โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แพทย์ทหารเตือน “โรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina)

เชียงใหม่นิวส์

เผยแพร่ 08 ก.ย 2565 เวลา 08.37 น. • Chiang Mai News

แพทย์ทหารเตือน “โรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina) โรคติดเชื้อไวรัสที่เป็นอันตรายกับลูกน้อย

เฮอแปงไจน่า (Herpangina) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส Enterovirus โดยเกิดในระบบทางเดินอาหารเป็นสำคัญ ไวรัสในกลุ่มนี้มีหลายขนิด หลายสายพันธุ์ การป่วยเป็นโรคนี้ แล้วครั้งหนึ่งก็จะทำให้มีภูมิคุ้มกัน และไม่เป็นโรคจากไวรัสสายพันธุ์เดิมนี้ได้อีก แต่ก็มีโอกาสเป็นซ้ำจากการติดไวรัสสายพันธุ์อื่น สามารถพบได้ทุกช่วงอายุ แต่พบมากในเด็กเล็กอายุไม่เกิน 5 ปี แพร่ได้ง่ายโดยผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ อุจจาระ หรือการแพร่เชื้อที่ปนเปื้อนมาในน้ำ อาหาร ภาชนะ มือ ของเล่น โต๊ะเก้าอี้ จึงมักพบในโรงเรียน หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก ซึ่งไวรัสกลุ่มนี้มีศักยภาพสูงมากในการก่อโรค การได้รับเชื้อเพียงแค่ 10-100 ตัวก็สามารถเกิดการติดเชื้อได้ ซึ่งหากสังเกตุพบว่าเด็กมีแผลขนาดเล็กในลำคอ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ไม่ยอมกินข้าว อาจมีการอาเจียน เด็กเล็กจะซึม และงอแง สำหรับเด็กโตมักพบอาการเจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดคอ แต่โรคนี้ไม่รุนแรง สามารถหายได้เองภายใน 7-10 วัน โดยพบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน และฤดูร้อน

อาการของโรคเฮอแปงไจน่า (Herpangina) ได้แก่
1) ผู้ป่วยจะมีแผลในปาก ที่บริเวณเพดานปาก ลิ้นไก่ ด้านหลัง ของคอหอยแต่จะไม่มีมีผื่นสีแดง หรือ ตุ่มน้ำ ที่บริเวณฝ่ามือ และฝ่าเท้า
2) อาจมีไข้สูงกว่าโรคมือเท้าปาก
3) อาการไข้จะลดลง ภายใน 2-4 วัน
4) แผลในปาก อาจคงอยู่ได้ ประมาณ 1 สัปดาห์

การป้องกันโรค และการรักษาโรค ดังนี้
1) เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันโรคนี้ คุณพ่อคุณแม่จะต้องดูแลเรื่องสุขอนามัย หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะก่อนหลังรับประทานอาหาร รวมถึงก่อนปรุงอาหาร ผู้ที่ดูแลเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้ ต้องล้างมือก่อนและหลังการเปลี่ยนผ้าอ้อม ชุดชั้นในเด็ก หรือหลังการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ อุจจาระของเด็ก หมั่นทำความสะอาด พื้น โต๊ะ เก้าอี้ ของเล่น และวัสดุอื่นที่เด็กชอบหยิบจับ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อบ่อยๆ และหากเด็กป่วยเป็นโรคเฮอแปงไจน่า ต้องหยุดเรียน 1 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้แพร่เชื้อ
2) ให้ยาลดไข้ พาราเซตามอล หรือให้ไอบูโปรเฟน ในกรณีเด็กมีไข้สูง 5 องศาขึ้นไป โดยต้องมีการเช็ดตัวร่วมด้วยเสมอจนกว่าไข้จะลดลงให้เด็ก จิบ ดื่มน้ำเย็นบ่อยๆ หรือดื่มนมเย็นที่มีรสไม่หวานมากกินน้ำแข็ง หรือไอศครีมที่มีรสชาติไม่เปรี้ยวและไม่หวานมาก ให้อาหารจืด อ่อน ย่อยง่าย
3) ในกรณีที่เด็กไม่ยอมรับประทานอาหาร แพทย์อาจใช้ยาที่มีส่วนผสมของยาชาแต่หากเด็กมีไข้สูง ได้ยาลดไข้แล้วไม่ดีขึ้น เด็กมีอาการชักจากไข้สูง ไม่ยอมดื่มน้ำ นม หรือรับประทานอาหารได้น้อยมาก มีภาวะขาดน้ำที่เห็นได้ชัด เช่น ปัสสาวะน้อยและมีสีเข้มมาก ริมฝีปากแห้ง ตาโหลลึก ซึมผิดสังเกตุ หรือแสดงอาการกระสับกระส่าย ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กมาพบแพทย์โดยเร็ว

ในการนี้ พลโท อภิเชษฐ์ ซื่อสัตย์ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และแพทย์ทหาร มีความห่วงใยต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 รวมทั้งพี่น้องประชาชน และบุตร หลาน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังภัยสุขภาพดังกล่าว โดย “ขอเน้นย้ำผู้ปกครอง และครูช่วยกันดูแลสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ หากพบว่ามีอาการข้างต้น ให้พิจารณาหยุดเรียนและรักษาจนหาย ควรแจ้งให้ทางโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กทราบ เพื่อทำการค้นหาเด็กที่อาจป่วยเพิ่มเติม” หากพบว่าตนเอง หรือคนรอบข้างมีอาการสงสัยว่าตนเองมีอาการป่วย ควรรีบไปพบแพทย์ได้ที่โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ, สถานบริการสาธารณสุขของรัฐใกล้บ้าน เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

คณะบรรณาธิการข่าว กองทัพภาคที่ 3
8 กันยายน 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...