ว่ามีแค่บุคคลที่ตนรักดั่งดวงใจเพียงคนเดียวไม่แยกจากห่างหาย คนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสหายหรือพี่น้อง กลับล้วนแล้วแต่คิดจัดการเล่นงานตน ต่อให้ชีวิตนี้สามารถเอาชนะโชคชะตาลิขิตฟ้าแล้วอย่างไรล่ะ ก็ยังคงเป็นชีวิตที่ล้มเหลวเช่นเดิมอยู่ดี
จ้านอู๋มิ่งมองหลินซีรั่วในอ้อมกอดด้วยสายตาอ่อนโยนครั้งหนึ่ง ถามขึ้นด้วยความรักสุดซึ้งและทะนุถนอมว่า “ซีรั่ว เจ้ายินยอมที่จะตายพร้อมกับข้าหรือไม่?”
ใบหน้าซีดขาวของหลินซีรั่วแดงระเรื่อขึ้นอย่างหาได้ยาก นางแย้มยิ้มแล้วกล่าวว่า “ได้อยู่ร่วมกับเจ้า ถึงตายก็ไม่รู้สึกเสียใจ!”
“ประเสริฐ นี่จึงเป็นสตรีของข้า จ้านอู๋มิ่ง” พูดไปพลาง ขวดหยกในมือที่บรรจุยาถอนพิษศพเทพแตกสลายในพริบตา สลายกลายเป็นผุยผง
สายตาจ้านอู๋มิ่งกวาดมองผ่านโม่เทียนจีอย่างเย็นชา พลางแผ่รังสีการฆ่าฟันออกมาอย่างไร้สิ้นสุด กล่าวว่า “โม่เทียนจี เจ้าคำนวณความลับฟ้าจนหมดสิ้น กลับไม่รู้ว่าเจตนาฟ้ายากหยั่งถึง ถึงแม้ข้าจะยังมิสามารถควบคุมชะตาชีวิตได้โดยสมบูรณ์ แต่ก็พอจะสอดแนมเห็นร่องรอยวิถีของชะตากรรมอยู่บ้าง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พวกเราก็มาทำลายมันให้ดับสูญไปด้วยกันเถอะ!” พูดจบกลิ่นอายปราณของจ้านอู๋มิ่งพลันพุ่งทะยานขึ้นกะทันหัน น้ำแข็งและหิมะในป่ารกทึบพวยพุ่งขึ้นอย่างบ้าคลั่งดุจดั่งมีชีวิต อาศัยจ้านอู๋มิ่งเป็นศูนย์กลาง แรงกดดันมหาศาลทำให้อากาศระเบิดออกเป็นเสียงฉีกขาดที่น่าสลดหดหู่
“ทัณฑ์สายฟ้าชั้นที่เก้า มาเถอะ…ให้ข้าตระหนักในความรุนแรงบ้าคลั่งของเจ้า!” จ้านอู๋มิ่งกู่ร้องคำรามก้อง ทันใดนั้นประกายสายฟ้ามากมายมหาศาลไร้สิ้นสุดก็ปรากฏขึ้นรอบบริเวณร่างของจ้านอู๋มิ่ง ทัณฑ์สายฟ้า ภัยพิบัติครั้งที่เก้า อสนีบาตสวรรค์ทำลายล้างในที่สุดก็พบช่องทางซัดกระหน่ำแล้ว สายฟ้าโหมโจมตี สาดเทลงมาจากนภากาศอย่างคลุ้มคลั่ง อสนีเติมเต็มอากาศทุกตารางนิ้ว โม่เทียนจีก็ถูกครอบคลุมอยู่ภายใต้ทัณฑ์สายฟ้า
ในขณะเดียวกัน จ้านอู๋มิ่งก็ปลดปล่อยพลังอสนีบาตภายในร่างกายตนออกมา ทำให้ทัณฑ์สายฟ้าที่กักเก็บพลังไว้ถึงสิบวันเต็มยิ่งพิโรธคลุ้มคลั่งกว่าเดิม อากาศทั้งมวลเหมือนถูกเพลิงสายฟ้าซัดกระหน่ำทะลวงจนพรุน กลายเป็นเขตแดนพื้นที่อสนีบาตสายฟ้าขึ้นมามากมายนับมิถ้วน ภายในเขตแดนสายฟ้าคลั่ง สรรพสิ่งมีชีวิตกลายเป็นเถ้าธุลีล่องลอยในพริบตา…
จ้านอู๋มิ่งหัวเราะอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง นี่คือทัณฑ์สายฟ้าของเขาที่ต้องผ่าน และนี่คือภัยพิบัติของชีวิต ชั่วพริบตาที่ร่างกายมลายสูญสลาย "คัมภีร์เทพอนัตตา" ภายในร่างแตกสลายอย่างกะทันหัน ในห้วงคำนึงเหมือนดั่งมีกรงขังแห่งหนึ่งถูกเปิดออก ความทรงจำดุจชิ้นส่วนกระจัดกระจายเปล่งประกายราวสายธารไหลผ่าน
การต่อสู้ดิ้นรนของชีวิตชาติแล้วชาติเล่า วัฏสงสารวนเวียนชาติแล้วชาติเล่า…ชีวิตในทุกชาติภพเพียงเพื่อหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งมรรคาฟ้า ควบคุมชะตาชีวิตของตนเอง แต่มักถูกมรรคาฟ้าทำลายในขั้นตอนสุดท้าย นี่คือชะตาชีวิตที่ถูกลิขิตชั่วนิรันดร์ของเขา!
“ไม่! ข้าลิขิตชีวิตข้าเองมิใช่ฟ้ากำหนด ข้าได้ประสบความเจ็บปวดของโลกียวิสัยมาเก้าสิบเก้าชาติภพแล้ว ตกลงไปในขุมนรกเก้าสิบแปดชาติภพ สัมผัสถึงความทุกข์ทรมานของวัฏสงสาร การกลับชาติมาเกิด แต่ข้าก็ยังจะสู้ต่อเช่นเดิม!” จ้านอู๋มิ่งตื่นขึ้นสู่ความเป็นจริงทันใด ใช้สายตาที่อ่อนโยนไม่สิ้นสุดมองดูสตรีในอ้อมแขน ใบหน้าที่สูญสิ้นความมีชีวิตชีวา แต่รูปโฉมงามสะคราญไร้ที่ติ พึมพำขึ้นว่า “ซีรั่ว ต่อให้เจ้าตาย ข้าก็จะผสานรวมเจ้าเข้ากับจิตวิญญาณของข้า ถึงแม้จะเป็นมรรคาฟ้า ก็มิสามารถแยกพวกเราออกจากกัน”
ใบหน้าของจ้านอู๋มิ่งแสดงออกถึงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ แหงนหน้าขึ้นมองฟ้า “โจรฟ้าเฒ่า เจ้าต้องการให้ข้าไปเกิดใหม่ในวัฏสงสาร แต่ข้าไม่ต้องการเกิดใหม่แล้ว ข้าต้องการกลับคืนสู่จิตวิญญาณ เสี่ยงโชคสักครั้ง ขอโอกาสย้อนเวลาและหวนคืนสู่ชีวิตนี้ ไม่ว่าจะตายหรือมีชีวิตอยู่ ขอเดิมพันด้วยครั้งนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น!”
“ควบคุมโชคชะตาของข้า แผดเผาวิญญาณของข้า ไม่ขอเกิดใหม่ในวัฏสงสาร…หาญกล้าวางเดิมพันชีวิต ขอต่อกรกับฟ้า!”
[1] แหวนที่มีคุณสมบัติเก็บของได้มากมาย
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
ผู้ลอบฆ่า
“พวกเจ้าไร้ยางอาย คนจำนวนมากเช่นนี้รังแกข้าเด็กน้อยตัวเล็กๆ เพียงคนเดียว ไร้ยางอายเสียจริง! แน่จริงก็มาสู้กับข้านายน้อยตัวต่อตัวสิ…” จ้านอู๋มิ่งมองดูกลุ่มคนชุดดำที่กำลังใกล้เข้ามา สีหน้าซีดเผือด ร่ำร้องขึ้นอย่างตะกุกตะกัก
สัตว์อสูรวิหคกระจอกขาวที่อยู่ด้านล่างตะกุยพื้นไม่ยอมอยู่นิ่ง เสียงน้ำตกไหลลงอย่างเชี่ยวกรากดังก้องกังวานทางข้างหลัง ทำให้จ้านอู๋มิ่งตื่นตระหนกจนเสียขวัญ คนพวกนี้ไล่ล่าตามติดเขาอยู่ทางด้านหลังตลอดเวลาราวผีสาง ทำให้เขารู้สึกอับจนปัญญาจริงๆ ผู้ใดกันแน่ที่ต้องการจัดการกับตน? กลับใช้โอกาสในฤดูกาลล่าสัตว์ของตระกูลมาดักซุ่มโจมตี เห็นได้ชัดเจนว่า คนพวกนี้ไม่ได้คิดจะฆ่าเขาให้เสียชีวิตทันที มิฉะนั้นเขาคงตายไปนับร้อยครั้งตั้งแต่แรกแล้ว
คนชุดดำแสยะยิ้มน่าเกลียดพลางค่อยๆ โอบล้อมเข้ามา
“พวกเจ้าทุกคนจงหยุด มิฉะนั้นข้าจะกระโดดลงไปจากที่นี่ พวกเจ้าจะไม่ได้อะไรจากข้าไปแม้แต่น้อย…” พูดพลางจ้านอู๋มิ่งก็ก้าวกระโดดถึงขอบน้ำตกพูดจาข่มขู่ขึ้น
คนชุดดำกลุ่มนั้นตกใจ ไม่กล้าก้าวต่อไปข้างหน้าอีก ดูเหมือนพวกมันจะกลัวจ้านอู๋มิ่งกระโดดลงไปจริงๆ
“เดรัจฉานนัก! น้ำลึกอะไรขนาดนี้ แค่มองก็เวียนหัวแล้ว จะทำอย่างไรดี? ไม่รู้ว่าบรรดาพี่ๆ จะพบว่าข้าสูญหายไปแล้วหรือยัง และจะรีบออกตามหาจนถึงที่นี่หรือไม่…” จ้านอู๋มิ่งหันไปเหลือบมองสายน้ำตกที่คล้ายดั่งกำลังพุ่งดิ่งลงไปในเหวลึก ในสายตาเขา เหล่าต้นไม้ใหญ่ ณ บริเวณก้นหุบเขาเฉกเช่นต้นหญ้าเล็กๆ กำลังพลิ้วไหวไปมาตามสายลมก็มิปาน ทำให้เขาท้อแท้หมดกำลังใจยิ่งขึ้น
ถ้าฝ่ายตรงข้ามล้อมบุกเข้าเพื่อจับตนจริงๆ ตนจะกระโดดลงไปหรือว่าไม่กระโดด? ถ้าไม่กระโดด มิอาจรู้ได้ว่าคนชุดดำจะสังหารตนจริงๆ หรือไม่ กระโดดลงไปบางทียังมีโอกาสรอดชีวิตก็ได้…เดรัจฉานเอ๊ย พี่ชายเป็นกลัวความสูงนะ!
“ขอเพียงเจ้ายอมตามพวกข้าไป พวกข้าจะไม่ทำร้ายเจ้าอย่างเด็ดขาด…”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าบอกข้าก่อนว่าผู้ใดบงการอยู่เบื้องหลัง ข้าค่อยพิจารณาดูอีกครั้งว่าจะยอมจำนนหรือไม่”
“เจ้าอย่าได้รู้ความเป็นมาของพวกข้าจะดีที่สุด มีเพียงคนตายเท่านั้นที่ไม่มีความอยากรู้อยากเห็น!” หนึ่งในคนชุดดำพูดเสียงเย็นชา
“ว้าว พวกเจ้ามีความสามารถเล็กน้อยเพียงแค่นี้เอง ข่มขู่เด็กน้อยที่ไร้เรี่ยวแรงจะมัดขาไก่ผู้หนึ่ง นับเป็นวีรบุรุษอันใดกัน?” จ้านอู๋มิ่งพยายามถ่วงเวลาสุดชีวิต เข้าใกล้ตัวสัตว์อสูรวิหคกระจอกขาวมากขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ ยืนอยู่ริมหน้าผาสูงชัน ฟังสายธาราของน้ำตกไหลลงซัดกระหน่ำใส่โขดหินใหญ่จนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวแล้ว ในใจรู้สึกสับสนวุ่นวาย คล้ายดั่งกลองยักษ์นับพันกำลังลั่นรัวบรรเลง
“เอ๊ะ…” คนชุดดำอุทานขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
ท้องฟ้ามืดครึ้มลงกะทันหัน ดุจดั่งม่านฟ้าถูกห้อยปิดลงมาอย่างฉับพลันก็มิปาน
“รวดเร็วถึงเพียงนี้ เดี๋ยวฝนก็จะตกแล้ว? ภูมิอากาศของป่าสัตว์อสูรช่างแปรปรวนสุดหยั่งถึงจริงๆ” ใครบางคนพึมพำ
“ไอ้หนู หากเจ้ายังไม่อยากตาย ก็จงเชื่อฟังแต่โดยดี ตามพวกเราไปทันที” มีบางคนเริ่มขุ่นข้องรำคาญแล้ว
“อา โอ้สวรรค์ เกิดอะไรขึ้น…” ทันใดนั้นจ้านอู๋มิ่งตะโกนขึ้นเสียงดังลั่น มองท้องฟ้าด้วยความหวาดกลัวยิ่งนัก
เหล่าคนชุดดำตื่นตระหนก มองขึ้นไปตามทิศทางสายตาจ้านอู๋มิ่ง ทันใดนั้นบนท้องฟ้ามืดครึ้มปรากฏกระแสวนอันใหญ่โตมโหฬาร แลดูน่าสะพรึงกลัวท่ามกลางเหล่าบรรดาก้อนเมฆที่กำลังปั่นป่วนสับสนอลหม่าน ทุกคนยังมิทันมีปฏิกิริยาใดๆ จู่ๆ ก็มีลำแสงเจิดจ้าปรากฏขึ้นจากกลางกระแสวนขนาดยักษ์นั้น
“ว้าว…” นอกจากนี้ จู่ๆ ยังเกิดประจุอสนีประกายสายฟ้ามหึมาสว่างวาบขึ้น ขับไล่ความมืดออกไปในทันใด ตามด้วยประกายลำแสงเจิดจ้าจากกลางกระแสวนสาดส่องพุ่งลงมา
“อา…” จ้านอู๋มิ่งยังมิทันตระหนักว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ก็เห็นประกายแสงลอยออกจากกลางกระแสวนตรงดิ่งตกลงมาที่ตน กระหน่ำลงบนศีรษะอย่างหนักหน่วง ร่างกายถูกแรงกระแทกมหาศาลจนตัวลอยขึ้นสูงลิ่วในทันที ก่อนร่วงหล่นตกลงไปในน้ำตกเหวลึกนับร้อยวาด้านล่าง
ทุกอย่างอุบัติขึ้นรวดเร็วเกินไป การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ทำให้บรรดาคนชุดดำตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่เบิกตามองจ้านอู๋มิ่งร่วงหล่นลงไปในเหวน้ำตก
“ตูมมม……” ประจุสายฟ้าที่ตามมาฟาดลงมาจากกลางอากาศ กระหน่ำใส่หน้าผาจนเกิดหลุมลึกขึ้นหลุมหนึ่ง สัตว์อสูรวิหคกระจอกขาวไร้พลังต้านทานใดๆ กลายเป็นขี้เถ้ากองหนึ่งไปทันที ผู้คนชุดดำโดยรอบต่างถูกคลื่นความร้อนจู่โจมแผดเผาจนชุลมุนวุ่นวาย
“น้องสี่……”
“นายน้อย……”
ช่วงเวลาชั่วพริบตาที่ร่วงหล่น จ้านอู๋มิ่งคล้ายดั่งได้ยินเสียงตะโกนเรียกของคนในครอบครัว แต่เขาไร้ความคิดใดๆ ในห้วงคำนึงแล้ว กระแสความร้อนแปลกประหลาดพุ่งตรงดิ่งเข้าไปในห้วงความคิด ยังมีเสียงกระจัดกระจายแว่วมาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ
จ้านอู๋มิ่งทอดถอนใจเบาๆ ภายในจิตใจ “ไม่คิดเลยว่าพี่ชายจะตกตายเช่นนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย อีกทั้งยังโดนอะไรก็ไม่รู้ ทำให้ตกลงจากฟ้ากระแทกจนตาย…บรรลัยนัก ก่อนตายพี่ชายยังได้ยินเสียงศีรษะตนเองแตกกระจุยด้วย นับได้ว่าไม่มีอีกแล้วทั้งในอดีตและอนาคต…”
“โจรฟ้าเฒ่า เจ้าต้องการให้ข้าเกิดใหม่ในวัฏสงสาร เพื่อซีรั่วแล้ว ข้าจะไม่ยอมเกิดใหม่…ชีวิตข้ากำหนดเอง ข้ามิยอมให้ฟ้าลิขิต นี่คือมรรคาของข้า ต่อให้เจ้าเป็นฟ้า! ก็ไม่คู่ควรรับรู้เข้าใจ!” อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูอย่างกะทันหันและคล้ายดังอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ พร้อมด้วยความโกรธเคืองและความไม่ยินยอมไร้สิ้นสุด รวมทั้งร่องรอยความเพียรและความนุ่มนวลอ่อนโยน
เสียงนี้รู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้างและชัดเจนอย่างยิ่ง ถึงกับกลบเสียงกึกก้องกังวานของน้ำตกไป
ยังมิทันตระหนักว่าเสียงนี้มาจากที่ใด ทันใดนั้นจ้านอู๋มิ่งรู้สึกร่างกายสั่นสะเทือนขึ้นคราหนึ่ง
“ตูมมม……” ความเร็วที่ตกลงมาชะลออย่างรวดเร็ว ร่างของจ้านอู๋มิ่งกระแทกลงในแอ่งน้ำลึกเบื้องล่างใต้น้ำตกอย่างหนักหน่วง และจากนั้นเขาก็หมดสติไป
……
สามเดือนต่อมา ลานหลังบ้านตระกูลจ้าน เมืองมู่เหย่
“นายน้อยมาแล้ว……นายน้อยมาแล้ว……” ท่ามกลางเสียงกรีดร้องแหลมเล็ก คนใช้เต็มทั่วลานกระจายออกหายลับไปทันใด บางคนซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ บางคนซ่อนตัวอยู่ในเรือน……ในลานเหลือเพียงรองเท้าคู่เดียวที่คนใช้ทิ้งไว้ยามวิ่งหนีไปด้วยความตื่นตระหนก
จ้านอู๋มิ่งใช้คิ้วขโมยนัยน์ตามุสิก[1] ชะเง้อชะแง้มองเข้าไปในเรือน ค้นพบด้วยความประหลาดใจว่า ในเรือนไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว พลันรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง กระแอมไอคราหนึ่ง เลียนแบบผู้ใหญ่สองมือไพล่ไว้ข้างหลัง วางมาดเดินส่ายอาดๆ อย่างสง่าผ่าเผยเข้าไปในเรือน
“ข้านายน้อยมาแล้ว พวกเจ้าผู้น่าชังทั้งหลายล้วนเกียจคร้านแอบอู้งาน ไม่มาต้อนรับข้านายน้อย อีกสักครู่ข้าจะไปบอกท่านแม่ หักค่าจ้างทุกคน คนละหนึ่งเดือน” จ้านอู๋มิ่งพูดขึ้นเสียงดังๆ
พอได้ยินคำพูดนี้ เหล่าบ่าวรับใช้ต่างพากันออกจากที่ซ่อน แต่ละคนหน้านิ่วคิ้วขมวดแทบร้องไห้และหวาดหวั่นพรั่นใจ มองดวงตาโตคล้ายดั่งใสซื่อคู่นั้นของจ้านอู๋มิ่ง ใจล้วนสั่นสะท้านแล้ว ใบหน้าน้อยๆ ที่ดูคล้ายดั่งไร้เดียงสานั่น ถึงกับทำให้พวกบ่าวกลัวจนขาสั่นพั่บๆ เกิดความหวาดกลัวว่าจะถูกงูพิษตัวเล็กตัวนี้หมายตาตนเอง
นายน้อยมาที่ลานคนใช้ นอกจากจะหาคนมาทดสอบโอสถแล้ว กลับมิมีเรื่องอื่น ถ้าเป็นเมื่อสามเดือนก่อนยังมิเป็นไร ถึงแม้นายน้อยชอบซุกซนสร้างปัญหาอยู่เนืองๆ แต่ก็ดีต่อบ่าวไพร่ยิ่งนัก เพียงแค่แอบลอบขโมยเม็ดโอสถเสริมสุขภาพร่างกายจากหอโอสถมามอบให้คนใช้ เรียกว่าโอสถทดสอบ ซึ่งความจริงบ่าวไพร่ได้ประโยชน์มากมาย
แต่ทว่าหลังกลับจากฤดูกาลล่าสัตว์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิเมื่อสามเดือนที่แล้ว มิทราบนายน้อยเกิดนึกพิเรนทร์อะไรขึ้นมา เริ่มต้นระดมหลอมโอสถของตนเองออกมา ท่านว่าคนที่พูดพล่ามตลอดทั้งวันผู้หนึ่ง ไม่ได้ประกอบสัมมาอาชีพ ไม่ได้ฝึกฌานบ่มเพาะพลัง คนที่แม้กระทั่งจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ก็ไม่มี จะสามารถควบคุมไฟหลอมโอสถได้หรือไม่? เจ้ามีเพลิงโอสถหรือไม่? รู้จักคุณสมบัติเข้ากันได้ของยาและการผสมผสานหลอมรวมของโอสถหรือไม่?
ได้ยินจากผู้สันทัดกล่าวว่านายน้อยได้รับความตื่นตระหนกในเทือกเขาสัตว์อสูร จู่ๆ ก็ถูกจู่โจมโดยกลุ่มคนลึกลับหน่วยหนึ่ง พลัดหลงกับสมาชิกในตระกูล ตอนที่พบเขา นายน้อยอยู่ในสภาพป่วยหนักสะลึมสะลือบนชายหาดหุบเขาสุนัขป่าห่างจากพื้นที่ล่าสัตว์มากกว่าสามร้อยลี้ เด็กน้อยวัยสิบสองขวบผู้หนึ่ง เลือดฝาดสดใสผิวขาวเนียนมีน้ำมีนวล สลบไสลอยู่ ณ บริเวณแม่น้ำสุนัขป่าที่สัตว์อสูรชุกชุมยิ่งนัก กลับมิได้ถูกสัตว์อสูรดุร้ายจับกิน ช่างเป็นปาฏิหาริย์เรื่องหนึ่งจริงๆ!
กล่าวกันว่ายามนั้นนายน้อยนอนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโดยมิรู้สึกตัว ยังมีสัตว์อสูรจระเข้กระหายเลือดนอนตายมากมายในแถบน้ำตื้นของฝั่งแม่น้ำ ไม่มีผู้ใดทราบว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กที่ไม่มีแม้แต่จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ จะต่อกรกับจระเข้กระหายเลือดที่แม้แต่ยอดยุทธ์ระดับหนึ่งดาวเจอเข้ายังต้องวิ่งหนีหน้าตั้งนั้นได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นจระเข้กระหายเลือดฝูงหนึ่งอีกด้วย และตั้งแต่นั้นมา นายน้อยที่รอดพ้นจากความตายเห็นได้ชัดว่ายิ่งบ้าคลั่งกว่าเดิมแล้ว
ไม่กี่วันก่อน นายน้อยระดมหลอมโอสถรูปลักษณ์น่าเกลียดที่สุดออกมาหลายเม็ด เม็ดโอสถทดสอบโดยองครักษ์ส่วนตัวของนายน้อยเอง นักสู้ชั้นหนึ่งต้วนเหยีย ฉายา “ไหว้จ้านอีเถียวหลง เน่ยจ้านอีเถียวฉยง[2]” ผู้ใดจะทราบว่าท่านต้วนกินโอสถนั้นแล้วกลับฟื้นฟูความคึกคักเปี่ยมพลังในอดีตคืนมา กรำศึกสงครามภายในต่อเนื่องกลายเป็นมังกรคะนองมิได้ลงจากเตียงถึงสามวันสามคืน ศรีภรรยาทั้งสี่สลับหน้าหมุนเวียนผลัดกันทำศึก แต่ละนางล้วนถูกถอดหมวกออกและทำลายชุดเกราะทิ้งจนหมดสภาพ พูดได้ว่าเฉกเช่น “เสียงกลองสงครามลั่นกระทบคานไม่ได้หยุด ลมวสันตฤดูพัดกระทบผ่านด่านประตูหยกนับครั้งมิถ้วน!”
ต่อมามีคนถามว่าประสิทธิภาพโอสถได้ผลเพียงใด คำตอบของต้วนเหยียมีแค่สองคำ “เหอะ เหอะ” พอถูกถามมากเข้า เขาตอบเพียงว่า “ผู้ใดใช้ผู้นั้นทราบเอง! ”
และก็เนื่องเพราะนายน้อยหลอมกลั่นโอสถตามอำเภอใจ ยังมักหาคนมาทดลองโอสถ ฟูเหริน[3]สี่ทนดูต่อไปมิไหวแล้วจริงๆ ตามหานายน้อยจนพบด้วยความเดือดดาล บทสนทนาระหว่างมารดาและบุตรสุดแสนธรรมดาจนน่าตกใจ
“เจ้าทราบหรือไม่ว่ากำลังหลอมกลั่นโอสถใดอยู่?” ฟูเหรินสี่ถามอย่างขุ่นเคือง
นายน้อยตอบอย่างไร้เดียงสา “ไม่ทราบ ข้าหยิบวัตถุดิบยาสมุนไพรอย่างลวกๆ ขึ้นมาสักหลายชนิด จากนั้นต้มมันในหม้อ ในที่สุดก็กลายเป็นโอสถเหนียวหนืดติดก้นหม้อชนิดนี้ ข้าขูดมันออกแล้วปั้นๆ ดู ก็กลายเป็นเม็ดโอสถแล้ว”
คนอื่นใช้เตาหลอมยาเพื่อหลอมเม็ดโอสถ ใช้เพลิงโอสถโดยเฉพาะ ยังต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง นายน้อยจ้านประเสริฐแท้ หลอมโอสถโดยใช้หม้อเหล็กใบใหญ่ต้มเอยต้ม มิต้องพูดถึงไม่มีเพลิงโอสถ อีกทั้งยังใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง…แม้แต่ฟูเหรินสี่ก็ยังจัดการกับความซุกซนของเขามิได้เช่นกัน
“วันนี้ข้านายน้อยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ” จ้านอู๋มิ่งพูดเสียงดังใบหน้าเปื้อนด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสา
พอได้ยินคำพูดเขา สีหน้าบ่าวไพร่ทุกคนล้วนเขียวคล้ำแล้ว ทุกครั้งหลังจากจ้านอู๋มิ่งพูดคำนี้จบ คำพูดต่อไปก็คือ——ข้าได้หลอมโอสถชนิดใหม่สำเร็จอีกหลายขนานแล้ว
“นายน้อย ข้าน้อยวันนี้ปวดท้อง ข้าผู้ชราท้องเสีย…” พูดพลาง บ่าวไพร่คนนั้นถึงกับผายลมออกมาหลายครั้งจริงๆ “ขออภัยจริงๆ นายน้อย ข้าท้องเสีย กลัวจะแปดเปื้อนนัยน์ตานายน้อย ข้าต้องไปเข้าห้องสุขาก่อนแล้ว” พูดจบก็ไม่รอจ้านอู๋มิ่งเอ่ยปาก หันหน้าแล้ววิ่งออกไปทันที
“นายน้อย ลูกชายลูกพี่ลูกน้องของพ่อข้าแต่งงานวันนี้ เจ้าบ่าวก็คือข้า โอ้ มิใช่…เพื่อนเจ้าบ่าวก็คือข้า……ฤกษ์งามยามดีใกล้จะถึงแล้ว ข้าต้องไปแล้ว……” บ่าวไพร่คนหนึ่งพูดอย่างตื่นเต้นพูดยังมิทันจบก็วิ่งออกไปทันที บ้านเขามีเขาเป็นผู้ชายคนเดียว ยังต้องรอให้เขาสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอีกนะ ชีวิตจะมาจบลงในมือนายน้อยไม่ได้เด็ดขาด
ครู่เดียวต่อมา บ่าวไพร่ในเรือนหายไปจนหมดสิ้นอีกครั้ง จ้านอู๋มิ่งยังมิทันยื่นมือไปจับได้ทัน ทั้งหมดล้วนวิ่งออกไปจนหมดแล้ว เหลือเพียงจ้านอู๋มิ่งยืนอยู่กลางบ้านอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เขาพึมพำว่า “พวกไร้ประโยชน์พวกนี้ ก็แค่ทดสอบโอสถเองมิใช่หรือ? ต้องกลัวมากถึงเพียงนี้ด้วย…” พูดยังมิทันจบ ดวงตาจ้านอู๋มิ่งเป็นประกายวูบ ใต้ต้นไม้ที่มุมกำแพงยังมีคนที่อายุค่อนข้างมากผู้หนึ่ง ดูแล้วเป็นท่านอาใหญ่ที่ซื่อสัตย์มาก
“ยังมีอีกคน ไม่เลว เจ้าประเสริฐมาก ข้าจะให้บิดาเพิ่มค่าแรงให้เจ้า” จ้านอู๋มิ่งดีใจสุดๆ เสาะหามารอบหนึ่งแล้ว คนใกล้ตัวมารดา คนใกล้ตัวตนเอง แม้กระทั่งคนใกล้ตัวพี่รองล้วนเคยถามแล้ว ไม่มีใครสักคนยินยอมทดลองโอสถของตน จะหาสัตว์อสูรมาทดลองโอสถ พวกมันก็พูดจาไม่ได้ จะรู้ข้อดีข้อเสียของคุณสมบัติโอสถได้อย่างไร พอเข้ามาถามบ่าวไพร่ ทุกคนล้วนวิ่งหนีไปหมดแล้ว โชคดี ยังมีอีกคนหนึ่ง จ้านอู๋มิ่งยิ้มแย้มจนปากแทบฉีกถึงใบหูแล้ว
“เรื่องนี้…นายน้อย ผู้น้อยจ้านชวน คิด…คิด…” ชายกลางคนผู้นั้นตื่นเต้นจนมีอาการติดอ่างอยู่บ้าง มิทราบจะพูดอย่างไรดี
“คิดจะทดลองยาให้นายน้อยหรือ? ประเสริฐยิ่งแล้ว นี่มีอะไรไม่ได้ด้วยเล่า ขอเพียงเป็นสิ่งที่เจ้าคิด ข้าจะทำให้เจ้าสมหวัง…”
“ไม่ ไม่ใช่หรอก ผู้น้อย ผู้น้อยคิดจะถาม ยานั่นที่ต้วนเหยียทานครั้งก่อน นายน้อยยังมีอีกหรือไม่?” อาใหญ่วัยกลางคนถามเสียงเบาเพราะว่ารู้สึกเคอะเขิน
จ้านอู๋มิ่งตะลึงงันไปแล้ว หมายความเช่นไร ทุกคนล้วนมิใช่บอกว่าโอสถนั้นไม่ดีหรอกหรือ? ทำให้ตนยังถูกมารดาดุด่าอบรมสั่งสอนไปรอบหนึ่ง บิดาชักแส้ฟาดใส่ตนจนแทบจะหาทิศเหนือไม่เจอ ไฉนจึงยังมีคนมากมายเช่นนี้ต้องการโอสถนั้นกับตนเป็นการส่วนตัว?
จ้านอู๋มิ่งถามด้วยความแปลกใจ “เจ้าคิดจะทานโอสถนั้น?”
“ใช่ ใช่…ผู้น้อยก็คิดจะทานโอสถนั้น” จ้านชวนปีติยินดียิ่งนัก ดูแล้วทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี
“โอสถนั้นของครั้งก่อนยังมี แต่ว่า…หากเจ้าต้องการโอสถนั้น จะต้องทดลองโอสถใหม่ให้ข้าก่อน” จ้านอู๋มิ่งครุ่นคิดแล้วพูดขึ้น ในเมื่อคนมากมายต้องการโอสถครั้งก่อนนั้น คาดว่าโอสถนี้ยังมีส่วนที่เป็นประโยชน์อยู่ มิฉะนั้นไฉนแม้กระทั่งปู่สามและปู่สองล้วนแอบขอโอสถและตำรับโอสถกับตนเป็นการส่วนตัวด้วยล่ะ
จ้านชวนเริ่มสับสน พอนึกถึงข่าวลือวิธีการหลอมโอสถสุดสยองของนายน้อย เขาก็รู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งตัว แต่พอนึกถึงความสุขทางวสันต์ในอนาคต ยังมีสายตาดูถูกเหยียดหยามของสตรีหน้าเหลือง[4] ที่บ้าน เขากัดฟันพูดว่า “ได้ ขอเพียงนายน้อยให้โอสถของครั้งก่อนแก่ข้า ข้าก็จะทดลองโอสถให้นายน้อย”
จ้านอู๋มิ่งหัวเราะ ในที่สุดก็พบผู้ทดสอบโอสถแล้ว ซึ่งความจริงเขาไม่จำเป็นต้องมีผู้ทดสอบโอสถใดๆ เลย เขารู้ถึงประสิทธิภาพของโอสถที่ตนหลอมขึ้นมาทั้งหมดอย่างกระจ่างยิ่ง แต่ทว่าเขาจำเป็นต้องทำให้คนในตระกูลเห็นคุณค่าโอสถที่เขาหลอมขึ้นผ่านผู้ทดสอบโอสถนั่นเอง
[1] สำนวนว่าทำหน้าตามีเลศนัย ไม่น่าไว้วางใจ
[2] แปลตามตัวว่านอกศึกเป็นมังกร ในศึกเป็นหนอนตัวหนึ่ง กล่าวถึง ในสนามรบเป็นเก่งกาจ แต่ในสนามรักกลับอ่อนด้อย
[3] ฮูหยิน
[4] กล่าวถึงภรรยาที่บ้าน
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ