โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ฟิลลิป” แนะทยอยซื้อ 17 หุ้นเด่น เล็งอัพประมาณกำไร – ราคาเป้า

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 11 เม.ย. 2564 เวลา 01.08 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหลักทรัพย์ที่น่าสนใจเข้าลงทุน โดยอ้างอิงจากนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา (1-31 มี.ค.64) โดยพบว่ามีหลักทรัพย์จำนวน 17 หลักทรัพย์ ที่ทางนักวิเคราะห์กำหนดคำแนะนำ “ทยอยซื้อ” ดังนี้

1.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL โดยคาดว่า BBL จะมีกำไรปี 64 ที่ระดับ 34 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 96.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการตั้งสำรองที่ลดลง และได้รายได้จาก Permata มาช่วยเสริม ทำให้ปรับราคาพื้นฐานขึ้นเป็น 141 บาท จากแนวโน้มการเติบโต และประโยชน์ที่จะได้จากสินเชื่อรายใหญ่

2.บริษัท อะมานะฮ์ ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ AMANAH โดยคาดว่าสำรองที่มีอยู่อย่างเพียงพอจะทำให้ AMANAH สามารถลดระดับการตั้งสำรองลง และทำให้ประมาณการกำไรปี 64 – 65 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 324 ล้านบาท และ 417 ล้านบาท ตามลำดับ ปรับเพิ่มประมาณการเงินปันผลปี 64 ขึ้นเป็น 0.14 บาท/หุ้น จากเดิมคาดไว้ที่ 0.13 บาท/หุ้น คิดเป็นผลตอบแทนเงินปันผล 2.3%

ขณะที่ปี 65 ปรับเพิ่มเป็น 0.18 บาท/หุ้น จากเดิมที่ 0.15 บาท/หุ้น จากการปรับประมาณการกำไรขึ้น ส่งผลให้ BV ปรับขึ้นตามประมาณการกำไรที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ทางฝ่ายได้ปรับ ROE ระยะยาวขึ้นเป็น 19.50% ตามการเติบโตของกำไร และทำให้ P/BV ที่ใช้ประเมินราคาพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.9 เท่า จากเดิม 1.9 เท่า ส่งผลให้ราคาพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6.50 บาท จากเดิม 3.12 บาท

3.บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT โดยมองว่าจากผลกระทบของราคาวัตถุดิบที่ปรับขึ้น และกำลังการผลิตใหม่ช้ากว่าแผนที่วางไว้ทำให้การดำเนินงานของ GFPT ฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่เคยคาด ซึ่งทำให้ลดทอนความน่าสนใจการลงทุนลงจากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้ อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นปรับลดสะท้อนปัจจัยดังกล่าวมาแล้ว และหากราคาวัตถุดิบหลักปรับลดลงจะทำให้การดำเนินงานช่วงที่เหลือของปีอาจดีกว่าที่คาดไว้ ณ ราคาปัจจุบัน

4.บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC โดยทางฝ่ายปรับเพิ่มประมาณการราว 11% สะท้อนยอดจองที่ดีในช่วงไตรมาส 1/64 และเพิ่มราคาพื้นฐานเป็น 3.40 บาทจาก 3.0 บาท โดยอิง P/E เฉลี่ยในอดีตที่ 7 เท่า ราคาล่าสุด P/E อยู่ที่ 6.7 เท่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเล็กน้อย แต่ผลตอบแทนเงินปันผลปี 64 ยังสูงที่ 5.7%

5.บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE โดยฝ่ายวิจัยปรับใช้ราคาพื้นฐานที่ 31.50 บาท เนื่องจาก SAPPE อยู่ระหว่างออกเครื่องดื่มเทอร์ปีน ส่วนเครื่องดื่มใหม่ผสม CBD คาดอยู่ในช่วงไตรมาส 4/64 โดยร่วมกับบริษัทผู้ปลูกโดยตรงทำให้ต้นทุนถูกกว่าตลาด และอาจมี JV กับอีก 1 บริษัท

6.บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ WICE โดยปรับคาดการณ์รายได้ปีนี้ขึ้นเป็น 4,515 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน จากเดิมที่คาดโต 7% (เป้าบริษัทตั้งไว้โต 15-20%) ตามการขยายงานและแนวโน้มอุตสาหกรรมที่ยังดี และปรับกำไรขึ้นเป็น 231 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน อิง P/E ที่ 20 เท่า ราคาพื้นฐานปรับเป็น 7.10 บาท และคาดปันผลที่ 0.25 บาท

7.ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เนื่องจาก KTB เป็นธนาคารที่มีปันผลเด่นมาตลอดแต่ด้วยข้อกำหนดของ ธปท. ทำให้ปันผลปี 63 ลดลงเหลือ 0.275 บาท/หุ้น คิดเป็นดิวิเดนยีลด์ 2.3% แต่ปี 64 ที่ทางฝ่ายคาดว่า KTB จะมีกำไร 29 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 74.4% เทียบกับปีก่อน และจะกลับมาจ่ายปันผลตามปกติที่ 0.75 บาท/หุ้น คิดเป็นดิวิเดนยีลด์ 6.3% จึงคงราคาพื้นฐาน 13 บาท

8.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC โดยทางฝ่ายคาดการดำเนินงานปี 2564 จะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย โดยไตรมาส 1/64 คาดการดำเนินงานยังดีต่อทั้งจากปริมาณและราคาขายที่ดี อีกทั้งราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทำให้จะมีกำไรจากสต็อกอีกทาง ส่วนดีลการซื้อ VNT เพิ่มนั้นจะเป็นส่วนเพิ่มต่อประมาณการในปีหน้าเป็นต้นไปหลังดีลแล้วเสร็จ โดยปรับราคาพื้นฐานเป็น 75 บาท

9.บริษัท คอปเปอร์ ไวร์ด จำกัด (มหาชน) หรือ CPW โดยแม้ว่าทางฝ่ายจะปรับลดสมมติฐาน GPM ลงจากเดิม 15.0% เป็น 14.4% สะท้อนอัตราทำกำไรขั้นต้นของสินค้าแบรนด์ Apple ที่ต่ำกว่าสินค้าดิจิทัลไลฟ์สไตล์ แต่คาดถูกหักล้างด้วยการปรับสมมติฐานยอดขาย CPW ปี 64 สอดรับกับมุมมองเชิงบวกของผู้บริหารต่อการเติบโตของผลดำเนินงานในปี 64 ทั้งนี้ ปรับราคาพื้นฐานปี 64 เพิ่มขึ้นจากเดิม 2.86 บาท เป็น 3.30 บาท (อิง P/E 25 เท่า) อย่างไรก็ดีเนื่องด้วยราคาหุ้นปัจจุบันที่ปรับตัวขึ้นมามาก คาดรับรู้ปัจจัยบวกบางส่วนแล้ว

10.บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA โดยทางฝ่ายชอบ HANA มากขึ้น เนื่องจากได้รับปัจจัยลบจากราคาวัตถุดิบเพิ่มและการขาดแคลนวัตถุดิบน้อยกว่าผู้ประกอบการในกลุ่มเดียวกัน อีกทั้งอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกทำให้บริษัทได้รับประโยชน์สูงสุด ขณะที่ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทำให้ช่วยกระจายความเสี่ยงการดำเนินงานได้อีกทาง

11.บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL โดยจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ฟื้นตัวและแนวโน้มการดำเนินธุรกิจที่ดีขึ้น ทำให้ทางฝ่ายปรับประมาณการผลการดำเนินงานปี 2564 ขึ้นจากเดิม และปรับราคาพื้นฐานขึ้นเป็น 49 บาท สะท้อนการดำเนินงานที่กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

12.บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ THANI โดยมองว่าภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และความต้องการรถบรรทุกเพื่อการขนส่งยังคงมีอยู่ จะทำให้กำไรของ THANI ในปีนี้เพิ่มขึ้น 7.7% จากปีก่อน เป็น 2 พันล้านบาท และคงราคาพื้นฐาน 4.40 บาท

13.บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ STEC โดยมองว่าปัจจัยลบด้านคดีหายไป และ Margin ฟื้นตัว รวมถึง Backlog รองรับรายได้พร้อมกับความหวังการประมูลงานใหม่เริ่มเห็นในไตรมาส 2/64 น่าจะเป็นแรงหนุนต่อราคาหุ้นในระยะต่อไป  ทางฝ่ายปรับเพิ่มราคาพื้นฐานขึ้นจากเดิม 8% เป็น 14.20 บาท โดยปรับเพิ่ม Margin ขึ้น และปรับ P/B เหมาะสมเป็น 1.4 เท่า จากเดิม 1.3 เท่า ณ ราคาล่าสุด

14.บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL โดยการดำเนินงานค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และคาดจะพลิกกลับมากำไรตั้งแต่ปี 65 เป็นต้นไป ทางฝ่ายปรับใช้ราคาพื้นฐานปี 65 ที่ 34 บาท โดยยังไม่รวมทำ M&A ซึ่งคาดได้ข้อสรุปก่อนจำนวน 1 ดีลภายในไตรมาส 1/64 นี้

15.บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA โดยทางฝ่ายยังคงคาดค่าระวางเรือปี 2564 เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน แต่ด้วยค่าระวางเรือในปี 2563 ที่ดีกว่าคาด ทำให้ปีนี้คาดค่าระวางที่ 11,900 ดอลลาร์/วัน/ลำ และต้นทุนเดินเรือคาดปรับขึ้น 5% เป็น 8,060 ดอลลาร์ รวมถึงปรับคาดการณ์ MML มีผลประกอบการดีขึ้นทั้งจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น และไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษ คาดรายได้ปี 2564 ที่ 15,687 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน และปรับกำไรสุทธิขึ้นจาก 538 ล้านบาท เป็น 885 ล้านบาท และปรับการอิง P/B ด้านบนที่ 0.84 เท่าของมูลค่าบัญชีในปี 2564 ที่ 11.07 บาท เพื่อสะท้อนการกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแรง ด้านราคาพื้นฐานปรับเป็น 9.30 บาท

16.บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI โดยแม้ว่าส่งออกชะลอตัวแต่ได้อานิสงส์จากขยายตลาด TT มากขึ้น, ออกรสชาติและเครื่องดื่มใหม่เทอร์ปีน, รับรู้รายได้ OEM และส่วนแบ่งกำไร บ.ร่วม เพิ่มขึ้น พร้อมปรับสมมติฐานยอดขายเพิ่มขึ้น 21.1% จากปีก่อน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 39.7% จากปีก่อน

17.บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JUBILE โดยทางฝ่ายประเมินราคาพื้นฐานปี 64 ที่ 26.50 บาท (อิง P/E 16 เท่า) ปัจจุบันราคาหุ้นยังมี Upside และมีเงินปันผลรองรับ 0.44 บาท/หุ้น (XD 10 พ.ค., จ่าย 21 พ.ค. 63)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...