ชู “หุ้นสหรัฐ” และพันธมิตรยังเด่นสุดช่วงครึ่งปีหลัง... ส่วน “ตราสารหนี้โลก” โอกาสลงทุนรับดอกเบี้ยขาลง “หุ้นไทย” ถูก-แต่ยังไม่วิ่ง แนะทยอยสะสม “หุ้นปันผลสูง” !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาจับชีพจรการลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี25 กัน หลังระเบียบโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ ให้เป็น “2 ขั้ว” ชัดเจน ระหว่าง “สหรัฐ-จีน”
ไทยเองก็ถูกบีบให้ต้องเลือกข้างเช่นกัน หลังจาก 1 ส.ค. นี้ “ภาษี Trump” ก็จะชัดเจนแล้วว่า…แต่ละประเทศจะเจอกันเท่าไร ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและการเติบโตของเศรษฐกิจโลกด้วยเช่นกัน
สินทรัพย์ไหนน่าลงทุน? ตลาดไหนมีโอกาสน่าสนใจ?
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจาก “Finnomena” มาฝากกัน
“ขั้วสหรัฐ” และพันธมิตร ตลาดหุ้นยังน่าสนใจ…ส่วน “ตราสารหนี้โลก” โอกาสลงทุนรับดอกเบี้ยลด
โดย “เจษฎา สุขทิศ” CEO, Finnomena Group บอกว่า ตลาดหุ้นสหรัฐในปีนี้คล้ายกับช่วงปี19 ก่อนเกิด Covid-19 ปีนั้น ดัชนี “S&P500” ลงแรง -20% ก่อนจะบวกกลับแรง +25% มาทำ “New High” ปีนี้ก็คล้ายกัน “S&P500” ลงแรง -20% ก่อนจะบวกกลับ +30% จากจุดต่ำสุดขึ้นมาทำ “New High” เช่นเดียวกัน หลังจากนี้หุ้นสหรัฐคงไม่ลงแรงแบบนั้นแล้ว อาจจะมีปรับฐาน 8 – 10% เศรษฐกิจยังคงโตได้ล่าสุด “ธนาคารโลก” (World Bank) คาดเศรษฐกิจสหรัฐจะโตลดลงเหลือ 1.4% เป็น “Soft Landing” ส่วนเงินเฟ้อน่าจะปรับขึ้นไปอยู่ระดับ 2% ปลายๆ กดดันให้ “ธนาคารกลางสรัฐ” (Fed) ต้องลดลดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงไปต่อได้
(เจษฎา สุขทิศ)
“โลกกำลังถูกแบ่งเป็น 2 ขั้ว คือ ‘สหรัฐ’ และ ‘จีน’ และทุกประเทศกำลังถูกบีบให้เลือกข้าง รวมทั้ง ‘ไทย’ ซึ่งมองว่าหุ้นที่จะได้ประโยชน์จะเป็น ‘ขั้วสหรัฐ’ และพันธมิตร ได้แก่ ตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน) เช่น เกาหลีใต้, ไต้หวัน, เวียดนาม และอินเดีย”
ส่วนการลงทุนใน “กองทุนตราสารหนี้โลก” ก็ยังน่าสนใจลงทุนรับดอกเบี้ยขาลง ถ้าดอกเบี้ยลงจากนี้ไปถึงสิ้นปีหน้า 0.5 -1.0% ถ้าอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่กองทุนลงทุนอยู่ที่ 5 ปี ก็จะมี “Capital Gain” เพิ่มเข้ามาอีก 2.5 -5.0% เมื่อรวมกับดอกเบี้ยที่ได้รับ ผลตอบแทนรวมก็อาจจะอยู่ระดับ 6 – 8% ได้
“หุ้นสหรัฐ” ราคาตึงตัว แต่ตลาดยัง “Sideway up”…ส่วน “หุ้นไทย” ถูกแต่ไร้ปัจจัยบวกให้ปรับตัวขึ้น แนะทยอยลงทุนกลุ่ม “หุ้นปันผลสูง” ได้
ด้าน “วศิน ปริธัญ” Managing Director บลป.เดฟินิท ในเครือของ Finnomena Group มองผลกระทบของ “Trump Tariff” ว่าในระยะสั้นจะเป็นปัจจัยเชิงลบต่อประเทศที่โดนภาษีในอัตราที่สูง ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอการเติบโต และคาดว่าจะเห็นความผันผวนของตลาดหุ้นแบบ Sideway อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าตลาดคงไม่ถึงขั้นปรับฐานแบบลงลึกอาจจะลงแค่ 5-7%แต่จะค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมาได้ในระยะยาว “หุ้นสหรัฐ” ราคาแม้ตึงตัวไปบ้าง ปัจจุบันมี P/E ประมาณ 22 เท่า ใกล้เคียงปี21 และ24 แต่ตลาดยังคงอยู่ในลักษณะ “แกว่งตัวขึ้น” (Sideway Up) ได้ ตราบเท่าที่กำไรบจ.ยังคงเติบโต เพราะตลาดหุ้นสหรัฐนำโดยกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและนัวตกรรม การเติบโตของกำไรในระยะยาวยังดี
(วศิน ปริธัญ)
“หุ้นเวียดนามเจ็บน้อยสุดจากภาษี Trump ตลาดขึ้นไป 1,400 จุด ทำ ‘New High’ ไปแล้ว แต่ยังไม่ทำ ‘All Time High’ ที ส่วน ‘หุ้นอินเดีย’เศรษฐกิจใหญ่พอที่จะรองรับผลกระทบจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐได้ ประเทศในเอเชียน่าจะได้รับผลบวกจากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมาเพื่อลดความเสี่ยงจากเรื่องภาษี ส่วน ‘หุ้นไทย’ มูลค่าถูกและ Downside จำกัด แต่ยังไม่มีปัจจัยที่จะทำให้ตลาดกลับเป็นขาขึ้น แนะทยอยสะสมหุ้นสไตล์หุ้นปันผลได้”
ดังนั้น จึงแนะนำเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์จากความผันผวนอย่างกองทุนที่มีนโยบายกระจายความเสี่ยงแบบ “Multi Asset” เช่น ES-GAINCOME หรือกองทุนหุ้นโลกสาย “Defensive” ที่หาประโยชน์จากความผันผวน และมี Option Strategy เช่น K-GPINUH โดยเตรียมสภาพคล่องบางส่วนเพื่อเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเมื่อตลาดปรับฐาน นอกจากนี้ สินทรัพย์ทางเลือกประเภท “Alternative Assets” เช่น Hedge Fund ถือว่าตอบโจทย์ในการกระจายความเสี่ยง ด้วยความผันผวนที่ต่ำ และมีโอกาสทำกำไรทั้งตลาดขาขึ้นและลง (Long-Short)
เปิดแคมเปญ “Better Together – Wealth Together by Finnomena”…ส่ง “FA” ดูแลนักลงทุนใกล้ชิดสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
ปิดท้ายด้วย “กสิณ สุธรรมนัส” Chief Strategy Officer, Finnomena Group บอกว่า วิกฤตและความผันผวนเป็นเรื่องที่พบเจอได้ตลอดในโลกการลงทุน ในทุกๆ ปี เราจะเจอเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาด ซึ่งสถิติในอดีตก็ชี้ว่าเราผ่านมาได้ทุกครั้ง และแน่นอนว่าการมี“เพื่อนร่วมทาง” (FA) ที่เดินไปพร้อมกับคุณ คือหนึ่งในหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนก้าวผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้ พร้อมเดินหน้าสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
ทั้งนี้ “Finnomena Group” มีเป้าหมายสำคัญที่จะช่วยให้ผู้คนมีความมั่นคงทางการเงินตลอดชีวิต ด้วยผู้แนะนำการลงทุนและแพลตฟอร์มการลงทุนชั้นนำระดับสากล ช่วยให้นักลงทุนไทยกว่า 1 ล้านคน ได้พบกับผู้แนะนำการลงทุนที่เข้าใจยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทางที่เดินไปพร้อมกับคุณในทุกจังหวะสำคัญของชีวิต ภายใต้แคมเปญ “Better Together – Wealth Together by Finnomena”
(กสิณ สุธรรมนัส)
“Better Together คือความตั้งใจที่อยากให้ทุกก้าวของการลงทุน เริ่มต้นจากความเข้าใจและเดินไปพร้อมกัน เพราะการลงทุนไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขหรือกลยุทธ์ แต่คือการจัดการอารมณ์ ความไม่แน่ใจ และช่วงเวลาที่ต้องเลือก ซึ่งการมีผู้แนะนำการลงทุนจะช่วยให้ทุกคนเดินหน้าสู่ความสำเร็จ ผ่านระบบ Wealth Together บริการที่ให้คุณมี ‘ผู้แนะนำการลงทุน’(FA) จาก Finnomena Funds คอยดูแลแบบใกล้ชิด ตั้งแต่การแนะนำพอร์ตลงทุนในกองทุนรวม หุ้น ตราสารหนี้ ไปจนถึงการปรับกลยุทธ์และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คุณเข้าใกล้เป้าหมายทางการเงินมากขึ้น โดยตั้งเป้าจะเพิ่ม FA อีก 1,000 คน เพื่อดูแลนักลงทุนที่มีอยู่ประมาณ 50,000 คน ด้วย”
ภายใต้ตลาดการลงทุนที่ผันผวนมากยิ่งขึ้นทั่วโลก ผลกระทบจากนโยบายของ “Donald Trump” การมองหาโอกาสการลงทุนและวางกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสมย่อมช่วยให้คุณสามารถฝ่าตลาดที่ผันผวนนี้ไปได้ และถ้าเดินคนเดียวไม่ไหว การมี “ผู้แนะนำการลงทุน” (FA) ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก้น้อย