‘ปีมังกรทอง’ ของ ‘หุ้นจีน’ มีโอกาส และความท้าทายอะไรบ้าง
The Bangkok Insight
อัพเดต 31 ม.ค. 2567 เวลา 02.51 น. • เผยแพร่ 31 ม.ค. 2567 เวลา 01.30 น. • The Bangkok Insightปีมังกรทองของ "หุ้นจีน" มีโอกาส และความท้าทายอะไร ปัจจัยกระตุ้นหุ้นจีนคืออะไร
ตลอด 3 ปีมานี้ ตลาดหุ้นจีนได้สร้างความเจ็บช้ำให้นักลงทุนทั่วโลก (รวมถึงนักลงทุนไทย) เป็นจำนวนมาก ด้วยราคาหุ้นที่ลงแล้ว ลงอีก และลงหนักเรื่อยๆ จนมีวลีที่พูดกันว่า “ตอนไหนที่คิดว่าหุ้นจีนถูกมากแล้ว จะยังมีวันที่ถูกลงกว่านั้นอีก” ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มหมดหวังลงเรื่อย ๆ กับการลงทุนในแดนมังกร
แต่ทว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสหุ้นจีนดูเหมือนจะถูกปลุกให้ตื่น ถูกจุดให้ติดอีกครั้ง หลังดัชนี Hang Seng (HSI) บวกติดต่อกัน 3 วันติด โดยขึ้นมาเกือบ 10% เช่นเดียวกับ Shanghai Shenzhen CSI 300 ที่บวกมากกว่า5% (23-25 ม.ค. 2567) เรียกว่าปรับขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงทั้งฝั่ง A-Shares และ H-Shares
ปัจจัยกระตุ้นหุ้นจีนคืออะไร
คำถามคือ อะไรเป็นปัจจัยหนุนให้หุ้นจีนกลับมาคึกคักมาก ๆ ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว เราสรุปคำตอบสั้น ๆ มาให้ดังนี้
1. เมื่อวันที่ 23 มกราคม มีกระแสข่าวรัฐบาลจีนเตรียมอัดฉีดเงิน 2 ล้านล้านหยวน เข้าซื้อหุ้นจีนผ่านกลไกของกองทุนรักษาเสถียรภาพ (stabilization fund) ในเร็ว ๆ นี้ หากเกิดขึ้นจริง จะเปรียบเสมือนบาซูก้าลูกใหญ่ ที่ยิงกระตุ้นเข้าตลาดหุ้นโดยตรง
2. เมื่อวันที่ 24 มกราคม ธนาคารกลางจีนประกาศลดอัตราการตั้งสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลง 0.5% เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องระยะยาว 1 ล้านล้านหยวน เท่ากับว่า จะช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ในจีน สามารถปล่อยสินเชื่อ และซื้อพันธบัตร เพื่อหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจได้มากขึ้น
3. ตลาดหุ้นจีนนั้นตกต่ำต่อเนื่องมานาน สวนทางกับศักยภาพของเศรษฐกิจ และคุณภาพของจำนวนประชากร จนทำให้ Valuation ถูกเกือบจะที่สุดในโลก จึงเป็นไปได้ว่าด้วยราคาขนาดนี้ คงได้เวลาแล้วที่หุ้นจีนจะดัดตัวขึ้นไปสู่จุดที่ควรจะเป็น
หุ้นจีนถูกสุดในรอบ 20 ปี
ความน่าสนใจของหุ้นจีนในตอนนี้ โดยเฉพาะใครที่ยังไม่เคยมีหุ้นจีนติดพอร์ตเลย นั่นคือดัชนี HSI ถูกลงมามาก ปัจจุบันอยู่ที่ 15,952 จุด ต่ำกว่าจุดสูงสุดที่ 32,887 จุดที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2561 แล้วถึง 50% และถ้ามองย้อนไปไกล ๆ จะเห็นว่านี่เป็นระดับใกล้เคียงกับดัชนีเมื่อ 20 ปีก่อน หรือช่วงปี 2540 ตอนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง
ทั้งนี้ เราจึงได้รวบรวมหุ้นจีนยักษ์ใหญ่ที่มีธุรกิจแข็งแกร่งและขยายการเติบโตไปทั่วทุกมุมโลก โดยมาเจาะกันว่า Valuation ของแต่ละบริษัท น่าดึงดูดมากน้อยแค่ไหน
1. Alibaba: อีคอมเมิร์ซที่ใหญ่อันดับหนึ่งในจีน
P/E = 8 เท่า EPS Growth = 7.8 เท่า
2. Tencent Holdings: บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เจ้าของโซเชียลมีเดียและผู้พัฒนาเกมชื่อดัง
P/E = 13.7 เท่า EPS Growth = 16.6 เท่า
3. BYD: ค่ายรถยนต์ EV แดนมังกร
P/E = 10.6 เท่า EPS Growth = 0.3 เท่า
4. Xiaomi: ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อ IoT สัญชาติจีน
P/E = 18.9 เท่า EPS Growth = 6 เท่า
5. Ping An Insurance: บริษัทประกันภัยของจีนที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก P/E = 3.9 เท่า EPS Growth = 27 เท่า
(หมายเหตุ: คิดจาก Forward P/E 12 เดือนข้างหน้า และ EPS Growth 1 ปี โดย Bloomberg Estimates ณ วันที่ 26 มกราคม 2567)
สุดท้ายนี้ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) ได้เขียนบทความถึงหุ้นจีนว่า ตนเองกำลังพิจารณาจีนที่ตลาดหุ้นฮ่องกง เพื่อการลงทุนแบบ "Semi-Active" ที่จะลงทุนแบบเลือกตลาดหุ้น หุ้น หรือกลุ่มหุ้น ซึ่งสามารถถือไปได้ยาวนานเป็นปี ๆ และจะปรับเปลี่ยนต่อเมื่อเห็นว่า เหมาะสมกับสถานการณ์ในตอนนั้น ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากแนวคิดเดิมอย่างชัดเจนแล้ว
เหตุผลใหญ่ที่จีนน่าสนใจนั้น อยู่ที่ขนาดของประเทศ และเศรษฐกิจที่คึกคัก แข่งขันได้ในระดับโลก และอยู่ได้ในระยะยาว เพราะคุณภาพของประชากรที่โดดเด่น แต่จีนก็ยังมีความท้าทายในแง่ที่ว่า มีปัญหามากในช่วงนี้ แต่ด้วยศักยภาพของคนสูงมาก และก็คงสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้
เหนือสิ่งอื่นใดเทคโนโลยีของจีนไม่แพ้ใครในโลก เมื่อทุกอย่างคลี่คลายลง ดัชนีหุ้นจีนก็อาจจะวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ทำกำไรให้กับนักลงทุน "ผู้กล้า" ได้อย่างงดงาม
อ่านข่าวเพิ่มเติม
นักลงทุน หั่นคาดการณ์ 'เฟด' เริ่ม 'ลดดอกเบี้ย' มี.ค. 67 หวั่นนโยบายพลิก
จับตา! 'บิตคอยน์' จ่อทะลุ 1 แสนดอลล์ปี 67 อานิสงส์เฟดลดดอกเบี้ย-สหรัฐไฟเขียวขาย ETF
ติดตามเราได้ที่
เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X (Twitter):https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg