โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทรบไท สู่ไทยรบลาว: สงครามชาติพันธุ์เคียงโศกนาฏกรรม ขุนช้าง-ขุนแผน-วันทอง-ลาวทอง

The101.world

เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 03.44 น. • The 101 World

ไทยรบพม่า เป็นชื่อหนังสือคลาสสิกเล่มสำคัญของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ถูกยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย กำเนิดหนังสือเล่มนี้ช่วยตอกย้ำโครงเรื่องประวัติศาสตร์แห่งชาติที่วางอยู่บนฐานสงครามได้เป็นอย่างดี ภายในเนื้อหาไม่ซับซ้อนมี ‘เรา’ คือ คนไทย และมี ‘เขา’ คือ พม่าที่เป็นศัตรู ชื่อหนังสือที่แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Our Wars with the Burmese[1] ก็ให้เซนส์ที่ไม่อ้อมค้อม

อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้ชี้ให้เห็นถึงความแพรวพราวของชนชั้นนำต้นรัตนโกสินทร์ในการเขียนพระราชพงศาวดารที่ให้ความสำคัญของสงครามกับพม่า พร้อมทั้งการโจมตีราชวงศ์บ้านพลูหลวง การล่มสลายของมหานครที่ยิ่งใหญ่อย่างกรุงศรีอยุธยาก็เนื่องมาจากพม่า ดังนั้น สงครามไทยกับพม่าจึงเป็นหนึ่งในความรุนแรงที่ถูกใช้สร้างเป็นแม่บทประวัติศาสตร์แห่งชาติ จึงไม่แปลกนักความรุนแรงในสงครามอื่นจะไม่ถูกเลือก

ผลพวงมาจากแนวคิดแบบเชื้อชาตินิยมทำให้เรารู้สึก ‘เป็นอื่น’ กับคนในกลุ่มวัฒนธรรมที่พูดภาษาไท หรือไท-ลาว หรือไทกะได น้อยกว่าที่เคยเป็นมาเมื่อเทียบกับหลายร้อยปีก่อน นั่นหมายถึง สำนึกของคนไทยในปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงคนที่พูดคำเมือง ลาว ไทใหญ่ ไทลื้อ ไทดำ ฯลฯ จะไม่รู้สึกแปลกแยกนัก เมื่อเทียบกลุ่มคนที่พูดภาษาเขมร มลายู ฯลฯ

แต่ในหน้าประวัติศาสตร์เมื่อย้อนหลังกลับไปร้อยปีก่อนขึ้นไป ความเป็นไทที่ไม่ใช่วัฒนธรรมของไท-สยาม ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง นั้นมีความ ‘เป็นอื่น’ อย่างสูงในรูปแบบของความเป็น ‘ลาว’ 

บทความนี้จะชวนสนทนามิติของความตึงเครียดทางวัฒนธรรมผ่านสงคราม ‘ไทรบไท’ ที่ต่อมาจะถูกนิยามให้กลายเป็น ‘ไทยรบลาว’ อันปรากฏทั้งในพระราชพงศาวดารและวรรณกรรมยอดนิยมอย่างขุนช้างขุนแผน

1

เชียงใหม่-สุโขทัย-อยุธยา ความสัมพันธ์สามเส้าของรัฐพูดภาษาไท บนลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ช่วงพุทธศตวรรษ 20 ต่อต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ทั้งเชียงใหม่และอยุธยาต่างก็อยู่ในช่วงของการขยายอำนาจทางการเมือง ชนชั้นนำเชียงใหม่หลังจากที่สร้างที่มั่นทางตอนเหนือได้อย่างมั่นคงก็มุ่งขยายอิทธิพลลงใต้ ขณะที่ชนชั้นอยุธยาเมื่อเถลิงอำนาจเหนือลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เอาชนะเขมรทางตะวันออกได้สำเร็จ ก็ขยับกองทัพขึ้นทางเหนือ นั่นทำให้เส้นทางของทั้งคู่มาบรรจบกันในเวลาต่อมา

ระหว่างทั้งสอง ยังมีรัฐที่อยู่ระหว่างกลางนั่นคือ สุโขทัย …ใช่แล้ว สุโขทัยที่เรียกกันมาว่าเป็นราชธานีแห่งแรก จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ก็แล้วแต่ ในยุคนี้ชนชั้นนำสุโขทัยตกที่นั่งลำบาก สุ่มเสี่ยงจะ ‘เสียดินแดน’ ให้กับทั้งสองมหาอำนาจจากเหนือและใต้ ท่ามกลางความเสื่อมอำนาจของสุโขทัย ผู้ทรงอำนาจในรัฐแห่งอรุณรุ่งก็พยายามเล่นการเมืองโดยพยายามสร้างเส้นสายทางการเมืองไว้ทั้งกับล้านนาและอยุธยา แต่จากข้อมูลที่มี เหมือนสุโขทัยจะใกล้ชิดกับเชียงใหม่มากกว่าในช่วงแรก

ความสัมพันธ์ของสุโขทัยกับเชียงใหม่ เห็นได้จากการเป็นพันธมิตรทางการเมืองระหว่างกัน อิทธิพลของการวางผังเมืองของสุโขทัยที่มีต่อเมืองเชียงใหม่ที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมที่คล้ายคลึงกับสุโขทัย ยังไม่นับว่าการอิทธิพลทางพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ตั้งแต่ลัทธิคำสอนและงานศิลปะสถาปัตยกรรม ที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือเจดีย์ทรงระฆังคว่ำที่วัดสวนดอก และบางคนอาจเคยผ่านตาภาพเก่าก่อนบูรณะใหญ่ เจดีย์บริวารที่วัดสวนดอกองค์หนึ่งมีรูปแบบเป็นเจดีย์ดอกบัวตูมอันเป็นรูปแบบสำคัญของสถาปัตยกรรมสุโขทัย อักษรฝักขามที่ใช้ในจารึกหินตามวัดต่างๆ ก็ปฏิเสธมิได้ว่าอิทธิพลอักขระแบบสุโขทัย

ความสัมพันธ์ของชนชั้นนำล้านนากับสุโขทัยแสดงเห็นได้ชัดที่สุดคือ พญาไสลือไท กษัตริย์สุโขทัยเคยช่วยท้าวยี่กุมกามรบกับพญาสามฝั่งแกนเพื่อชิงบัลลังก์หลังจากพญาแสนเมืองมาสวรรคต แต่ก็ไม่สำเร็จ มีงานวิชาการบางชิ้นเสนออย่างกล้าหาญว่า พญาไสลือไทเป็นโอรสคนที่สี่ของพญาแสนเมืองมากษัตริย์เชียงใหม่เลยทีเดียว[2] ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าสุโขทัยเองก็พยายามเข้าไปมีอำนาจการเมืองในเชียงใหม่เช่นกัน

เมื่อหันไปมองทางฝั่งอยุธยา ชนชั้นนำสายราชวงศ์สุพรรณภูมิได้ผูกสัมพันธ์ทางการเมืองผ่านการแต่งงานกับฝั่งสุโขทัย นั่นคือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) กับพระราชเทวีที่เป็นพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 2 (บางแห่งว่า 3 พญาไสลือไท) แห่งสุโขทัยที่ต่อมาจะให้กำเนิดโอรสคือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ[3] กษัตริย์อยุธยาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต

การขยายอำนาจของทั้งสองรัฐ ทำให้สุโขทัยกลายเป็นรัฐกันชนระหว่างเชียงใหม่และอยุธยาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

2

เชลียง-เชียงชื่น สงครามแย่งเมืองระหว่างเชียงใหม่-อยุธยา

พ.ศ. 1914 เป็นอย่างช้า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพ่องั่ว) แห่งอยุธยา ได้ขยายอำนาจขึ้นไปยึดครองเมืองทางตอนเหนือ[4] จากภัยคุกคามและแรงกดดันดังกล่าวทำให้หัวเมืองอย่างชากังราว (กำแพงเพชร), เชลียง (ศรีสัชนาลัย) และสุโขทัยได้พยายามจะขอความช่วยเหลือล้านนา แต่ก็ไม่สำเร็จ หลังจากพญาไสลือไท กษัตริย์สุโขทัยสวรรคต สมเด็จพระนครินทราธิราชได้ยกทัพมาพร้อมแสดงอำนาจเหนือสุโขทัยสยบพระยาบาลเมือง (หรือบรมปาล) กษัตริย์สุโขทัยให้อยู่ในอำนาจในปี 1962[5] สุโขทัยจึงเปลี่ยนจากอรุณรุ่งกลางดินแดนอัสดงกลายเป็นส่วนหนึ่งของอยุธยา ไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐกันชนระหว่างอยุธยากับเชียงใหม่อีกต่อไป

ทางฝั่งเชียงใหม่ เมื่อพระเจ้าติโลกราชขึ้นครองราชย์ด้วยการรัฐประหารพ่อของตน ก็ขยายอำนาจจนสามารถยึดครองน่าน หัวเมืองฝั่งตะวันออกได้ในปี 1991 อีก 3 ปีต่อมาพระยายุทธิษเฐียร เจ้าเมืองสองแควได้เข้ามาสวามิภักดิ์ พร้อมทั้งกวาดต้อนคนจากเมืองเชลียงให้ไปเข้าร่วมกับทัพเชียงใหม่[6] ในปีเดียวกันยังได้เมืองชากังราวอีกด้วย[7] ขณะนั้นกษัตริย์ฝั่งอยุธยาก็คือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เยาวรุ่นเชื้อสายอยุธยา-สุโขทัย ว่ากันว่าพระเจ้าติโลกราชแก่กว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถถึง 22 ปี เมื่อพระเจ้าติโลกราชยึดน่านได้ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่เพิ่งครองราชย์มีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น[8] การต่อสู้กันระหว่างสองกษัตริย์ยังมีนัยทางรุ่นด้วย

เรารู้กันดีว่าในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้จัดระบบการปกครองใหม่ที่มีลักษณะรวมศูนย์อำนาจมากยิ่งขึ้น พระองค์ยังปรับปรุงเมืองสองแคว เปลี่ยนชื่อเป็นพิษณุโลก ตามขนบแบบเขมรที่เรียกชื่อนครวัดว่าพิษณุโลก สร้างสมศูนย์อำนาจทางตอนเหนือ และปักหมุดจุดยุทธศาสตร์ใหม่ขึ้นแทนสุโขทัย

ใจกลางสำคัญของความขัดแย้งนี้คือ ดินแดนเมืองเชลียง หัวเมืองสำคัญที่เป็นรอยต่อระหว่างอำนาจของเชียงใหม่และอยุธยาบนลุ่มแม่น้ำยม การครอบครองพื้นที่นี้ทั้งยังหมายถึงศักยภาพในการควบคุมที่ราบกว้างใหญ่ที่ไม่ไกลจากสุโขทัย เมื่อเชียงใหม่สามารถยึดครองเชลียงได้ ทั้งยังได้ไพร่พลจากเมืองเชลียงเป็นกำลัง และเปลี่ยนชื่อเมืองใหม่เป็น ‘เชียงชื่น’[9] ทำให้เชียงใหม่ถือไพ่ที่เหนือกว่าอยุธยาอย่างแท้จริง

ความพร้อมดังกล่าวทำให้ปีต่อมากษัตริย์เชียงใหม่จึงยกทัพไปตีพิษณุโลกและชากังราวด้วยคำแนะนำของพระยาเชลียง สถานการณ์หัวเมืองตอนเหนือสำหรับอยุธยาที่ไม่สู้ดีนัก ทำให้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถอยู่เฉยไมได้ต้องย้ายไปประจำการอยู่ที่เมืองพิษณุโลก เมื่อปี 2006 และมอบหมายให้พระราชโอรสครองอยุธยาแทน[10]

การรบมิได้ใช้กำลังทหารเท่านั้น เรายังพบการชิงไหวชิงพริบด้วยกลยุทธ์อื่น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถตัดสินใจบวชที่วัดจุฬามณีและส่งทูตไปขอบิณฑบาตเมืองเชลียงคืนจากพระเจ้าติโลกราช เมื่อปี 2008 ลักษณะดังกล่าวคล้ายกับที่พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ออกผนวชเพื่อบิณฑบาตขอเมืองสองแควคืนมาจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แห่งอยุธยามาก่อน[11] แต่กลยุทธ์ดังกล่าวไม่ได้ผลกับพระเจ้าติโลกราช

ฝ่ายอยุธยาไม่ยอมแพ้ที่จะเอาเชลียงกลับมา สงครามชิงเมืองเชลียงยืดเยื้อเป็นสิบปี กว่าจะจบลงก็ต้องรอให้ถึงปี 2017 ขณะนั้นพระเจ้าติโลกราชอายุมากถึง 65 ปีแล้ว ศึกครั้งนั้นอยุธยาเอาชนะได้ด้วยความสั่นคลอนทางอำนาจภายในเชียงใหม่และเชียงชื่น เมื่อพระเจ้าติโลกราชกษัตริย์เฒ่าผู้หวาดระแวงหมื่นด้งเจ้าเมืองเชลียงว่าจะทรยศ จึงเรียกให้เข้าเฝ้าและกำจัดทิ้งในที่สุด การตัดสินใจดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเชียงใหม่และเชียงชื่นเลวร้ายลง และคงส่งผลต่อการบริหารปกครองด้วย ทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่าภรรยาของหมื่นด้งผู้ครองเมืองเชียงชื่นได้แปรพักตร์ส่งผลต่อความพ่ายแพ้ต่ออยุธยาในที่สุด[12]  

ศึกนี้จึงเป็นภาพตัวแทนสำคัญในมหาสงครามยุคแรกอันเกิดจากการเผชิญหน้าของอำนาจทางการเมืองและความตายของคนในกลุ่มตระกูลภาษาไท

3

ขุนช้าง-ขุนแผน-วันทอง-ลาวทอง วรรณกรรมรักสามเศร้าบนไฟสงครามที่เหยียดลาว

ก่อนจะไปถึงวรรณกรรมอมตะ ขอเสียเวลาผู้อ่านมาอยู่กับ ลิลิตยวนพ่าย หรือ ยวนพ่ายโคลงดั้น[13]เสียก่อน ชิ้นนี้เป็นวรรณกรรมที่ประกาศชัยชนะอย่างเป็นทางการของอยุธยาที่มีต่อเชียงใหม่-ล้านนา สันนิษฐานว่าแต่งในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ช่วงปี 2017-2019 หรือไม่ก็สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (2032-2072)[14] ซึ่งเป็นพระราชโอรส คู่กับวรรณกรรมนี้คือ ลิลิตเตลงพ่าย ที่แต่งในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ แม้ว่าจะเตลงจะหมายถึง มอญ แต่ศึกในวรรณกรรมนี้คือ ไทยรบพม่า พระนเรศวรฆ่าพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดี ส่วนลิลิตยวนพ่ายนั้นยกย่องชัยชนะของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ต่อพระเจ้าติโลกราช

เนื้อหาได้จัดวางสถานภาพของกษัตริย์อยุธยาร่วมกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถทั้งนามธรรมและรูปธรรม สงครามกับล้านนาจบลงด้วยการยืดคืนเมืองเชลียงได้สำเร็จ ด้วยภาษาโบราณและถ้อยคำที่เข้าถึงได้ยาก จึงมีลักษณะเป็นวรรณกรรมเชิงพิธีกรรมที่ใช้สรรเสริญและสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ให้กับกษัตริย์ และในอีกด้านหนึ่ง คือ สัญลักษณ์ของอำนาจอยุธยาที่มีต่อรัฐทางตอนเหนือ จนทำให้ชายแดนกับล้านนามีความมั่นคงมากขึ้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการขยายอำนาจขึ้นไปทางเหนือ[15] โดยสัญลักษณ์แล้วลิลิตยวนพ่ายจึงเป็นวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติที่มีฉากสงครามอยู่เบื้องหลังที่มีโครงเรื่องสำคัญก็คือ การทำสงครามกับศัตรูอย่างพวกไทยวน ขนบนี้ชนชั้นนำรัตนโกสินทร์ได้นำมาใช้กับชัยชนะต่อพม่าในลิลิตตะเลงพ่าย

ที่น่าแปลกคือ ในวรรณกรรมยอดนิยมอย่างขุนช้างขุนแผนที่คาดเดากันว่าน่าจะแต่งในสมัยอยุธยาและมีการผลิตซ้ำเรื่อยมาจนถึงรัตนโกสินทร์ กลับไม่ปรากฏศึกกับพม่า หรือการกล่าวถึงพม่าในฐานะศัตรูของราชอาณาจักรอย่างที่ควรจะเป็นทั้งที่สงครามช้างเผือกกับสมเด็จพระจักรพรรดิ เมื่อปี 2106-2107 และสงครามที่เรียกกันในสมัยหลังว่าเป็นการเสียกรุงครั้งที่ 1 ปี 2112[16] ล้วนสั่นคลอนความมั่นคงทางการเมืองและเป็นศึกที่ใหญ่หลวง

ปริศนาว่านิยายยอดนิยมเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ เป็นสิ่งที่วงการวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ยังไม่ได้คำตอบอันเป็นที่น่าพอใจนัก ความเห็นของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพตีความจากตัวบทขุนช้างขุนแผนว่า น่าจะมีกำเนิดในช่วงศักราช 147 เทียบได้กับรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ช่วงปี 2034-2072 อันเป็นสิ่งที่มักเชื่อตามๆ กันมา แต่ก็มีผู้ชี้ว่า ศักราชดังกล่าวอาจสื่อความหมายเพียง ‘กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว’ ขณะที่คริส เบเคอร์และผาสุก พงษ์ไพจิตรเห็นว่า น่าจะอยู่ในช่วงสมเด็จพระนเรศวรในพุทธศตวรรษที่ 22 มากกว่า[17] ตัวบทยังมีการแต่งเพิ่มเติมหรือปรับสำนวนในยุครัตนโกสินทร์ด้วย เชื่อกันว่าบท ‘กำเนิดพลายงาม’ เป็นสำนวนของมหากวีสุนทรภู่

แต่จะกำเนิดในยุคใดก็แล้วแต่ เราไม่สามารถปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มี (ศัตรูที่เป็น) ‘พม่า’ ในขุนช้างขุนแผน ไทยจึงไม่ได้รบพม่าตามชื่อหนังสือ ‘ไทยรบพม่า’ สงครามที่เกิดขึ้นกลับมีศัตรูอย่างไท-ยวน เชียงใหม่ ในขุนช้างขุนแผนจึงไม่ใช่โครงเรื่องแบบไทยรบพม่า แต่เป็น ‘ไทรบไท’ เสียมากกว่า (อนึ่ง พบว่ามีขุนช้างขุนแผน ภาคปลาย ที่เรื่องอยู่ในยุคลูก-หลานของขุนแผนไปแล้ว มีกล่าวถึงเมืองหงสาอยู่ แต่ก็มิได้เป็นคู่ขัดแย้งสำคัญกับอยุธยาเท่ากับเชียงใหม่[18])

ที่น่าสังเกตก็คือ โครงเรื่องบางส่วนของขุนช้างขุนแผนในพล็อตการชิงตัวเจ้าหญิง มีส่วนคล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์ช่วงสงครามอยุธยา-พม่า ในพุทธศตวรรษที่ 22 เรื่องมีอยู่ว่า พระเจ้าล้านช้างได้ทูลขอสมเด็จพระเทพกษัตรี พระราชธิดากษัตริย์อยุธยาเพื่อแต่งงานสร้างพันธมิตรทางการเมืองในปี 2107 แต่ระหว่างทางได้ถูกพระเจ้าหงสาส่งกองทัพมาชิงตัวไป[19] การชิงตัวเจ้าหญิงได้ปรากฏในขุนช้างขุนแผนเช่นกัน แต่ตัวละครมีการสลับกัน ก็คือ เจ้าหญิงล้านช้างถูกชิงตัวไปโดยกองทัพเชียงใหม่[20] ดูจากตารางที่ 1 จะเห็นภาพชัดขึ้น

ตารางที่ 1 แสดงการเทียบเคียงระหว่างข้อสนเทศทางประวัติศาสตร์กับขุนช้างขุนแผน

เป็นไปได้ว่าท้องเรื่องขุนช้างขุนแผนนั้นมาจากอิทธิพลของความทรงจำว่าด้วยการทำสงครามกับเชียงใหม่ในต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ในช่วงสมรภูมิเชลียง-เชียงชื่นนั่นเอง การเป็นศัตรูระหว่างกันหลายสิบปี ที่ลงเอยด้วยชัยชนะของอยุธยา และอิทธิพลของเชียงใหม่ที่ลดลงเรื่อยๆ น่าจะทำให้อยุธยาเหยียดหยามอีกฝั่งให้ต่ำต้อยกว่ามากขึ้นไปอีก

คำว่า ‘ลาว’ แรกปรากฏในลิลิตยวนพ่าย ต่อมายังพบในการแปลโคลงนิราศหริภุญชัย สมัยสมเด็จพระนารายณ์ เอกสารอยุธยาในปี 2297 ใช้คำว่า ‘แมนลาว’ [21] ไม่สามารถระบุได้ชัดว่า ลาวกลายเป็นคำที่ถูกเหยียดและดูถูกเมื่อใด แต่คำว่า ‘ลาว’ ในขุนช้างขุนแผน ถูกเลือกให้เป็นชื่อตัวละครสำคัญผู้เปลี่ยนเส้นของเรื่อง นั่นคือ ‘ลาวทอง’

การปรากฏของตัวละครเจ้าปัญหานี้อาจตีความได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมของเรื่อง เมื่อขุนแผนไปได้ลาวทองมาจากการไปตีเมืองจอมทอง เชียงใหม่ แล้วนายแคว้นแห่งจอมทองมอบให้เป็นเมียขุนแผนเพื่อประกันความปลอดภัยของครอบครัว ขุนแผนกลับจากสงครามเข้าบ้านไปพร้อมเมียใหม่ ทำให้วันทองไม่พอใจและด่าลาวทองและขุนแผนอย่างสาดเสียเทเสียจนทำให้ขุนแผนลุแก่โทสะจนเกือบจะฆ่าวันทอง ในที่สุดจึงตีจากวันทองไปอยู่กาญจนบุรี วันทองน้อยใจจะผูกคอตาย และสุดท้ายก็ได้เสียเป็นเมียขุนช้าง

ถ้อยคำที่วันทองด่าลาวทองเมื่อแรกพบ เป็นภาพตัวแทนของการเหยียดหยามให้เห็นว่า ‘ลาว’ เป็นชาติพันธุ์ที่ต่ำชั้น ชั่วช้าและไร้อารยธรรม เห็นได้จาก “ชีชะถ้อยคำอีลาวดอน แง่งอนไม่น้อยร้อยภาษา” “ทุดอีลาวชาวป่าขึ้นหน้าลอย แต่จะต่อยเอาเลือดลงล้างตีน”[22] “นี่อีลาวชาวดอนค่อนเจรจา อีกิ้งก่ากบจะตบมัน” “ได้แต่เพียงอีลาวกาลีเมือง” [23]

นอกจากลาวทองแล้ว สะใภ้จากหัวเมืองลาวในรุ่นหลังๆ ก็มักจะถูกเหมารวมเช่นกันว่าเป็นหญิงเจ้าปัญหา ความขัดแย้งสามเส้าแบบเดิมที่เคยเป็นระหว่าง สองชาย-หนึ่งหญิง แบบขุนช้าง-ขุนแผน-วันทอง เมื่อจบลงที่ความตายของวันทอง ก็ได้เปลี่ยนเป็นความขัดแย้งของหนึ่งชาย-สองหญิง นั่นคือคู่ศรีมาลา-สร้อยฟ้า (พระราชธิดากษัตริย์เชียงใหม่) เมียพระไวย จากที่เคยมีขุนช้างเป็นตัวละครอัปลักษณ์ที่คอยแย่งตัวนาง ภาคต่อของเรื่องนี้ได้พลิกมาเป็น ตัวละครหญิงร้ายที่คอยแย่งชิงพระเอก

ตารางที่ 2 แสดงความสัมพันธ์ของตัวละครสำคัญในขุนช้างขุนแผน

ไม่เพียงจริตอากัปกิริยาหึงหวงอย่างเกินงาม หญิงลาวเหล่านี้ยังใช้คุณไสยทำเสน่ห์ อันเป็นเรื่องที่ผู้หญิงดีๆ ในเรื่องไม่ทำกัน และการทำเช่นนั้นได้จะต้องพึ่งพาผู้มีอาคมทำเสน่ห์ซึ่งจะเป็นใครไม่ได้นอกจากผู้มีฤทธิ์จากหัวเมืองลาวอีกนั่นเอง ตัวละครเสริมพลังที่ว่าได้แก่ เถรขวาดเป็นผู้ช่วยสร้อยฟ้า เถรขวาดผู้นี้นอกจากจะมีอาคม สามารถแปลงร่างเป็นจระเข้ได้แล้วยังมีลูกศิษย์ที่ชื่อเถรจิ๋วผู้รับบทตัวร้ายสืบทอดต่อมา ดูการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของตัวละคร 2 รุ่นได้จากตารางที่ 2

สำหรับชาวลาวที่ถูกมองว่าเป็น ‘คนนอก’ แล้ว กระทั่งพระภิกษุก็ยังมีภาพลักษณ์ของผู้ร้าย แม้ในเรื่องเราจะเห็นขุนแผน พระไวยใช้เวทย์มนต์ต่างๆ นานา แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นอวิชชาเท่ากับฝ่ายลาวที่เป็นผู้ใช้อย่างผิดๆ

การเย้ยหยันดูถูกแสดงให้เห็นอย่างถึงที่สุดตรงที่แต่งให้พระเจ้าเชียงอินทร์ กษัตริย์เชียงใหม่ผู้แพ้สงครามอย่างน่าละอาย คือ ถูกขุนแผนบุกไปถึงห้องนอนแล้วจับตัว โดยที่ไม่มีทหารสักคนที่สามารถช่วยเหลือ ต้องวิงวอนร้องขอชีวิตนายทหารอยุธยาแบบไม่มีขัตติยะมานะ แล้วถูกส่งไปอยุธยาในฐานะเชลยเพื่อไปเข้าเฝ้าพระพันวสา ไม่เพียงเท่านั้น กษัตริย์เชียงใหม่ยังถูกบีบให้ยกสร้อยฟ้า พระราชธิดา ให้ไปแต่งงานกับพระไวยที่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์อีกด้วย[24]

หลังจากศึกที่ปราบพระเจ้าเชียงอินทร์ อยุธยาก็ยังรบเชียงใหม่อีกหลายครั้งในขุนช้างขุนแผนภาคปลาย อันเป็นการตอกย้ำความเป็นศัตรูกับเชียงใหม่-ล้านนาในวรรณกรรมยอดนิยมที่มีการผลิตซ้ำมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

4

ไทรบไท สงครามเชียงตุง กับ พันธมิตรชาวลาวผู้น่าดูถูกเหยียดหยาม

ตั้งแต่กรุงธนบุรีเป็นต้นมา หัวเมืองล้านนาได้เลือกสร้างพันธมิตรทางการเมืองใหม่กับทางใต้ เพื่อหนีอิทธิพลเดิมจากพม่า สถานภาพของการเป็นประเทศราชของสยาม ได้ทำให้เห็นความเป็นอื่นในจินตนาการขุนช้างขุนแผน กลายเป็นความรับรู้ตามประสบการณ์มากยิ่งขึ้น สงครามเชียงตุงในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อหวังพิชิตดินแดนที่สยามไม่เคยครอบครองก็เป็นหนึ่งในสมรภูมิ ‘ไทรบไท’ เมื่อสยามเกณฑ์ทัพเพื่อไปรบกับชาวไทเขิน ไทใหญ่ในเขตที่ราบสูงฉาน

ในเชิงภูมิศาสตร์การเมืองแล้ว เชียงตุง-เชียงใหม่และหัวเมืองตอนเหนือมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและการเมืองกันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังราย ถือว่าชนชั้นนำล้านนานั้นมีความใกล้ชิดในเชิงเครือญาติและการค้าขายมากกว่ากับอยุธยา ดังนั้นการทำสงครามเชียงตุงเมื่อปี 2395 ที่สยามเกณฑ์เจ้าเมืองในเขตล้านนาเพื่อไปทำสงคราม จึงเหมือนบังคับให้พวกเขาทำสงครามกับเครือญาตินั่นเอง ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว ชนชั้นนำล้านนาจึงไม่กระตือรือร้นเหมือนกับรัฐบาลกรุงเทพฯ ที่อยากครอบครองดินแดนในอุดมคติ

การศึกดังกล่าวทำให้ชนชั้นนำสยามสัมพันธ์กับเจ้านายล้านนาโดยตรง ความไม่พอใจในการร่วมรบได้แสดงออกมาเป็นคำบริภาษถึงความเป็นลาวที่น่าเหยียดหยาม นั่นคือ “…พวกลาวเมืองหลวงพระบาง เมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูน เมืองน่าน เมืองแพร่ เหล่านี้ ติดแต่ทำมาหากินสบายอยู่แล้วก็เป็นสุข ไม่พอใจจะคิดทำศึกสงคราม”, “นิไสยลาวมากไปด้วยความเกียจคร้านโดยธรรมดาประเพณีบ้านเมือง”, “…ด้วยนิไสยสันดานลาวมีอยู่ 3 อย่าง เปนแต่อยากได้ของเขา ไม่อยากเสียของให้แก่ใคร กับเกียจคร้านเท่านั้น เหมือนกันตั้งแต่เมืองเชียงใหม่ตลอดไปทุกบ้านทุกเมืองไม่เหมือนชาติภาษาอื่นๆ ที่จะต่ำช้าเหมือนภาษาลาวไม่มี ไม่รักชาติ ไม่รักสกุล” [25]

ว่ากันแรงเสียเบอร์นี้ คงไม่ต้องอธิบายให้มากความว่าความเป็นลาวนั้นต่ำต้อยเพียงใด

5

ทิ้งท้าย ไทรบไท ประวัติศาสตร์ที่ไม่อยากให้จดจำ แต่ปิดไม่มิดในวรรณกรรมยอดนิยม ไทยรบลาว

ความอิหลักอิเหลื่อของความเป็นไทและลาว เกิดขึ้นมาจากการนิยามความเป็นลาวที่ชนชั้นนำ

อยุธยาเป็นผู้ริเริ่ม อันเป็นจุดที่แยกความเป็นไท(ยวน) ออกไป ความเป็นลาวจึงถูกผลิตซ้ำขึ้นมา ในฐานะคู่ตรงข้ามกับความเป็นไทที่มีความต่ำต้อยกว่า

ในสมัยอาณานิคมเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา เมื่อราชสำนักกรุงเทพฯ ต้องการจะผนวกดินแดนทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน และดินแดนสองฝั่งโขงที่เคยนิยามไว้ว่าเป็นคนอื่นในนามของ ‘ลาว’ ไม่ว่าจะลาวพุงดำ หรือลาวพุงขาว แต่เพื่อการอ้างสิทธิ์ทางการเมือง คนเหล่านั้นก็ต้องถูกทำความเข้าใจขึ้นใหม่ว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกันกับคนไทย-สยาม แม้กระทั่งชื่อมณฑลที่เคยตั้งต้นด้วยลาว ยังต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่ เช่น มณฑลลาวเฉียง เป็น มณฑลพายัพ การเล่าประวัติศาสตร์ผ่านสงครามกับคนที่ต้องการจะนับเป็นพวกเดียวกันคงมิเป็นประโยชน์เท่าใดนัก

ประวัติศาสตร์แบบ ‘ไทรบไท’ จึงเป็นการสร้างความทรงจำที่ไม่อาจเปิดเผย เพราะแสดงให้เห็นถึงการลดคุณค่า มากกว่าประวัติศาสตร์แม่บทแห่งชาติที่ต้องการพลังที่เป็นเอกภาพมากกว่า

ก็น่าสงสัยว่า พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เมื่อถวายตัวเป็นพระชายาในร้อยกว่าปีก่อน จะอยู่ในสถานะแบบใดในสายตาของเจ้ากรุงเทพฯ ประวัติศาสตร์กระซิบที่เล่าผ่านกันมาว่า เมื่อพระราชชายาเจ้าดารารัศมีถวายงานอยู่ในราชสำนัก ตำหนักที่อาศัยได้ถูกเรียกว่า ‘ตำหนักเจ้าลาว’ และบางครั้งก็มีเสียงตะโกนเพื่อเสียดสีให้ได้ยินว่า “เหม็นปลาร้า” [26] น่าสนใจว่าในวังเขาอ่านขุนช้างขุนแผนกันหรือไม่ ถ้าอ่านเขาอ่านกันอย่างไร นิยามความเป็นลาวแบบไหน ลาวทองกับดารารัศมีถูกนำมาเปรียบกันหรือไม่

เมื่อศัตรูตัวฉกาจของอยุธยาในขุนช้างขุนแผนไม่ใช่พม่า และลาวผู้ต้อยต่ำในนี้ก็ไม่ได้หมายถึงลาวล้านช้างมากไปกว่า ลาวล้านนา ขุนช้างขุนแผน จึงเป็นวรรณกรรมที่แสดงให้เห็นถึงสำนึกที่หลงเหลืออยู่ประวัติศาสตร์สงคราม-วัฒนธรรมระหว่างคนในตระกูลภาษาไทด้วยกันที่อยู่บนความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียม

ละคร ‘วันทอง’ ที่ออกอากาศในปี 2564 ได้แสดงนัยว่าต้องการจะคืนความเป็นธรรมให้กับตัวละครหญิงที่ถูกมองว่าสองใจ เพลงประกอบละครมีท่อนที่ร้องว่า “ใครจะอยากเป็นคนไม่ดี” ก็เรียกร้องให้ผู้ชมเห็นถึงความลำบากใจของวันทอง สำหรับบทความ ‘ไทรบไท’ ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นถึงการตีความตัวละครไทยวน-ล้านนาว่าถูกทำให้เป็นตัวร้าย นางอิจฉา และคนผู้ไร้ความสามารถ เพราะการตีตราทางชาติพันธุ์มากกว่าจะเป็นลักษณะนิสัยที่ตัวบุคคล สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทของประวัติศาสตร์ การเขียนประวัติศาสตร์ และการแต่งนิยายที่อิงบนอคติทางประวัติศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

น่าคิดว่าจะเป็นอย่างไร ถ้ามีละครหรือนิยายที่ในชื่อว่า ‘ลาวทอง’ ภายใต้การตีความใหม่ๆ ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมสมัย

[1] Damrong Rajanubhab, Our Wars with the Burmese : Thai Burmese Conflict 1539-1767 (Bangkok: White Lotus, 2001).

[2] เฉลิมวุฒิได้ตีความจากชื่อของบุตร พญาแสนเมืองมา คนที่สี่คือ ท้าวไส ที่นับเป็นลำดับสี่ตามธรรมเนียมไทที่นับและเรียกลูกคนโตว่าอ้าย ยี่ สาม สี่ (หรือไส) งั่ว ลก ฯลฯ เฉลิมวุฒิ ต๊ะคำมี, ความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นปกครองของล้านนาและสุโขทัย ข้อคิดใหม่และข้อสังเกตบางประการ (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2559), หน้า 58-70.

[3] มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย (กรุงเทพฯ : มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, 2554), หน้า 73.

[4] วชิรญาณ. พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์.

[5] เพิ่งอ้าง

[6] สมเกียรติ วันทะนะ, “โลกการเมืองในยวนพ่ายโคลงดั้น”, วารสารอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 40 : 1 (มกราคม-มิถุนายน 2561) : 198. แต่หลักฐานฝั่งอยุธยาจะไม่เล่าว่าเสียเมืองให้กับเชียงใหม่

[7] อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4

[8] สมเกียรติ วันทะนะ, เรื่องเดียวกัน : 196-197, 199-200.

[9] เพิ่งอ้าง

[10] อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4

[11] รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. “ศาสนาและการเมืองที่วัดจุฬามณี ที่พิษณุโลก การเลียนแบบปรางค์พระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี?”. ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์. (20 มกราคม 2563).

[12] สมเกียรติ วันทะนะ, เรื่องเดียวกัน : 183.

[13] ‘ลิลิตยวนพ่าย’. วชิรญาณ.

[14] สมเกียรติ วันทะนะ, เรื่องเดียวกัน : 200-202.

[15] สมเกียรติ วันทะนะ, เรื่องเดียวกัน : 184.

[16] อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4

[17] คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, บรรณาธิการ, ขุนช้างขุนแผน ฉบับวัดเกาะ (เชียงใหม่ : ซิลค์เวอร์ม, 2556), หน้า 611, 617.

[18] ขุนช้างขุนแผน ภาคปลาย อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงเชื้อ ชลธารวินิจฉัย (เชื้อ ชลานุเคราะห์) ณ เมรุวัดประยุรวงศาวาส, 10 มกราคม 2509.

[19] อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4

[20] คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, บรรณาธิการ, ขุนช้างขุนแผน ฉบับวัดเกาะ (เชียงใหม่ : ซิลค์เวอร์ม, 2556), หน้า 358-491. อย่างไรก็ตาม เพ็ญสุภา สุขคตะได้ตั้งข้อสังเกตว่า ธิดากษัตริย์ล้านช้างนั้นปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ช่วงใดกันแน่ เธอสันนิษฐานว่าอาจอยู่ในช่วงสมเด็จพระนารายณ์ที่ได้รับนางกุสาวดี ธิดาเจ้าเชียงใหม่มาแล้วยกให้พระเพทราชา หรือไม่ก็สมัยพระเพทราชาที่กษัตริย์ล้านช้างถวายธิดาให้กับกษัตริย์ แต่ออกหลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือในอนาคต) ช่วงชิงไปเป็นสนมเสียก่อน ในบทความนี้จะให้น้ำหนักกับช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 มากกว่าพุทธศตวรรษที่ 23 ดูใน เพ็ญสุภา สุขคตะ. “เมื่อพลายงาม “คบซ้อน” สร้อยฟ้า-ศรีมาลา”, มติชนสุดสัปดาห์. (24 กุมภาพันธ์ 2562).

[21] เตือนใจ ชัยศิลป์, ล้านนาในการรับรู้ของชนชั้นปกครองสยาม พ.ศ.2437-2476 วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2536, หน้า 32-34.

[22] คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, เรื่องเดียวกัน, หน้า 196.

[23] คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, เรื่องเดียวกัน, หน้า 197.

[24] คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร, เรื่องเดียวกัน, หน้า 358-491.

[25] เตือนใจ ชัยศิลป์, เรื่องเดียวกัน, หน้า 67-69.

[26] ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง, เพ็ชรลานนา เล่ม 1 (เชียงใหม่ : ผู้จัดการภาคเหนือ, 2538), หน้า 27.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...