จากล้นจนร้าง...ถึงเวลาฟื้นท่องเที่ยวไทยให้ถูกทาง
หลังโควิด-19 “วัฒนธรรม” กลายเป็นพลังหลักในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับมาอีกครั้ง แต่ในขณะที่หลายเมืองเร่งฟื้นเศรษฐกิจผ่านการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว เมืองอีกจำนวนมากกลับมุ่งบาลานซ์ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเทรนด์โลกของปี 2025 ที่น่าจับตามอง
หมุดหมายใหม่โดนใจนักเดินทาง
เมืองอย่างดูไบ เฉิงตู กวางโจว และจาการ์ตา ต่างกำลังตั้งหน้าตั้งตารีแบรนด์เมืองใหม่ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่เปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรม เทศกาล จุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ทันสมัย เพื่อให้ได้สัมผัสประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ผ่านมรดกทางประเพณีและวัฒนธรรม จนทำให้เมืองเหล่านี้กลายเป็นหมุดหมายใหม่ที่ใคร ๆ ก็ควรไปเยี่ยมเยือนสักครั้งในชีวิต
โตอย่างไรให้บาลานซ์
หลาย ๆ เมืองใช้การประเมินทางนวัตกรรมมาระบุถึงภาวะกดดันทางการท่องเที่ยว เช่น กลยุทธ์ของเมืองบาเซโลนาในการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว นโยบายการเก็บค่าธรรมเนียมผู้เยี่ยมเยือนของเมืองเอดินบะระ และภาษีโรงแรมในซานฟรานซิสโก
(Elizeu Dias / Unsplash)
เที่ยวจริงผ่านจอ
ไม่ว่าจะเป็นหนัง ละคร หรือวิดีโอเกม ก็กำลังส่งเสริมการท่องเที่ยวในระดับโลกได้อย่างก้าวกระโดด ดูได้จากสถิติการท่องเที่ยวลอนดอน 60% ของนักท่องเที่ยวได้รับอิทธิพลมาจากภาพยนตร์ หรือการริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ อย่างเช่น คณะกรรมการภาพยนตร์อาบูดาบี (Abu Dhabi Film Commission) ไปสู่องค์กรไม่แสวงกำไรอย่าง Film London และคณะกรรมการภาพยนตร์แห่งโซล ต่างก็มีบทบาทในการยกระดับเทรนด์นี้ผ่านการใช้ภาพยนตร์เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับท้องถิ่นของพวกเขา
ในปี 2025 เมืองต่าง ๆ จะให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวภายใต้กรอบความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ด้วยเทรนด์ที่กำลังเติบโตอย่างการใช้ภาพยนตร์โปรโมตการท่องเที่ยว ในขณะเดียวกันก็ต้องหาจุดสมดุลระหว่างความต้องการของผู้มาเยือนและผู้อยู่มาก่อนอย่างชาวเมืองด้วยเช่นกัน
ในส่วนของประเทศไทย มีรายงานระบุในบทความ “Overtourism ผลกระทบและแนวทางการจัดการเพื่อความยั่งยืน” โดยธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ว่า นักท่องเที่ยวมีการกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับความนิยมสูง จากสถิติที่รวบรวมโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในปี 2559 พบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติใน 10 จังหวัดแรกที่มีจำนวนสูงสุดคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 86.3% แสดงให้เห็นว่ามีการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในจังหวัดที่ได้รับความนิยม รวมถึงบางช่วงเวลาที่เป็น High Season หรือช่วงเวลาเทศกาลก็จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวสูงเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน
สถิตินี้สะท้อนให้เห็นว่า บางช่วงและบางจังหวัดจะต้องรับนักท่องเที่ยวปริมาณมากจนล้น ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาได้เพราะการมีปริมาณนักท่องเที่ยวที่มากเกินไปหรือที่เรียกว่า ‘Overtourism’ จำเป็นต้องมีการวางแผนรับมือและจัดการให้ดี มิเช่นนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการรบกวนคนท้องถิ่น หรือความประทับใจที่ลดน้อยลงของนักท่องเที่ยวเพราะต้องรอคิวนาน หรือความรู้สึกอึดอัดจากการต้องเบียบเสียดในสถานที่ที่มีคนเนืองแน่น
(Jacek Dylag / Unsplash)
นอกจากนี้ปริมาณนักท่องเที่ยวมักมาพร้อมกับกำลังซื้อ แต่เมื่อมีความต้องการซื้อสินค้าในท้องถิ่นมากขึ้น ก็อาจจะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มมากขึ้นและค่าครองชีพสูงขึ้นด้วยสำหรับคนท้องถิ่น นอกจากนี้ เมื่อมีคนหลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น ก็อาจทำให้สาธารณูปโภคไม่เพียงพอต่อความต้องการ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเสื่อมโทรม และอาจกระทบไปถึงมรดกและวัฒนธรรมดั้งเดิมที่อาจเปลี่ยนแปลงไป เพราะไม่สามารถดูแลนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึง เช่น อาจมีคนมือบอนขีดเขียนฝาผนังในโบราณสถาน หรือเกิดการขโมยโบราณวัตถุที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมออกจากพื้นที่
โดยแนวทางของการจัดการกับภาวะ Overtourism นั้นไม่มีสูตรตายตัว แต่สามารถใช้ตัวอย่างจากหลาย ๆ เมืองมาเป็นกรณีศึกษาได้ เช่น
- กระจายนักท่องเที่ยวออกจากช่วงเวลาที่หนาแน่น โดยการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ หรือการใช้เทคโนโลยีมาช่วย อย่างการทำระบบจองล่วงหน้า หรือใช้นโยบายรัฐร่วมด้วย อย่างการทำนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยววันธรรมดา หรือการท่องเที่ยวนอกฤดูกาล เป็นต้น
- การกระจายนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ที่หนาแน่น โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับความนิยมน้อย เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวพื้นที่รอบนอกกรุงลอนดอนของสหราชอาณาจักร หรือการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองของประเทศไทย
- ใช้กลไกราคา โดยการเก็บค่าธรรมเนียมหรือภาษีนักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น และใช้ราคาที่ทำให้เกิดแรงจูงใจในพื้นที่ที่หนาแน่นน้อยกว่า
- การตั้งมาตรการเกี่ยวกับธุรกิจที่พักแรมเพื่อกระจายนักท่องเที่ยว เช่น การจำกัดจำนวนที่พักแรมเปิดใหม่ อย่างที่บาร์เซโลนาที่ห้ามสร้างที่พักแรมใจกลางเมือง และการควบคุมให้ที่พักแรมต้องจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย
- ปิดแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งนับเป็นมาตรการขั้นเด็ดขาดที่จะช่วยฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมได้อย่างรวดเร็ว เช่น ประเทศไทยมีการปิดเกาะตาชัยในจังหวัดพังงาแบบถาวรตั้งแต่ปี 2559 หรือการปิดเกาะต่าง ๆ ในช่วงมรสุม เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในช่วงเวลานั้นด้วยเช่นกัน
การท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากแนวคิดจาก “มากคือดี” ไปสู่ “พอดีและยั่งยืน” เพราะแม้การท่องเที่ยวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว แต่หากไร้การบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ก็อาจทำลายสิ่งที่มีค่าที่สุดอย่างวัฒนธรรมท้องถิ่นและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน แนวคิดจากเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า การกระจายความหนาแน่น กระตุ้นเมืองรอง ใช้เทคโนโลยี และกำหนดมาตรการด้านภาษี ล้วนเป็นแนวทางที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวได้อย่างถูกทิศทางและเกิดความมั่นคงในระยะยาว
ที่มา : รายงาน “World Cities Culture Trends Report 2025” จาก worldcitiescultureforum.com
บทความ “Overtourism ผลกระทบและแนวทางการจัดการเพื่อความยั่งยืน” โดย อารยา จันทร์สกุล