โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

3 กองทุน “หุ้นเทคฯ-หุ้นสหรัฐ-หุ้นโลก”... เด้งแรงโชว์ผลตอบแทนสูงสุด หลัง “Trump” ชนะเลือกตั้ง !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2567 เวลา 10.11 น. • โต๊ะกองทุน Wealthy Thai

Fun of Funds: “หุ้นสหรัฐ” ที่ผลงานดีมาหลายปีจนตลาดถูกมองว่า “แพง” ไปหรือยัง? แต่หลังหลังจากที่ Donald Trump” ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐ อีกสมัย
รวมถึงการที่ “พรรครีพับลิกัน” (Republican Party) สามารถครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภาได้อย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี
ภายใต้นโยบายหลักของ Trump” ในเรื่อง Make America Great Again” ที่ยึดผลประโยชน์ของสหรัฐเป็นที่ตั้ง ทำให้เรดาห์การลงทุนจับมาที่ “ตลาดหุ้นสหรัฐ” อีกครั้ง และส่งผลให้ “หุ้นสหรัฐ” ปรับตัวขึ้นทำ “จุดสูงสุดใหม่” (New High) อีกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ หุ้นขนาดเล็ก รวมถึงการปรับตัวเพิ่มขึ้นของบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากนโยบายหลักในด้านต่างๆ ทั้งการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคล, การผ่อนคลายกฎระเบียบที่เข้มงวดต่างๆ, การสนับสนุนพลังงานเชื้อเพลิง เป็นต้น เรียกว่า เป็นตลาดที่ “ไม่มีวันตาย” (Never Die) จริงๆ
ล่าสุด 2 สถาบันการเงินชั้นนำของโลก ทั้งMorgan Stanley” และ“Goldman Sachs” ต่างคาดการณ์เป้าหมายดัชนี S&P500” สิ้นปี25 ไว้ที่6,500 จุด
ท่าทีของตลาด “กองทุนรวม” เป็นยังไง หลังการมาของ Trump 2.0” ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย

3 กองทุน “หุ้นเทคฯ-หุ้นสหรัฐ-หุ้นโลก”…โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดช่วง 1 สัปดาห์ หลัง “Trump” ชนะเลือกตั้ง

จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุผ่านรายงานว่า สำหรับตลาดกองทุนรวมของไทย ในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์นับตั้งแต่ผลการเลือกเริ่มมีความชัดเจนขึ้นในวันที่ 6 พ.ย. 24 “กองทุนหุ้นเทคโนโลยี”, “กองทุนหุ้นสหรัฐ” และ “กองทุนหุ้นทั่วโลก” นับเป็นกองทุน “3 อันดับแรก” ที่มีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนปรับเพิ่มขึ้น “สูงสุด” เฉลี่ย 7.01%, 6.22% และ 2.52% ตามลำดับ

ทั้งนี้ “กองทุนหุ้นเทคโนโลยี” ที่มีผลตอบแทนสูงสุด 3 อันดับแรกล้วนเป็นกองทุนที่เน้นการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Blockchain ทั้งหมด นำโดย “ASP-DIGIBLOC”, “SCBBLOC” และ “LHGBLOCK”ที่มีผลตอบแทนประมาณ 21%
ด้าน “กองทุนหุ้นสหรัฐ” ที่สร้างผลตอบแทนได้สูงสุด 3 อันดับแรก เป็นกองทุนประเภท Active fund หรือการลงทุนเชิงรุกเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าดัชนีอ้างอิง และเน้นลงทุนในหุ้นเติบโต ได้แก่ “SCBUSA”, “KFINNO” และ “ES-GINNO”โดยสามารถสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกันที่ประมาณ 16%
ส่วน “กองทุนหุ้นโลก” นั้น ถึงแม้ว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มกองทุนจะบวกเพียง 2.5% แต่กองทุนสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นไม่แพ้กันกับกองทุนใน 2 กลุ่มแรก นำโดย “LHINNO”ที่ 16% ส่วน “DAOL-INNOVA” และ “ONE-UGG”มีผลตอบแทนประมาณ 7% ทั้งสองกองทุน ซึ่งล้วนเป็นกองทุนที่เน้นการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับหุ้นเติบโตเช่นกัน
“ในทางตรงกันข้าม กลุ่มกองทุน 3 อันดับแรกที่มีผลตอบแทนปรับตัว ‘ลดลงมากที่สุด’ ได้แก่ กลุ่ม ‘Country Focus Equity’, ‘กองทุนน้ำมัน’ และ ‘กองทุนทองคำ’ โดยปรับตัวลดลงประมาณ -4% ใกล้เคียงกันทั้ง 3 ประเภทกองทุน โดยในกลุ่ม Country Focus Equity นั้น กองทุนที่มีผลตอบแทนปรับตัวลดลงมากที่สุดส่วนใหญ่จะเป็นกองทุนที่เกี่ยวข้องกับหุ้นเกาหลี”

เปิด 5 กองทุน เงินไหลเข้ามากสุดช่วง 1 สัปดาห์หลัง “Trump” ชนะเลือกตั้ง

แม้ว่ากลุ่ม “กองทุนหุ้นเทคโนโลยี” จะมีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนสูงสุด แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีเงินไหลออกสูงที่สุดในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมีเงินไหลออกเกือบ -2.0 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกองทุนที่มีกลยุทธ์การลงทุนที่เกี่ยวกับ AI, Semiconductor และ Cloud Computing โดยมี “KT-WTAI-A” เป็นกองทุนที่มีเงินไหลออกสูงสุด -637 ล้านบาท
ด้าน “กองทุนหุ้นสหรัฐ” มีเงินไหลเข้าราว 267 ล้านบาท แม้ว่ากองทุนประเภท Active fund จะมีผลตอบแทนสูงสุดในกลุ่ม แต่กองทุนที่มีเงินไหลเข้ามากที่สุดนั้นกลับเป็นกองทุนประเภท Passive หรือกองทุนที่มีกลยุทธ์อ้างอิงตามดัชนี ถึง 4 กองทุนจาก 5 อันดับแรก

“ในทางกลับกัน กองทุน ‘5 อันดับแรก’ ที่มีเงินไหลออกสูงสุดล้วนเป็นกองทุนที่มีกลยุทธ์การลงทุนแบบ Active ซึ่งมีทั้งที่เน้นการลงทุนในหุ้นเติบโต และหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งการไหลออกของเงินลงทุนดังกล่าวส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการขายทำกำไรหลังจากที่ผลการดำเนินงานปรับตัวขึ้นมามาก”
ทางด้าน “กองทุนหุ้นโลก” มีเงินไหลเข้าเป็นบวกเล็กน้อย ประมาณ 162 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงซื้อในกลุ่มกองทุนที่มีกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นเติบโต
“เราจะเห็นว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นกระทบกับโลกการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยด้านการเมืองไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเดียวที่ส่งผลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในข้างต้น และระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์อาจเป็นช่วงเวลาที่สั้นเกินไปที่จะระบุได้ว่าทิศทางการลงทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะยาวหรือไม่ โดยการปรับตัวเพิ่มขึ้นของบางสินทรัพย์อาจเป็นแรงเก็งกำไรของนักลงทุนในระยะสั้น หรือแรงขายที่เกิดขึ้นในบางกลุ่มก็อาจเป็นแค่เพียงการขายทำกำไร ซึ่งอาจไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง”
ดังนั้นนักลงทุนจึงควรพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบ เพื่อประเมินว่าการลงทุนของเรายังเป็นไปตามสมมติฐานหรือปัจจัยพื้นฐานที่เราได้ตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ต้นหรือไม่ โดยไม่ให้อารมณ์ของตลาดหรือปัจจัยในระยะสั้นมาเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...