โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เวียดนามจะแซงไทย เป็นไปได้แต่อาจไม่สำคัญอย่างที่คิด

The Momentum

อัพเดต 11 ก.ย 2568 เวลา 17.30 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 10.45 น. • THE MOMENTUM

วันดีคืนดี ประเด็นเรื่องเศรษฐกิจเวียดนามจะแซงไทยก็กลับมาปรากฏมากมายบนหน้าฟีด ผมสืบค้นที่มาที่ไปจนมาเจอต้นทางจากรายงานการจัดลำดับประเทศตามเศรษฐกิจ (World Economic League) ประจำปี 2025ที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจในสหราชอาณาจักร (Centre for Economics Business Research)

รายงานดังกล่าวคาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 เวียดนามจะแซงไทยขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียน และอาจไต่ขึ้นถึงอันดับหนึ่งภายในปี 2036

(ซ้าย) จีดีพีของไทยและเวียดนามระหว่างปี 1985-2023 หน่วย: พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ขวา) จีดีพีต่อหัวของไทยและเวียดนามระหว่างปี 1985-2023 หน่วย: พันดอลลาร์สหรัฐฯ (ข้อมูลจากธนาคารโลก)

หากเปรียบเทียบตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP ระหว่าง 2 ประเทศตั้งแต่ปี 1985 จนถึงปัจจุบันจะเห็นว่า ไทยออกตัวแรงกว่า เพราะใช้ระบบจัดสรรทรัพยากรโดยตลาด และเปิดประเทศต้อนรับกระแสโลกาภิวัตน์มาก่อนจะสะดุดหยุดลงเมื่อเจอวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ก็ตั้งหลักใหม่แล้วพุ่งทะยานได้อีกครั้ง ส่วนเวียดนามเริ่มเปลี่ยนผ่านจากระบอบจัดสรรทรัพยากร จากส่วนกลางแบบคอมมิวนิสต์สู่ระบอบตลาดนับตั้งแต่นโยบาย ‘โด๋ยเม้ย’ (Đổi Mới) หรือที่แปลว่าการบูรณะ

ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยและเวียดนามเติบโตโดยทิ้งช่วงห่างกันตลอด กระทั่งเศรษฐกิจไทยเจอจุดสะดุดครั้งใหญ่จากการระบาดของโรคโควิด-19 และอีกสารพันปัญหาโครงสร้างที่เริ่มปรากฏตัวขึ้น ช่องว่างของขนาดเศรษฐกิจก็เริ่มหดแคบลงเรื่อยๆ ยิ่งปัจจุบันที่ไทยเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่คาดว่า ทั้งปีนี้และปีหน้าเศรษฐกิจไม่น่าจะเติบโตเกิน 2-3% ส่วนเวียดนามมีแนวโน้มว่าจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในกรอบ 5-6% ซึ่งต่อเนื่องยาวนานมากว่า 15 ปีอีกสักระยะ

แต่ถึงแม้ขนาดเศรษฐกิจของ 2 ประเทศจะขยับเข้าใกล้กัน แต่หากหารผลผลิตทางเศรษฐกิจต่อหัวแล้ว เวียดนามยังห่างจากไทยอยู่มาก เนื่องจากประชากรเวียดนามมีจำนวนแตะ 100 ล้านคน ขณะที่ไทยตอนนี้อยู่ที่ราว 70 ล้านคนเท่านั้น เรียกได้ว่า เวียดนามยังคงเป็นหน้าใหม่ของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง ส่วนไทยนั้นอยู่ในระหว่างดิ้นรนเพื่อขยับตัวเองสู่ประเทศรายได้สูง

อย่างไรก็ตามภายใต้ตัวเลขการเติบโตอันน่าอัศจรรย์ของเวียดนาม นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งก็เริ่มมองเห็นสัญญาณความเปราะบางของเศรษฐกิจเวียดนามที่อาจ ‘ชนเพดาน’ การเติบโตในไม่ช้า นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ โต เลิม (To Lam) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของเวียดนาม หมายมั่นว่าจะผลักประเทศให้สร้างนวัตกรรมด้วยตัวเอง ไม่ใช่เป็นแค่ฐานผลิตค่าแรงต่ำ เพื่อส่งออกอย่างที่เคยเป็นมา

ความท้าทายครั้งใหญ่ของเวียดนาม

เวียดนามเดินตามรอยสูตรสำเร็จ ขยับเป็นประเทศรายได้ปานกลางของนานาประเทศรวมถึงไทย นั่นคือการใช้ข้อได้เปรียบจากแรงงานราคาถูก ดึงดูดเม็ดเงินให้บริษัทต่างชาติมาลงทุน เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตสินค้าส่งออกไปทั่วโลก ปีที่ผ่านมาเวียดนามยังคงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้มหาศาล โดยคิดเป็น 6 เท่าตัวของไทย ถ้าหากดาวเด่นของไทยคือ ชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ เรือธงของเวียดนามก็คือ โทรศัพท์ โดยมีเจ้าใหญ่อย่างซัมซุง (Samsung)

โรงงานขนาดใหญ่ที่สุดของซัมซุงตั้งอยู่ที่จังหวัดไทเหงียน ไม่ไกลจากกรุงฮานอย และจ้างแรงงานชาวเวียดนาม 1.6 แสนคน เพื่อประกอบชิ้นส่วนสมาร์ตโฟน บริษัทซัมซุงเพียงแห่งเดียวก็คิดเป็นสัดส่วนมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 14% จากมูลค่าการส่งออกทั้งหมดที่คิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของ GDP เวียดนาม

การพึ่งพาเงินลงทุนจากต่างชาติที่ฉุดพาให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโต เป็นทั้งยาวิเศษและยาพิษ จากสถิติพบว่า มูลค่าเพิ่มต่อหน่วยของสินค้าที่ผลิตในเวียดนามนั้นต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศไทยหรือมาเลเซีย ภาคการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกของเวียดนามส่วนใหญ่เป็นงานใช้แรงงานเข้มข้น แต่ไม่ต้องอาศัยทักษะ ในขณะที่ชิ้นส่วนสำคัญก็ไม่ได้ผลิตในประเทศ แต่นำเข้ามาจากจีนหรือเกาหลีใต้ หากวันหนึ่งค่าแรงของเวียดนามเพิ่มสูงขึ้น เหล่าบริษัทข้ามชาติก็มีโอกาสย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่า เช่น บังคลาเทศหรือแอฟริกา

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเกินคาด เพราะเวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนลิวอิส (Lewis Turning Point) เพราะภาคอุตสาหกรรมดึงดูดแรงงานส่วนเกินในภาคการเกษตรและชนบทมาจนหมดแล้ว หากมีการขยายตัวของอุตสาหกรรมเพิ่ม สิ่งที่ตามมาคือการเพิ่มขึ้นของค่าแรงอย่างรวดเร็ว สถิติชี้ชัดว่า เวียดนามกำลังเข้าใกล้จุดดังกล่าว เพราะจำนวนแรงงานจากภาคเกษตรที่เคยหลั่งไหลเข้ามาสู่ภาคอุตสาหกรรมราวปีละ 1 ล้านคน กลับหดตัวเหลือเพียง 2 แสนคนเท่านั้น

อีกโจทย์สำคัญคือ ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วทำให้โครงสร้างพื้นฐานของเวียดนามเติบโตตามไม่ทัน เมืองใหญ่อย่างโฮจิมินห์และฮานอยต่างประสบปัญหาโครงสร้างพื้นฐานย่ำแย่ ทั้งถนนหนทาง การขนส่งสาธารณะ ท่าเรือ และโครงข่ายพลังงานที่ไม่เพียงพอ ธนาคารโลกระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานนี้เองที่จะกลายเป็นข้อจำกัดในการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามปัญหาดังกล่าวเริ่มปรากฏชัดจากเหตุการณ์ไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง รวมถึงการปันส่วนการใช้ไฟฟ้าเมื่อเกิดคลื่นความร้อน

และอีกหนึ่งโครงสร้างสำคัญที่เวียดนามยังล้าหลังกว่าประเทศไทยอย่างมาก คือภาคการเงิน ธนาคารในเวียดนามอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐอย่างเข้มงวด และกลายเป็นเครื่องมือเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้อง โดยปล่อยสินเชื่อให้กับเครือข่ายทางการเมืองด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าและอนุมัติง่ายกว่า ส่วนตลาดทุนเองก็ยังต้องพัฒนาอีกมาก โดยตลาดหุ้นเวียดนามถูกจัดอยู่ในประเภทตลาดชายขอบ (Frontier Market)ซึ่งต้องยกระดับเรื่องกฎเกณฑ์ ความโปร่งใส และบรรษัทภิบาลเพื่อให้ได้สถานะตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เช่นของประเทศไทย

จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ โต เลิม ผู้นำคนปัจจุบันของเวียดนามจะเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปครั้งใหญ่ ทั้งลดความซับซ้อนของกฎระเบียบในการทำธุรกิจ เร่งรัดงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน และที่สำคัญ เพิ่มสัดส่วนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อผลักดันให้เวียดนามเป็นมากกว่า ‘โรงงานประกอบชิ้นส่วนค่าแรงต่ำ’ ซึ่งนับว่าไม่ง่ายเลยสำหรับภาวะภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูงจากนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ ซึ่งอาจสูงถึง 46%

เวียดนามจะแซงไทย แล้วมันยังไงนะ

หากวันหนึ่งเศรษฐกิจเวียดนามจะมีมูลค่าสูงกว่าไทย สำหรับผมแล้วมันไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะหากวัดในมิติอื่นๆ ทั้งด้านรายได้ต่อหัว ทุนมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐาน และตลาดทุนตลาดเงิน ยังไงประเทศไทยก็ยังเหนือกว่า โจทย์ของไทยในปัจจุบันก็คล้ายกับเวียดนาม คือจะทำอย่างไรเพื่อเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างนวัตกรรมของตัวเอง แล้วก้าวกระโดดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางให้เป็นรายได้สูงได้สำเร็จ

นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ สิ่งสำคัญคือเราต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดว่าเราต้องการเป็นอะไร และจะบรรลุเป้าหมายนั้นอย่างไร พร้อมกับยอมรับความจริงว่าระหว่างทางย่อมมีคน เจ็บตัวจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ที่ผ่านมาการเมืองที่ลุ่มๆ ดอนๆ เหมือนทำให้เราหลงทิศหลงทางและอยากเป็นทุกอย่าง เราอยากสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน แต่ในขณะเดียวกันก็อยากเป็นศูนย์กลางด้านก๊าซธรรมชาติเหลว เราอยากเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แต่จะยืนหยัดเป็นบ้านหลังสุดท้ายของรถสันดาป เราอยากเป็นครัวของโลก แต่ผลิตภาพทางการเกษตรของเรายังต่ำเตี้ยเรี่ยดิน และหยุดนิ่งมาร่วมทศวรรษ ฯลฯ

ก่อนที่เราจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด เราต้องเริ่มจากยอมรับความจริงให้ได้ว่า การไปถึงปลายทางนั้นอย่างไรก็มีคนเจ็บตัว หากจะสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ยักษ์ใหญ่ด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลก็ต้องอยู่ลำบาก หากจะหนุนรถยนต์ไฟฟ้า โรงงานรถสันดาปก็ต้องปิดตัว หากจะเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตรก็ต้องนำเครื่องจักรเข้าไปใช้ เท่ากับว่าแรงงานในภาคการเกษตรจำนวนมากต้องตกงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่คือกระบวนการทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์ (Creative Destruction) ในระบบเศรษฐกิจหนึ่ง เรามีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด การที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งล้มหายตายจากไปคือ การเคลื่อนที่ของทุนและแรงงานไปยังธุรกิจที่ ‘มีอนาคต’ มากกว่า แต่หากยังพยายามยื้อยุดอุตสาหกรรมเก่าที่ใกล้หมดลมหายใจเอาไว้ เราก็จะตกอยู่ในภาวะอิหลักอิเหลื่ออย่างเช่นในปัจจุบัน

ภาครัฐและภาคเอกชนไทยไม่ได้ขาดแคลนเงินทุน เพียงแต่ทุกวันนี้เราใช้เงินทุนเหล่านั้นเพื่อยื้อสถานภาพที่เป็นอยู่เดิมเอาไว้ ไม่ได้ใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านหรือปฏิรูปเศรษฐกิจ ผู้เขียนก็ได้แต่เฝ้าฝันว่า จะมีพรรคการเมืองใจถึงเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลง และกล้าที่จะยอมเจ็บตัวในระยะสั้นเพื่อหวังผลบวกในระยะยาว ไม่ใช่เอาแต่แก้วิกฤตเฉพาะหน้า ประสานประโยชน์ลงตัวทุกฝ่ายแต่ประเทศไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

เอกสารประกอบการเขียน

The man with a plan for Vietnam

Vietnam’s economy is booming, but its new leader is worried

Viet Nam’s Economy is Forecast to Grow 6.1% in 2024: WB

World Economic League Table

เวียดนามจะแซงไทย? ทำไมนักเศรษฐศาสตร์ถึงมองว่า เศรษฐกิจเวียดนามอาจไม่สดใสอย่างที่คิด

เศรษฐกิจไทยแพ้เวียดนามตรงไหน? เทียบตัวเลขเศรษฐกิจ-ทุนมนุษย์-เทคโนโลยี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...