โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

PTTGC ยืนเป้ารายได้ปีนี้โต 8-10% แรงส่งจาก 3 ปัจจัย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 ส.ค. 2564 เวลา 06.34 น. • เผยแพร่ 20 ส.ค. 2564 เวลา 06.34 น.

 PTTGC ย้ำเป้ารายได้ปีนี้โต 8-10% จาก 3 ปัจจัยหนุน กำลังผลิตเพิ่ม ราคาน้ำมัน-ผลิตภัณฑ์ปรับขึ้น คงงบลงทุน 5 ปี วงเงิน 5,681 ล้านเหรียญสหรัฐ          

นายจิรศักดิ์ สุนทรพันธุ์ ผู้จัดการฝ่ายหน่วยงานการเงินองค์กรและนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังนี้จะเติบโตดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนได้จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ต่างๆ

“ หากเทียบกับครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เบื้องต้นพบว่าเดือน ก.ค.มีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องมาจากไตรมาส 2/64 โดยยังต้องรอดูไตรมาสที่เหลือของปีว่าจะเป็นอย่างไร”

ขณะที่ทั้งปียังคงเป้าหมายรายได้เติบโต 8-10% จากราคาน้ำมัน และราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวขึ้น รวมถึงกำลังการผลิตใหม่ๆ ที่จะเข้ามา จากกำลังการผลิตของโรงงานแนฟทาแครกเกอร์ (ORP) ที่เพิ่มขึ้น และโครงการผลิตสารโพรพิลีนออกไซด์และโครงการผลิตสารโพลีออลส์ที่เริ่มเปิดดำเนินการผลิตตั้งแต่ช่วงต้นปี รวมถึงตัว PTA และ PET ที่มีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น

ด้านภาพรวมตลาดน้ำมันดิบในครึ่งปีหลังนี้ ปัจจัยหลักยังคงมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาน้ำมัน และราคาผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีความผันผวน 

ขณะเดียวกันยังมีความแตกต่างของการดำเนินนโยบายในการรับมือกับสถานการณ์ฯ ของโลกตะวันตกและโลกตะวันออก ในฝั่งตะวันตกที่บางประเทศเปิดให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติส่งผลให้มีความต้องการใช้น้ำมัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ กำลังการผลิตของโรงกลั่นในฝั่งยุโรปและสหรัฐปรับตัวขึ้นตามลำดับ เช่นเดียวกับฝั่งเอเชียที่เริ่มมีการทยอยปรับขึ้น แต่ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้นของฝั่งเอเชียก็ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นสู่ระดับก่อนเกิดโควิด-19 ทำให้ความต้องการสองฝั่งไม่สมดุลกัน ขณะที่ฝั่งตะวันตก มีการใช้น้ำมันในการเดินทางค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเบนซิน ทำให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดจะอยู่สูงกว่าน้ำมันดีเซล จากความต้องการใช้น้ำมันอากาศยานที่ยังไม่กลับมา ประกอบกับเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีขึ้น 

อีกทั้งมองการใช้น้ำมันเดินเรือกำมะถันต่ำ (VLSFO) ในครึ่งหลังนี้น่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางทางอากาศจำกัด คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 12-13 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล 

ในส่วนผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ในครึ่งปีหลังนี้ แบ่งเป็นพาราไซลีน มองว่าจากสถานการณ์โควิด-19 ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์สิ่งท่อต่างๆ โดยเฉพาะในตลาดจีนยังไม่ได้กลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่ยังต้องจับตาดูกำลังการผลิตใหม่ๆ ที่จะทยอยเข้ามาในครึ่งหลังนี้ แต่อย่างไรก็ตามก็มีบางโรงขนาดใหญ่ในจีนที่ได้มีการเลื่อนแผนการเริ่มการผลิตออกไป จึงยังหนุนราคาให้อยู่ในระดับที่ดี โดยคาดว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ของพาราไซลีน และแนฟทาจะทรงตัวอยู่ได้ที่ 20-50 เหรียญสหรัฐ/ตัน ตลอดปีนี้ 

ด้าน PTA แม้จะมีกำลังการผลิตใหม่ๆ แต่มีการควบคุมกำลังการผลิตจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้มองว่า PTA Margin จะรักษาระดับเอาไว้ได้ที่ 90-100 เหรียญสหรัฐ/ตัน และ PET แม้จะมีกำลังการผลิตใหม่ เช่นเดียวกับปิโตรเคมีตัวอื่นๆ แต่เนื่องด้วยกำลังจะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ซึ่งปกติจะมีความต้องการใช้เส้นไยโพลีเอสเตอร์มากขึ้น และทำให้รักษาระดับมาร์จิ้นเอาไว้ได้จากไตรมาส 3/64 จนถึงต้นปีหน้า โดยโควิด-19 จะเป็นตัวกำหนดความต้องการใช้สินค้า Community เหล่านี้ 

ส่วนเบนซีน ดีขึ้นอย่างมาก จากกำลังการผลิตใหม่ของจีนที่เลื่อนแผนการเริ่มผลิตออกไป รวมถึงยังได้รับผลบวกหลังผลกระทบจาก PolarVortexในประเทศสหรัฐฯ คลี่คลายลงทำให้โรงงานผลิตสไตรีนโมโนเมอร์กลับมาเดินหน้าผลิต รวมถึงปัจจัยสนับสนุนด้านอุปสงค์ของการใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มสไตรีนโมโนเมอร์และกลุ่มฟีนอล โดยเฉพาะสินค้าปลายทางในกลุ่มอตุสาหกรรมทางการแพทย์ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่อย่างไรก็ตาม กำลังการผลิตของกลุ่มฟีนอลที่กำลังจะทยอยเข้ามาก็อาจส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวลงบ้างในช่วงที่เหลือของปี

ผลิตภัณฑ์เอทิลีน HDPE ปรับตัวขึ้น ได้รับปัจจัยหนุนจากดีมานด์แพ็กเกจจิ้ง และราคาวัตถุดิบแนฟทา ปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้กลุ่มโพลิเมอร์ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และคาดราคาเฉลี่ยโดยรวมจะดีกว่าปีก่อนทั้งปี หรือคาดว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ HDPE จะอยู่ที่ 500-550 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่วนราคาผลิตภัณฑ์ MEG จะปรับตัวลงเล็กน้อย จากกำลังการผลิตที่เข้ามาใหม่

นายจิรศักดิ์ กล่าวอีกว่า แผนงานในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2564-2568) บริษัทยังคงวางงบลงทุนไว้ที่ 5,681 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะใช้สำหรับการลงทุนในปีนี้เป็นหลัก 5,344 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็น จำนวน 25 ล้านเหรียญสหรัฐใช้ในโครงการพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (Recycle Plant) โดยบริษัทลงทุนผ่านการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน คือ บริษัท เอ็นวิค โค จำกัด (ENVICCO) ถือหุ้นในสัดส่วน 70% ร่วมกับ ALPHA ถือหุ้น 30% มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลกำลังการผลิต 45,000 ตันต่อปี แบ่งเป็น rPET 30,000 ตันต่อปี และ rHPDE 15,000 ตันต่อปี คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 4/64

โครงการผลิตพลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง (Super Engineering Plastics) ภายใต้บริษัท คุราเร่ จีซี แอดวานซ์ แมททีเรียลส์ จำกัด (KGC) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง PTTGC และผู้ร่วมทุนอีก 2 บริษัท คือ บริษัท คุราเร่ จำกัด และ ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น คาดใช้เงินลงทุนราว 28 ล้านเหรียญาสหรัฐ และโครงการปรับปรุงโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 2 (Olefins 2 Modification Project) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คาดใช้งบลงทุน 47 ล้านเหรียญสหรัฐ 

พร้อมกันนี้ ยังมีการลงทุนซื้อกิจการ Allnex โดยใช้เงินทุน 4,802 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และการทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญ บมจ.วีนิไทย (VNT) โดยสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของ VNT (โดยไม่รวมหุ้นสามัญของ VNT ที่บริษัทฯ ถืออยู่) เป็นจำนวน 889,154,755 หุ้น หรือคิดเป็น 75.02% ของหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของ VNT เพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในราคาหุ้นละ 39 บาท ใช้เงินลงทุนราว 238 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นในไตรมาส 4/64

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...