รับประทานแอปเปิ้ลเช้า เที่ยงและเย็น มีผลดีต่อร่างกายแตกต่างกันอย่างไร?
แอปเปิ้ลได้ชื่อว่าเป็นผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพโดยมีสำนวนที่มักได้ยินเกี่ยวกับแอปเปิ้ลคือ แอปเปิ้ลวันละผลช่วยให้ห่างไกลจากหมอ (An apple a day keeps the doctor away) ซึ่งมีความหมายว่าหากผู้ใดรับประทานแอปเปิ้ลเป็นประจำก็จะมีสุขภาพที่ดีและไม่ต้องไปหาหมอบ่อย มารู้คุณค่าสารอาหารของแอปเปิ้ลและผลดีต่อร่างกายเมื่อรับประทานในเวลาที่แตกต่างกันค่ะ
4 คุณค่าสารอาหารของแอปเปิ้ล
แอปเปิ้ลอุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญดังนี้คือ
- คาเทชิน (Catechin) และเควอซิทิน (Quercetin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงช่วยป้องกันโรคมะเร็งและโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน
- กรดซิตริก (Citric acid) กรดมาลิก (Malic acid) และกรดทาร์ทาริก (Tartaric acid) ซึ่งมีคุณสมบัติในการขจัดออกซิเจนทรงพลัง (Active oxygen) และมีผลในการชะลอความแก่
- สารอาหารอื่น ๆ ได้ แก่ ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม วิตามินเอ ซี และอี
- เส้นใยอาหาร ซึ่งช่วยป้องกันและบรรเทาอาหารท้องผูก
ผลดีของการรับประทานแอปเปิ้ลในเวลาที่แตกต่างกัน
การรับประทานแอปเปิ้ลในเวลาที่แตกต่างกันในแต่ละวันมีผลดีต่อร่างกายดังนี้
ตอนเช้า
แอปเปิ้ลอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตจึงเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย การรับประทานแอปเปิ้ลในมื้อเช้าจะช่วยเติมพลังให้แก่ร่างกายและช่วยให้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดชื่นสดใส นอกจากนี้แอปเปิ้ลอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารการรับประทานในตอนเช้าจะช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการท้องผูก และช่วยคงความเสถียรของระดับน้ำตาลในเลือด
ตอนกลางวัน
แอปเปิ้ลอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่ช่วยให้อิ่มท้องนาน จึงช่วยป้องกันไม่ให้รับประทานอาหารจุกจิกและส่งผลในการช่วยป้องกันและควบคุมน้ำหนักได้ นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งช่วยป้องกันความเหนื่อยล้าและบรรเทาความเครียดจากการทำงานได้
ตอนเย็น
เส้นใยอาหารที่มีมากในแอปเปิ้ลช่วยรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีของลำไส้ อีกทั้งยังมีผลในการช่วยให้ผ่อนคลายและช่วยให้หลับสนิท ทั้งนี้มีข้อควรระวังคือไม่ควรเลือกแอปปิ้ลที่มีรสหวานมากและควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ
แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่หาซื้อได้ง่ายและมีราคาสมเหตุสมผล การรับประทานแอปเปิ้ลในเวลาที่แตกต่างกันมีผลดีต่อร่างกายต่างกัน เพื่อสุขภาพที่ดีไม่ต้องไปหาหมอบ่อยลองเลือกเวลาการรับประทานแอปเปิ้ลให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ตนเองดูค่ะ
สรุปเนื้อหาจาก: news.yahoo.co.jp