โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สศช.เปิดข้อกังวล ‘แรงงานไทย’ SMEs เลิกจ้างพุ่ง-ธุรกิจไม่รับเด็กจบใหม่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 03.33 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 03.32 น.
ดนุชา พิชยนันท์

จากรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 1 ปี 2568 ของทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทั้งสถานการณ์ด้านแรงงานและหนี้สินของครัวเรือน ยังมีประเด็นที่น่ากังวล และต้องให้ความสำคัญ

ผู้มีงานทำลดลง-การผลิตหดตัว

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การจ้างงานในไตรมาส 1 ปี 2568 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 39.4 ล้านคน จากการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมที่ลดลงอย่างต่อเนื่องที่ 3.1%

แต่นอกภาคเกษตรกรรมปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยที่ 0.5% โดยเฉพาะสาขาโรงแรม/ภัตตาคาร ยังคงขยายตัวได้ที่ 3.5% แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มลดลง เช่นเดียวกับสาขาการขนส่ง/เก็บสินค้า ที่ขยายตัวต่อเนื่องที่ 4.5% ขณะที่การจ้างงานในสาขาการผลิต เริ่มหดตัวลงเล็กน้อยที่ 0.4%

นอกจากนี้ ในภาพรวมชั่วโมงการทำงานของแรงงานลดลง อยู่ที่ 40.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยภาคเอกชน อยู่ที่ 44.0 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับผู้ทำงานล่วงเวลาลดลง 5.0% ขณะที่ผู้ทำงานต่ำระดับลดลง 7.9% เช่นเดียวกับผู้ว่างงานระยะยาว ที่ลดลง 14.3% หรือมีจำนวน 6.8 หมื่นคน

โดยกลุ่มผู้ว่างงาน ที่ไม่เคยทำงานมาก่อนกว่า 74.3% ว่างงานเพราะหางานไม่ได้ ขณะที่ผู้เสมือนว่างงานมีจำนวนกว่า 4.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 14.6%

“ผู้เสมือนว่างงานสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากภาคเกษตร 1.5 ล้านคน ที่รอฤดูกาลเพาะปลูกเพิ่มเติม และภาคบริการ 2 ล้านคน ภาคการผลิต 8.2 แสนคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฟรีแลนซ์”

อย่างไรก็ดี อัตราการว่างงานในไตรมาสดังกล่าวอยู่ที่ 0.88% ลดลงจาก 1.01% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีผู้ว่างงานประมาณ 3.6 แสนคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เพิ่งจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย อุดมศึกษา และยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน

เอสเอ็มอี “เลิกจ้าง-ปิดโรงงาน”

นายดนุชากล่าวว่า ประเด็นเรื่องแรงงานที่ต้องให้ความสำคัญ จะเป็นในส่วนของเอสเอ็มอี จากที่ในปี 2567 ที่ผ่านมา ธุรกิจเอสเอ็มอีมีเลิกกิจการไปค่อนข้างมาก ประมาณ 2.4 หมื่นแห่ง และโรงงานปิดกิจการ 1,234 แห่ง ทำให้ส่งผลกระทบกับแรงงานกว่า 3.5 หมื่นคน ซึ่งโรงงานที่เลิกกิจการส่วนใหญ่ เป็นโรงงานภาคการผลิตที่มีปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขัน

ดังนั้น ต้องมีการยกระดับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงส่งเสริมทักษะใหม่ให้แก่แรงงาน เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในอนาคต การช่วยลดต้นทุน เพื่อช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขัน จะได้ไม่ต้องเลิกกิจการ

“การว่างงานในส่วนของเอสเอ็มอีสูงขึ้น จากการปิดตัวของธุรกิจที่มากขึ้น โดยแนวโน้มเอสเอ็มอี ในระยะข้างหน้ายังไม่แน่นอน ซึ่งธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ มีมาตรการช่วยสภาพคล่อง เพื่อพยุงกิจการเอาไว้ และเชื่อว่าจะมีมาตรการช่วยเอสเอ็มอีเกี่ยวกับภาคส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐออกมาอีก ซึ่งน่าจะช่วยให้สามารถดำเนินกิจการได้โดยไม่ต้องปลดคนงาน”

ขณะเดียวต้องเร่งสร้างหลักประกันกรณีเลิกจ้างให้แก่แรงงานด้วย เพราะตั้งแต่ปี 2563-2567 มีลูกจ้างขอรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ประมาณกว่า 2.1 หมื่นคน ซึ่งไม่ได้รับเงินชดเชยตามที่ควรจะเป็น ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย

“ฉะนั้น ส่วนนี้จะต้องมีการกำหนดมาตรการให้ชัดเจน เพื่อจะได้มีการชดเชยให้กับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างได้อย่างเป็นธรรมตามกฎหมายกำหนด”

เด็กจบใหม่เสี่ยงตกงานมากขึ้น

เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวว่า อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วง ก็คือ “เด็กจบใหม่” เสี่ยงต่อการตกงาน โดยจากการสำรวจผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล ในสหรัฐอเมริกา ของ “Hult” ร่วมกับ “Workplace Intelligence” ในปี 2025 พบว่า ผู้บริหารประมาณ 89% มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่

โดยมากกว่าครึ่งมองว่า เด็กจบใหม่ขาดประสบการณ์ (60%), ไม่มีทักษะที่เหมาะสม (51%), ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม (55%) รวมถึงมีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดีนัก (50%) โดยนายจ้างเลือกที่จะจ้างฟรีแลนซ์ หรือพนักงานที่เกษียณไปแล้วทดแทน หรือปล่อยให้ตำแหน่งว่าง ซึ่งส่วนนี้ก็สอดคล้องกับมุมมองของผู้ประกอบการไทย

ทั้งนี้ จากข้อมูลการวิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานออนไลน์ของทางสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า มีตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครเพียง 22.3% ที่ไม่ต้องการประสบการณ์ทำงานจากผู้สมัคร สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการมีทักษะและความเข้าใจในการทำงานจริง

โดยแรงงานจบใหม่ ควรเตรียมความพร้อมตนเอง ทั้งในด้านทักษะที่จำเป็นต่อสายงานและทัศนคติต่อโลกการทำงาน ขณะที่ภาคการศึกษาต้องเร่งปรับการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด รวมถึงส่งเสริมการฝึกงาน เพื่อสร้างประสบการณ์ทำงานจริงให้แก่นักศึกษา

“เรื่องการพัฒนาแรงงาน โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ ทั้งระดับอุดมศึกษาและ ปวช., ปวส. ในเรื่องทักษะที่เหมาะสม เป็นอีกเรื่องที่จะต้องให้ความสำคัญ โดยเด็ก ๆ รุ่นใหม่ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะมีแนวคิดที่ให้ความสําคัญกับเรื่องของ Work Life Balance หรืออาจจะอยากไปเป็นผู้ประกอบการเอง ซึ่งสำหรับกลุ่มที่จะเข้าสู่ระบบการจ้างงานกับบริษัทต่าง ๆ ต้องเข้าใจว่าการทำงานจริง ๆ เพื่อที่จะรับเงินเดือน อาจจะเป็นการทำงานที่ต้องเต็มที่ ซึ่งต้อง Work ก่อน มีงานทําก่อน แล้วค่อยไปดูเรื่อง Balance”

หนี้ครัวเรือน 88.4% ของ GDP

สำหรับสถานการณ์ทางด้านหนี้สินครัวเรือน ล่าสุด ในไตรมาส 4 ปี 2567 เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวว่า หนี้สินครัวเรือนอยู่ที่ 16.42 ล้านล้านบาท ขยายตัวในอัตราชะลอลง 0.2% สาเหตุจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลงมาอยู่ที่ 88.4% จาก 88.9% ในไตรมาสก่อนหน้า

ขณะที่คุณภาพสินเชื่อของครัวเรือนปรับลดลง โดยมูลค่าสินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) ในฐานข้อมูลเครดิตบูโร มีจำนวน 1.22 ล้านล้านบาท ขยายตัว 16.4% หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 8.94% เพิ่มขึ้นจาก 8.78% ของไตรมาสที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาส 4 ติดต่อกัน

นอกจากนี้ พบว่า หนี้หมวดยานยนต์ และธุรกิจปรับตัวลดลง แต่หนี้สินเชื่อส่วนบุคคลยังมีการขยายตัว แม้จะชะลอลง

“ตอนนี้เรื่องหนี้เป็นเรื่องสําคัญ โดยมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับทางกระทรวงการคลัง ที่ออกมาพุ่งเป้าที่จะช่วยไม่ให้ลูกหนี้เป็น NPLs เพราะฉะนั้น คงต้องประชาสัมพันธ์ และอาจจะต้องปรับปรุงเงื่อนไขเพิ่มเติม เพื่อดึงให้ผู้ที่ดูแล้วเริ่มจะมีปัญหาเข้ามา เพื่อเขาจะได้ไม่เป็น NPLs”

เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวด้วยว่า สำหรับแนวโน้มหนี้สินครัวเรือน ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ และรายได้ ซึ่งหากมีมาตรการเข้าไปช่วยในแง่ของการลงทุน โดยกระจายเม็ดเงินเข้าไปในระบบ ก็น่าจะทําให้หลาย ๆ ส่วนสามารถมีรายได้เพิ่มขึ้น แล้วก็จะช่วยลดปัญหาหนี้ลงไปได้ระดับหนึ่ง นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นหนี้ และมีวินัยในการชำระมาตลอด แต่อาจเกิดปัญหาเล็กน้อย ก็อาจต้องดูว่าจะช่วยส่วนนี้อย่างไรด้วย

ชี้ 2 ปมก่อหนี้ครัวเรือน

นายดนุชากล่าวด้วยว่า สำหรับประเด็นเรื่องปัญหาหนี้ที่ต้องให้ความสำคัญ มี 2 ประเด็นหลัก คือ 1.คนไทยมีพฤติกรรรมการบริโภคแบบติดหรู ซึ่งอาจนำไปสู่การก่อหนี้เกินตัวได้ง่าย และพบว่า คนไทยจำนวนหนึ่งมีเงินออมสำหรับยามฉุกเฉินน้อยกว่า 6 เดือน ทำให้มีแนวโน้มเข้าสู่วงจรหนี้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน สะท้อนปัญหาการขาดความรู้ และการวางแผนทางการเงินที่เหมาะสม

2.ต้องผลักดันให้สหกรณ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครดิตบูโร จากข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในปี 2567 พบว่า สหกรณ์ทุกประเภทมีการปล่อยกู้ให้กับสมาชิกมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท แต่สหกรณ์ที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโรยังมีจำนวนน้อย ทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนทำได้ยาก

นอกจากนี้ จากข้อมูลของเครดิตบูโรในไตรมาส 3 ปี 2567 พบว่า หนี้เสียของลูกหนี้สหกรณ์มีการขยายตัวสูงที่สุดเมื่อเทียบกับลูกหนี้ประเภทอื่น โดยสมาชิกส่วนใหญ่ของสหกรณ์ประกอบอาชีพข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือกลุ่มเกษตรกร ที่มีความเสี่ยง ก่อหนี้ซ้ำซ้อนหากไม่มีวินัยทางการเงินที่ดี

แนะดึงสหกรณ์เข้าเครดิตบูโร

เลขาธิการสภาพัฒน์ยกตัวอย่างว่า กรณีการเข้าร่วมเครดิตบูโรของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ พบว่า สามารถปรับพฤติกรรมทางการเงิน ผ่านการให้คำปรึกษา การประเมินข้อมูลเครดิต และประสานข้อมูลกับสถาบันทางการเงินอื่น เพื่อให้สมาชิกสามารถเข้าถึงสินเชื่อที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเองได้ การเชื่อมโยงข้อมูลกับเครดิตบูโรจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถช่วยให้ประชาชนสามารถหลุดจากปัญหาหนี้สิน รวมถึงเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อที่เป็นธรรม

“ภาครัฐควรผลักดันเชิงนโยบายให้สหกรณ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกกับเครดิตบูโร เพื่อให้สามารถบริหารจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมความมั่นคงทางการเงินของประชาชนในระยะยาว” เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สศช.เปิดข้อกังวล ‘แรงงานไทย’ SMEs เลิกจ้างพุ่ง-ธุรกิจไม่รับเด็กจบใหม่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...