โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ชีวิตที่เก้าของตัวร้ายในนิยายเซียน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 05 ธ.ค. 2568 เวลา 02.05 น. • เผยแพร่ 03 พ.ค. 2568 เวลา 01.49 น. • ซ่งอู๋ซวง
เกิดใหม่เป็นนางร้ายในนิยายว่าแย่แล้ว ถูกนางเอกของเรื่องฆ่าตายถึงแปดหนนี่แย่กว่า! ในเมื่อสุดท้ายไม่อาจเปลี่ยนจุดจบแสนอนาถของตนได้ ชีวิตที่เก้านี้…นางขอเป็นฝ่ายช่วงชิงลมหายใจของศัตรูก่อนเองก็แล้วกัน!

ข้อมูลเบื้องต้น

ชีวิตที่เก้าของตัวร้ายในนิยายเซียน

‘จ้าวเฟยหยาง’ เธอคือหนึ่งในหนอนหนังสือที่ชอบอ่านนิยายแนวทะลุมิติหรือสวมร่างอยู่เป็นประจำ แต่ใครจะคาดคิดว่าวันหนึ่ง เธอจะกลายเป็นตัวเอกในนิยายอย่างที่เคยอ่านมา

เมื่อวันหนึ่งจ้าวเฟยหยางได้เข้ามาสวมร่างเป็นตัวร้ายในนิยายเซียนที่ตนเพิ่งอ่านจบไป

แน่นอนว่าเพื่อไม่ให้เสียชื่อนักอ่านนิยายตัวยง จ้าวเฟยหยางจึงใช้ประสบการณ์ในการอ่านนิยายที่ผ่านมาทั้งหมด เพื่อเอาตัวรอดจากความตายตามบทบาทของนางร้ายในนิยายทันที!

หลังจากที่นางพยายามเปลี่ยนแปลงเรื่องราวทั้งหมด เพื่อเปลี่ยนจุดจบแสนอนาถของตนเองแล้ว กลับไม่คาดคิดมาก่อนว่าปลายทางที่รอคอยนางอยู่ กลับไม่ใช่ฉากจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งอย่างนิยายเรื่องอื่นที่เคยอ่านมา

เพราะไม่ว่านางจะพยายามเปลี่ยนแปลงเรื่องราวในนิยายเรื่องนี้มากเท่าไหร่ สุดท้ายนางก็ไม่อาจหลีกหนีพ้นความตายได้อยู่ดี!

หลังจากความตายครั้งแรก จ้าวเฟยหยางก็ได้รับโอกาสให้หวนกลับมายังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง นางจึงไม่ลังเลที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตนเองอีกครา

ทว่าเมื่อนางอายุได้ยี่สิบปี กลับกลายเป็นว่าชีวิตของนางต้องดับสูญภายใต้เงื้อมมือของนางเอกตัวจริงของเรื่องอีกหน ในฐานะนางร้ายผู้แสนร้ายกาจ!

สำหรับผู้อื่น ความตายอาจเป็นจุดจบ แต่สำหรับจ้าวเฟยหยางแล้ว ความตายกลับเป็นจุดเริ่มต้นของนางใหม่อีกครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อนางใช้ชีวิตของตนเองจนถึงอายุยี่สิบปี ท้ายที่สุดจะต้องถูกนางเอกแสนดีของนิยายสังหารตายอยู่ร่ำไป

ทำให้นางย้อนกลับมายังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง กลายเป็นการวนลูปไม่รู้จักจบ ราวกับตกอยู่ในวังวนแห่งกาลเวลาอันไร้ที่สิ้นสุด

แม้ว่านางจะพยายามเปลี่ยนเส้นทางชีวิตตนทุกครา ทั้งหลบหนีไปให้ไกลจากนางเอกตัวจริงของเรื่อง ทั้งเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตตนเอง ทั้งเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องเดิมและทิศทางการดำเนินเรื่องของนิยายก็แล้ว

ทว่าสุดท้ายนางก็ต้องถูกนางเอกแสนดีของเรื่องสังหารตายอนาถอยู่ดี!

ในเมื่อสุดท้ายแล้วนางไม่อาจหลบหนีจากความตายได้

เช่นนั้นชีวิตที่เก้านี้…นางก็ขอเป็นคนช่วงชิงลมหายใจจากอีกฝ่ายก่อนเองก็แล้วกัน!

หากเป็นคนดีแล้วไม่รุ่ง เช่นนั้นนางก็ขอมุ่งเป็นตัวร้ายให้ถึงที่สุดเอง!

- อัพนิยายทุกวัน เวลา 09.00 น. -

ช่องทางการติดตามข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือน

เพจ facebook : ซ่งอู๋ซวง

จิ้ม >>> https://www.facebook.com/songwushuang/

บทที่ 1 จุดจบและจุดเริ่มต้น (1)

บทที่ 1 จุดจบและจุดเริ่มต้น (1)

ณ ยอดเขาสูงเสียดฟ้า

ท่ามกลางสายลมเย็นเยียบที่พัดผ่านกระทบเงาร่างของสตรีทั้งสองนาง ซึ่งกำลังยืนเผชิญหน้ากันอยู่บริเวณริมเหนือหน้าผา หนึ่งสวมใส่อาภรณ์สีแดงสด อีกหนึ่งสวมใส่อาภรณ์สีขาวล้วน เส้นผมของคนทั้งสองต่างปลิวสยายไปตามแรงลม

จ้าวเฟยหยางกระชับกระบี่ในมือแน่น พร้อมตั้งรับการโจมตีของอีกฝ่ายที่พุ่งเข้ามารวดเร็วราวกับพายุ เสียงกระบี่กระทบกันดังสนั่นท่ามกลางความเงียบที่เข้ามาปกคลุมในชั่วขณะ

การต่อสู้ที่ผลัดกันรุกไล่อย่างดุเดือดมาตลอดของพวกนางทั้งสองนั้น บัดนี้ได้จบลงแล้วและมีเพียงผู้เดียวที่จะเป็นผู้ชนะ

จ้าวเฟยหยางถูกกระบี่ของอีกฝ่ายเสียบแทงทะลุหน้าอก กระบี่ในมือร่วงหล่นลงพื้นพร้อมกับทรุดกายคุกเข่าลงอยู่เบื้องหน้าของมู่เยว่ชิง สายตาเยือกเย็นของอีกฝ่ายทอดมองมายังนาง ราวกับว่านี่คือจุดจบที่คู่ควรสำหรับนางแล้วอย่างไรอย่างนั้น

จ้าวเฟยหยางในเวลานี้ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลจำนวนมาก อีกทั้งยังได้รับบาดเจ็บภายในอย่างรุนแรง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจากการกระอักเลือดออกมาไม่หยุด อาภรณ์สีแดงที่เคยฉูดฉาดบัดนี้กลับเต็มไปด้วยคราบเลือดเปื้อนเป็นวงทั่วทั้งกาย

มีหลายตำแหน่งฉีกขาดหลุดลุ่ย จนสามารถมองเห็นบาดแผลบนผิวกายได้อย่างชัดเจน

ปราณยุทธ์ภายในร่างกายของนางได้ถูกดึงมาใช้จนเหือดแห้งเกือบหมดแล้ว ตอนนี้ใกล้จะถึงขีดจำกัดของร่างกายเต็มที จ้าวเฟยหยางทั้งเจ็บใจและเสียใจกับสถานการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างมาก

เพราะนี่คือชีวิตที่แปดของนางแล้ว แต่สุดท้ายนางก็ยังไม่อาจเปลี่ยนจุดจบเดิมได้อยู่ดี!

“มู่เยว่ชิง! ข้าไม่เคยทำผิดต่อเจ้าแม้เพียงครั้งเดียว เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้ เหตุใดเจ้าต้องสังหารข้าให้ได้!”

จ้าวเฟยหยางเค้นเสียงเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจ ท่ามกลางความเจ็บปวดมากมายที่ถาโถมเข้าสู่ร่างกาย นางรับรู้ได้ถึงวาระสุดท้ายที่กำลังจะมาเยือนในอีกไม่ช้า จึงได้แต่กัดฟันฝืนทนต่อไป

มู่เยว่ชิงหลุบตามองจ้าวเฟยหยางด้วยสีหน้าเย็นชา ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยคำพูดที่สร้างความตกใจให้อีกฝ่ายเป็นอย่างมาก

“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว เหตุใดตัวเจ้าจะไม่ผิด มันผิดตั้งแต่เจ้าคือจ้าวเฟยหยาง นางร้ายในนิยายเรื่องนี้แล้วต่างหาก…”

จ้าวเฟยหยางที่ได้ยินเช่นนั้นพลันตื่นตระหนกระคนสับสนกับสิ่งที่ได้ยินทันที นางพยายามหรี่นัยน์ตา เพื่อเพ่งมองสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาที่เริ่มพร่ามัว คำพูดของอีกฝ่ายดังก้องอยู่ภายในหัวของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นางร้ายในนิยาย?

มู่เยว่ชิงรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกัน?

หรือว่า…

จ้าวเฟยหยางที่ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ นางทั้งตกใจและสับสนเป็นอย่างยิ่ง การที่อีกฝ่ายได้เอ่ยออกมาเช่นนั้นก็หมายความว่ามู่เยว่ชิงล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับความจริงเรื่องตัวตนของนาง

ความจริงที่ว่านางไม่ใช่จ้าวเฟยหยางตัวจริง!

แต่เป็นคนที่เข้ามาสวมร่างของตัวละครจ้าวเฟยหยาง หนึ่งในนางร้ายของนิยายเรื่องนี้!

“จะ เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน?”

จ้าวเฟยหยางเบิกตากว้างเล็กน้อยก่อนที่นัยน์ตาของนางจะหดเกร็งลงกะทันหัน เมื่อบังเกิดข้อสันนิษฐานบางอย่างขึ้นภายในใจ “…หรือว่าเจ้าเองก็เข้ามาสวมร่างตัวละครในนิยายเรื่องนี้เหมือนกัน!”

มู่เยว่ชิงปรายตามองจ้าวเฟยหยางบนพื้นด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะตอบคำถามด้วยคำพูดสั้นๆ

“ใช่และไม่”

“หมายความว่าอย่างไร…”

จ้าวเฟยหยางเอ่ยถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาก่อนจะล้มตัวลงนอนราบกับพื้นดิน โลหิตไหลทะลักจากบาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าอก มู่เยว่ชิงที่เห็นสภาพใกล้ตายของอีกฝ่าย จึงได้ยอมบอกความจริงของเรื่องนี้ออกไป

“อย่างที่เจ้ารู้ เจ้ากำลังอยู่ในนิยายเรื่องหนึ่งและข้าคือผู้ที่เขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้นมา ตัวข้าได้ทะลุเข้ามาสวมร่างนางเอกในนิยายเรื่องนี้ แต่เจ้ากลับทำให้เนื้อเรื่องเปลี่ยนไปจากที่ควรจะเป็น นั่นทำให้ข้ารู้ได้ทันทีว่าเจ้าเองก็ทะลุมิติเข้ามาสวมร่างจ้าวเฟยหยางเช่นกัน”

นางหยุดไปครู่หนึ่ง มองอีกฝ่ายด้วยความไม่พอใจนัก

“เดิมทีทุกอย่างควรจะเป็นไปตามเรื่องราวที่ข้าเขียนขึ้น แต่เจ้า! ตัวละครที่ข้าเขียนขึ้นมากลับทำในสิ่งที่ไม่ควรจะทำ ข้าไม่ต้องการให้เรื่องราวในนิยายเรื่องนี้ผิดเพี้ยนไป ดังนั้นเพื่อให้เนื้อเรื่องของนิยายเรื่องนี้เป็นไปตามเดิม ข้าจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อสังหารเจ้าให้ได้ เพื่อทำให้นิยายเรื่องนี้จบลงอย่างสมบูรณ์เช่นเดิม”

ราวกับไขความสงสัยทั้งหมดของจ้าวเฟยหยางได้ในทันที ความจริงที่ได้รับรู้นี้สร้างความโกรธแค้นให้นางเป็นอย่างมาก ที่แท้แปดชาติที่ผ่านมาไม่ใช่ว่านางพยายามไม่มากพอเพื่อให้มีชีวิตอยู่

แต่เป็นเพราะมู่เยว่ชิงรู้เรื่องราวทั้งหมดและต้องการสังหารนางให้ได้อยู่แล้ว!

นางจึงต้องตายภายใต้เงื้อมมือของอีกฝ่ายอยู่ตลอด วนลูปเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและไม่อาจหลบหลีกความตายได้เลยสักครั้ง!

จ้าวเฟยหยางหัวเราะออกมาด้วยความสมเพช กับความพยายามในการดิ้นรนอันโง่เขลาของตนเองตลอดแปดชาติที่ผ่านมา นางกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง ลมหายใจของนางค่อยๆ แผ่วลง

“อย่าโกรธแค้นกันเลย ถ้าจะแค้นก็แค้นโชคชะตาเถอะ อีกอย่างตัวข้าเองก็ต้องเอาตัวรอดเช่นกัน ต่อให้มีโอกาสอีกกี่ครั้ง ข้าก็จะทำเช่นเดิม และเจ้าก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงจุดจบนี้ได้”

จ้าวเฟยหยางเค้นเสียงหัวเราะออกมาและบอกกับอีกฝ่ายด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่มี

“ได้ ในเมื่อเจ้ายืนยันที่จะสังหารข้าให้ได้ ครั้งหน้าข้าจะเป็นคนสังหารเจ้าก่อนก็แล้วกัน!”

เสียงของนางหายไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่หมดลง

มู่เยว่ชิงมองดูร่างไร้ลมหายใจเบื้องหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน สีหน้าเย็นชาไร้อารมณ์ ก่อนที่นางพึมพำออกมาเสียงเบา

“หากเจ้าทำได้ก็ลองดู…”

ณ แคว้นชิงโจว

ในดินแดนเทียนหลางแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็นสามทวีปใหญ่ด้วยกัน และหนึ่งในทวีปนั้นคือทวีปเสวียนอู่นั่นเอง

โดยแคว้นชิงโจวเป็นหนึ่งในแคว้นใหญ่ทั้งห้าบนทวีปเสวียนอู่ ส่งผลทำให้แคว้นชิงโจวมีพื้นที่กว้างขวางและเต็มไปด้วยทรัพยากรมากมาย ทำให้ราษฎร์ในแคว้นชิงโจวล้วนแต่เต็มไปด้วยผู้แข็งแกร่ง

ซึ่งแคว้นชิงโจวเองก็ถูกปกครองด้วยราชวงศ์คังเป็นประมุข และมีสกุลใหญ่ทั้งห้าเป็นขุนนางคอยถ่วงดุลอำนาจกันและกัน

ภายในจวนสกุลจ้าว หนึ่งในสกุลใหญ่ที่ทรงอำนาจที่สุดในแคว้นชิงโจว แม้แต่ราชวงศ์เองยังต้องหวาดหวั่นต่ออำนาจและความแข็งแกร่งที่สกุลจ้าวครอบครองอยู่

บริเวณเรือนปีกตะวันออกภายในจวนสกุลจ้าวอันกว้างขวาง มีเงาร่างของเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบได้นอนหลับใหลไม่ได้สติอยู่ภายในห้องนอน ดวงหน้าเล็กขมวดคิ้วแน่น เผยสีหน้าเจ็บปวดออกมาราวกับกำลังตกอยู่ในฝันร้ายอันยาวนาน

เฮือกกก!

เสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นพร้อมกับจ้าวเฟยหยางที่ลืมตาตื่นขึ้นมา นางดันตัวลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียงอย่างหวาดผวา

นางได้ย้อนกลับมาตอนที่ตนเองทะลุมิติเข้ามาสวมร่างของตัวร้ายคนนี้ครั้งแรกในวัยเจ็ดขวบ!

ซึ่งตลอดแปดชาติภพที่ผ่านมา หลังจากนางตายในครั้งก่อน นางก็จะฟื้นกลับมาเช่นนี้อยู่ซ้ำๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นเช่นนี้มาแล้วถึงแปดคราด้วยกัน

และในเวลานี้นางก็ได้กลับมาอยู่ในจุดเริ่มต้นของเรื่องเช่นเดิมอีกคราเป็นครั้งที่เก้า!

แววตาและสีหน้าของนางเต็มไปด้วยความเย็นชาและความเด็ดเดี่ยว จ้าวเฟยหยางในตอนนี้นิ่งสงบเยือกเย็นจนน่าหวาดกลัว นางไม่มีท่าทีตกใจหรือสับสนแม้แต่น้อย นางล้มตัวลงนอนเช่นเดิมด้วยท่าทีผ่อนคลาย

อย่างน้อยนางก็ได้โอกาสกลับมาอีกครั้ง

จ้าวเฟยหยางมองเพดานแล้วคิดทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นเงียบๆ ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตครั้งที่เก้านี้ใหม่ นางตั้งมั่นว่าจะทำทุกอย่างเพื่อแก้แค้นมู่เยว่ชิงและช่วงชิงชีวิตของตนกลับคืนมาให้ได้ โดยมีความแค้นเป็นแรงผลักดัน

หลังจากที่จ้าวเฟยหยางตัดสินใจได้แล้ว นางก็ลุกขึ้นมาเตรียมคิดวางแผนต่างๆ โดยคิดทบทวนความทรงจำและประสบการณ์ที่ตนเคยประสบพบพานมาตลอดแปดชาติ แล้วเขียนลงใส่ในกระดาษ เพื่อไม่ให้ลืมและไม่ให้พลาดจุดสำคัญไป

ถึงแม้ว่ามู่เยว่ชิงจะได้เปรียบที่เป็นคนเขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้นมา

แต่จ้าวเฟยหยางเองก็ได้เปรียบที่มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่าง นอกเหนือจากบทในนิยายมากกว่าแปดชาติ ทำให้นางรู้อะไรหลายอย่างนอกเหนือจากที่ปรากฏในนิยายเช่นกัน

หลังจากที่ทบทวนเรื่องราวทั้งหมด จ้าวเฟยหยางคิดวางแผนที่จะดึงสกุลจ้าวของนางเข้ามาเป็นกองกำลังไว้ใช้ต่อกรกับมู่เยว่ชิงในภายภาคหน้า

เพราะหากนางตั้งตัวเป็นศัตรูกับมู่เยว่ชิง คนที่นางต้องต่อกรด้วยย่อมหนีไม่พ้นเหล่าตัวละครเอกแสนเก่งกาจทั้งหลาย ที่เป็นพรรคพวกของนางเอกอย่างมู่เยว่ชิง

ซึ่งคนที่จ้าวเฟยหยางจะดึงเข้ามาเป็นพรรคพวกนั้นย่อมเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากเหล่าตัวร้ายทั้งหลายในนิยายเรื่องนี้ อย่างเช่นครอบครัวสกุลจ้าวของนางนั่นเอง

สกุลจ้าวเป็นสกุลใหญ่ที่มีคนเก่งกาจอยู่มาก พวกเขาคือหนึ่งในตัวร้ายที่ต้องตายอนาถในนิยายเรื่องนี้

ตลอดแปดชาติภพที่ผ่านมา แม้จ้าวเฟยหยางจะเคยลองพยายามเปลี่ยนชะตานำพาสกุลจ้าวไปในทางที่ดีบ้างแล้ว แต่ก็พบว่าคนสกุลจ้าวต่างเป็นตัวร้ายที่มีนิสัยร้ายกาจมาตั้งแต่เกิด ทุกคนล้วนแต่เห็นแก่ตัว โหดเหี้ยม และไร้เมตตา

จวนสกุลจ้าวแห่งนี้ที่นางอาศัยอยู่ย่อมไม่ต่างจากรังอสรพิษดีๆ นี่เอง ดังนั้นจุดจบของพวกเขาจึงเป็นไปตามนิยายเสียทุกครั้ง

หลังจากความพยายามในครั้งนั้น ชีวิตที่เหลืออีกเจ็ดชาติภพ นางจึงไม่เคยคิดเอาตัวเองเข้าไปพัวพันยุ่งเกี่ยวกับสกุลจ้าวอีกเลย แต่ตัดสินใจที่จะออกจากตระกูลไปตามทางของตนเอง

ทว่าชาติที่เก้านี้ นางจะไม่ทำเช่นนั้นอีก!

นางจะต้องทำให้กองกำลังสกุลจ้าวแสนร้ายกาจนี้อยู่ภายในกำมือของนางให้ได้ ที่ผ่านมานางเป็นคนดีมามากพอแล้ว ครั้งนี้นางจะสวมบทเป็นวายร้ายมหากาฬให้ดู

แม้ว่าสกุลจ้าวจะร้ายกาจเป็นอสรพิษที่ไว้ใจไม่ได้ แต่เพราะจ้าวเฟยหยางรู้จักครอบครัวตัวร้ายสกุลจ้าวของนางเป็นอย่างดีมาแปดชาติ นางจึงรู้วิธีที่จะควบคุมพวกเขา

ทุกอย่างที่จ้าวเฟยหยางคิดและวางแผน นางได้จดบันทึกเอาไว้บนแผ่นกระดาษอย่างละเอียด ครั้งนี้นางจะต้องรอบคอบและทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะมู่เยว่ชิง นางเอกจอมปลอมที่คิดแต่จะสังหารนางให้ได้

Talk

สวัสดีนักอ่านที่น่ารักทุกท่านค่า

กลับมาพบกับไรท์อีกครั้งในผลงานเรื่องใหม่แนวแก้แค้น ชิงไหวพริบ ผจญภัยค่า เป็นเรื่องที่ไรท์อยากเขียนมานานมากแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาสักที ในที่สุดไรท์ก็ได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเขียนค่ะ

สุดท้ายนี้ก็ขอฝากผลงานเรื่องนี้ไว้ด้วยนะคะ ฝากติดตามและคอมเมนท์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยค่า

ขอบคุณนะคะ >

บทที่ 1 จุดจบและจุดเริ่มต้น (2)

บทที่ 1 จุดจบและจุดเริ่มต้น (2)

ขณะเดียวกัน ด้านนอกของเรือนพลันเกิดเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีเงาร่างเล็กสายหนึ่งเดินปรี่เข้ามายังบริเวณหน้าเรือนด้วยสีหน้าบึ้งตึง ตั้งท่าเตรียมจะบุกเข้าไปในเรือนแห่งนี้ด้วยความเกรี้ยวกราด

“คุณชายห้าเข้าไปไม่ได้นะเจ้าคะ! คุณหนูสี่กำลังพักผ่อนอยู่เจ้าค่ะ!”

สาวใช้ช่วยกันขวางไม่ให้คุณชายตัวน้อยเข้าไปหาเรื่องคุณหนูสี่ ที่กำลังพักรักษาอาการป่วยอยู่ด้านใน แต่ด้วยเพราะฐานะที่สูงส่งของเขาในสกุลจ้าว เหล่าสาวใช้จึงทำได้เพียงเอ่ยเตือนเท่านั้น ไม่มีใครกล้าแตะต้องเขาไปมากกว่านี้

“เป็นแค่คนรับใช้ กล้าดียังไงมาห้ามข้า!”

เพี๊ยะ!

เด็กชายง้างมือขึ้นก่อนจะฟาดไปยังต้นแขนของสาวใช้เต็มแรง ทำให้สาวใช้ทั้งหมดต่างพากันถอยหนีรวมตัวกันอยู่ห่างจากเขา เด็กชายยิ้มอย่างพอใจก่อนจะเดินผ่านพวกนางเข้าไปด้านในเรือน

ปัง!

ในระหว่างที่จ้าวเฟยหยางกำลังคิดแผนการอยู่นั้น ประตูห้องนอนของนางก็ถูกเปิดกระแทกออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ก่อนจะมีเด็กชายวัยห้าขวบเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง ราวกับว่าเขาไปกินรังแตนจากที่ไหนมาก็ไม่รู้

สองมือเล็กๆ ของเด็กชายกำแน่น เมื่อเข้ามาภายในห้องก็เริ่มอาละวาดทันที ข้าวของเครื่องใช้ที่วางอย่างเป็นระเบียบถูกเขาทำลายล้มลงระเนระนาดเกลื่อนพื้นไม่เป็นชิ้นดี

ปัง!

โครม!

จ้าวเฟยหยางมองดูการกระทำนั้นด้วยท่าทีสงบนิ่ง

เด็กคนนี้คือ จ้าวเฟยเทียน เป็นน้องชายที่อายุห่างกันสองปีกับนาง เป็นลูกคนเล็กสายตรงของสกุลจ้าว

เพราะเป็นทายาทหลักจากสกุลจ้าวสายตรง จึงทำให้เขาถูกตามใจจนเคยตัวจนมีนิสัยเอาแต่ใจ เกเร ชอบรังแกคนอ่อนแอกว่า ไม่เว้นแม้แต่กับพี่น้องแท้ๆ ของตนเอง

หลังจากทำลายข้าวของในห้องเพื่อระบายอารมณ์จนพอใจแล้ว เขาจึงเดินเข้ามาหยุดเบื้องหน้าของจ้าวเฟยหยางก่อนจะยกมือขึ้นชี้หน้านางพลางก่นด่าไปด้วย

“กินยาพิษแค่นี้ทำเป็นสำออยนอนป่วย อ่อนแอไม่สมกับเป็นสายเลือดสกุลจ้าวจริงๆ ถ้าเจ้าจะไร้ประโยชน์ถึงเพียงนี้ ก็จงออกไปจากสกุลจ้าวเสียเถอะ! เสียชื่อคนสกุลจ้าวหมด!”

น้ำเสียงแข็งกร้าวและสายตาที่ดุดันของเด็กชายถูกส่งไปยังคนที่นั่งอยู่ เขาไม่เห็นจ้าวเฟยหยางเป็นพี่สาวแม้แต่น้อย

สำหรับเขา นางก็แค่คนไร้ประโยชน์ทำอะไรไม่ได้เท่านั้น!

เมื่อรู้ว่านางฟื้นขึ้นมาหลังจากดื่มยาพิษเข้าไปในการทดสอบพิษประจำตระกูลเมื่อไม่กี่วันก่อน จ้าวเฟยเทียนก็รีบมาหานางถึงเรือนทันที แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีสาวใช้อยู่หน้าเรือนคอยห้ามไม่ให้เขาเข้ามาก็ตาม

แต่ด้วยฐานะของตัวเขา จึงสามารถจัดการสั่งสอนพวกนางจนไม่มีผู้ใดกล้าขวางเขาได้อย่างรวดเร็ว

สาเหตุที่จ้าวเฟยเทียนมาหานางวันนี้ ก็เพื่อจะต่อว่าที่นางทำให้เขาถูกท่านปู่ต่อว่านั่นเอง ทั้งๆ ที่เป็นตัวนางที่อ่อนแอจนไม่สามารถทนพิษได้เองแท้ๆ ทว่าเหตุใดกลับกลายเป็นเขาที่ถูกท่านปู่ตำหนิอยู่เพียงผู้เดียว

นี่ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด!

จ้าวเฟยหยางยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะของนางอย่างสงบ ไม่ว่าน้องชายตัวน้อยคนนี้จะพูดอะไร นางก็ไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย ปล่อยให้เขาพูดไปอย่างเต็มที่ จนกระทั่งในที่สุดกลับเป็นจ้าวเฟยเทียนที่ทนไม่ได้เสียเอง

“ข้าพูดกับเจ้าอยู่ ไม่ได้ยินหรืออย่างไร!”

จ้าวเฟยหยางยังคงนั่งมองน้องชายของตนที่กำลังวางท่าข่มอยู่เช่นนั้น นางก็อยากรู้ว่าเขาจะทำยังไงต่อ หากเป็นเจ้าของร่างจริงๆ อาจจะยอมเขาก็ได้

แต่นางไม่ใช่ เหตุใดต้องยอมด้วยเล่า

เพล้ง!

“จ้าวเฟยหยาง เจ้าหูหนวกหรืออย่างไรกัน!”

เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบโต้และไม่สนใจ เขาจึงหยิบแจกันที่วางอยู่บนโต๊ะทุ่มลงบนพื้นจนแตกกระจาย หวังจะให้อีกฝ่ายแสดงอาการตื่นกลัวออกมา แต่เมื่ออีกฝ่ายยังคงนิ่งเฉยเขาก็หงุดหงิดมากขึ้นไปอีก

“หรือว่าเจ้าถูกพิษจนเป็นใบ้หูหนวกไปแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้นเจ้าก็ควรจะตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด!”

เขายังคงส่งเสียงโวยวายและด่าทอจ้าวเฟยหยางจนเสียงดังออกไปถึงด้านนอกเรือน ทว่ากลับไม่มีใครกล้าเข้ามาห้ามแม้แต่น้อย

“เพราะเจ้า! ทำให้ท่านปู่ต่อว่าข้า วันนี้ข้าจะลงโทษเจ้า!”

จ้าวเฟยเทียนขยับเข้าไปใกล้พี่สาวของตนมากขึ้น ตั้งใจจะตีนางสักทีให้หายโมโห ทว่ายังไม่ทันถึงตัวของอีกฝ่าย เขาก็ต้องหยุดเดินเสียก่อนเพราะน้ำเสียงเย็นเยียบที่ดังขึ้น

“หนวกหูเสียจริง”

คำแรกที่จ้าวเฟยหยางเอ่ยออกมานับตั้งแต่เขาได้เข้ามาในห้องของนาง สายตาของนางจ้องมองเขาอย่างเย็นชาจนทำให้จ้าวเฟยเทียนหยุดชะงักไปกลางคัน

“ก็ไม่ได้เป็นใบ้นี่ เหตุใดข้าถามเจ้าจึงไม่ตอบ!” เขากำหมัดแน่นอีกครั้ง กัดฟันจนตัวสั่นด้วยความโกรธ นี่นางกำลังตั้งใจยั่วโมโหเขาอย่างนั้นหรือ

บรรยากาศภายในห้องเงียบลงในชั่วขณะ จ้าวเฟยหยางไม่เพียงแต่ไม่ตอบคำถามของเขา แต่นางยังคงนั่งอยู่ที่เดิมและปล่อยให้เขาดิ้นรนไปกับความรู้สึกโกรธที่ยากจะควบคุมนั้น

เอาสิ โมโหให้อกแตกตายไปเลย!

ชั่วขณะนั้นเอง จ้าวเฟยเทียนพลันรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่จนไม่อาจทานทนได้ ความอึดอัดคับข้องใจค่อยๆ ก่อตัวเป็นโทสะที่เดือดพล่านอยู่ภายในอก เขาหันขวับไปคว้าสิ่งของบนโต๊ะ แล้วเหวี่ยงมันลงพื้นอย่างรุนแรง เสียงแตกกระจายดังก้องกังวานไปทั่วห้อง ราวกับต้องการปลดปล่อยความขุ่นเคืองที่อัดแน่นอยู่ภายใน

เพล้ง!

โครม!

จ้าวเฟยเทียนยังคงระบายโทสะด้วยการขว้างปาสิ่งของซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นแจกันลายคราม เครื่องประดับหยก หรือแม้แต่ตำราที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ทุกสิ่งต่างกระจัดกระจาย แตกหัก เสียหาย กลายเป็นเศษซากเกลื่อนพื้นห้องนอน

บัดนี้สภาพห้องนอนของจ้าวเฟยหยางกลับดูไม่ได้ต่างจากสมรภูมิรบที่เพิ่งผ่านพ้นมาเลยสักนิด

ท่ามกลางซากปรักหักพังและความวุ่นวาย จ้าวเฟยหยางยังคงนั่งสงบนิ่งอยู่ที่เดิม ราวกับไม่ได้ยินเสียงใดๆ หรือรับรู้ถึงความโกรธเกรี้ยวที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของผู้เป็นน้องชายแม้แต่น้อย ดวงตาของนางว่างเปล่า ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ปรากฏให้เห็น

“ข้าน่าจะใส่พิษให้เจ้าเยอะกว่านี้จะได้ตายๆ ไปเสีย!”

จ้าวเฟยเทียนตวาดเสียงก้อง ดวงตาแดงก่ำจ้องเขม็งไปยังร่างที่นั่งสงบนิ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “ยังจะมองหน้าข้าอีก! เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาจ้องหน้าข้าแบบนั้น”

เด็กชายคว้าตำราเล่มหนาบนโต๊ะแล้วขว้างใส่ร่างบางอย่างแรง ทว่าจ้าวเฟยหยางเพียงแค่ขยับกายหลบเลี่ยงเล็กน้อยเท่านั้น ตำราจึงเฉียดศีรษะนางไปอย่างหวุดหวิด

“พูดจบแล้วรึยัง?”

น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเย็นเยียบเป็นอย่างยิ่ง ดวงตาคมกริบจ้องมองน้องชายด้วยแววตาที่ไร้ซึ่งความรู้สึก หากนางไม่หลบเลี่ยงเมื่อครู่ เกรงว่าตำราเล่มนั้นคงกระแทกเข้าที่ใบหน้าของนางไปแล้ว

จ้าวเฟยหยางพิจารณาเด็กชายตรงหน้าอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง น้องชายของนางคนนี้ต่อไปจะกลายเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่รับมือได้ยาก

ทว่าสุดท้ายก็ต้องตายตามจุดจบของนิยายอยู่ดี

ก่อนหน้านี้นางไม่สนใจเขานัก แต่ด้วยพรสวรรค์ในการฝึกฝนของเขา ตอนนี้นางคงต้องหาวิธีดึงตัวเขาเข้ามาเป็นกำลังให้นาง เพื่อต่อกรกับมู่เยว่ชิงในภายภาคหน้าเสียแล้ว

แม้ว่าตอนนี้จ้าวเฟยเทียนจะเป็นเด็กน้อยที่น่ารังเกียจมากเพียงใด แต่นางก็เชื่อว่าลำพังเพียงแค่เด็กน้อยเช่นเขา ย่อมไม่คณามือนางอย่างแน่นอน

“เจ้ามองอะไร?”

เมื่อถูกจ้องมองด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก จ้าวเฟยเทียนก็รู้สึกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก แววตาคู่นั้นที่จับจ้องมาดูแตกต่างจากจ้าวเฟยหยางที่เขารู้จักอย่างสิ้นเชิง

ทว่านั่นก็ไม่ได้ทำให้ความโกรธในใจเขาลดน้อยลงแต่อย่างใด

จ้าวเฟยเทียนชี้หน้านางด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างเท้าสะเอวแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน เขาไม่เคยถูกขัดใจมาก่อน การกระทำของจ้าวเฟยหยางในตอนนี้จึงเท่ากับเป็นการท้าทายอำนาจของเขาโดยตรง

“ข้าถามว่ามองอะไร! ตอบเดี๋ยวนี้! ข้าบอกให้ตอบ เจ้ากำลังท้าทายข้าอยู่ใช่หรือไม่ เจ้าคนไร้ประโยชน์ ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!” ไม่พูดเปล่า เขาเดินเข้าใกล้จนถึงตัวของนาง

จ้าวเฟยหยางไม่ได้มีท่าทีตกใจหรือเกรงกลัวแต่อย่างใด นางเพียงขยับกายเล็กน้อยเพื่อคลายความเมื่อยล้าจากการนั่งเป็นเวลานาน ทว่าการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยนั้นกลับทำให้จ้าวเฟยเทียนตกใจจนยกแขนขึ้นมาป้องกันตนเองและถอยกรูดออกห่าง

“เจ้าจะตีข้าอย่างนั้นรึ! เจ้ากล้าเพียงนี้เชียว คอยดูข้าจะฟ้องท่านปู่ให้ลงโทษเจ้า!” เขามองนางด้วยสายตาอาฆาตแค้น คิดไม่ถึงว่านางจะกล้าแม้แต่จะคิดทำร้ายเขา

“กลัวหรือ?”

จ้าวเฟยหยางจัดท่าทางมือของตนเองอย่างใจเย็น นางเพียงแค่เหยียดเส้นยืดกายเท่านั้น เหตุใดเขาจึงตกใจหวาดกลัวถึงเพียงนี้ ทำตัวราวกับลูกแมวที่กำลังขู่ฟ่อๆ ไปได้

หากนางต้องการจะลงมือจริงๆ เขาจะหนีพ้นได้อย่างไร

“ใคร…ใครกลัวเจ้ากัน เจ้าคนไร้ประโยชน์!”

เด็กชายหันไปเตะเก้าอี้อย่างแรงด้วยความโมโหจนเก้าอี้ล้มครืนลงกับพื้น ทว่าแรงเตะเมื่อครู่ก็ส่งผลให้เท้าของเขาเจ็บปวดเช่นกัน จ้าวเฟยเทียนพลันเผยสีหน้าเหยเกออกมาทันก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกุมเท้า

ท่าทางของเขาน่าขันเสียจนจ้าวเฟยหยางแทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทีราวกับกำลังหัวเราะเยาะเขาอยู่ จ้าวเฟยเทียนจึงกัดฟันทนเจ็บลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับผู้เป็นพี่สาว แสร้งทำราวกับว่าตนนั้นไม่ได้เจ็บปวดแต่อย่างใด

เจ็บตัวไม่ว่า แต่จะเสียหน้าไม่ได้เด็ดขาด!

“หากเจ้าหมดธุระแล้วก็จงกลับไปเสีย ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”

จ้าวเฟยหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พร้อมกับจัดการพับกระดาษที่ตนเขียนเอาไว้เก็บใส่ไว้ลิ้นชักอย่างไม่รีบร้อน

บทที่ 2 สั่งสอนน้องชายตัวดี (1)

บทที่ 2 สั่งสอนน้องชายตัวดี (1)

จ้าวเฟยเทียนที่เห็นท่าทางเช่นนั้นของพี่สาว เขาก็นิ่งงันไปชั่วครู่ ทำได้เพียงแต่จ้องมองนางจนตาแทบจะถลนออกมา

ทางด้านจ้าวเฟยหยางเอง นางก็ปรายตามองเขาซึ่งเป็นหนึ่งในตัวร้ายมหาภัยของเรื่องนี้ด้วยสายตาเย็นชาอีกครั้ง แม้นางจะเอ่ยเตือนให้เขากลับไปแล้วก็ตาม ทว่าเขาก็ยังอาละวาดอยู่ครู่ใหญ่ โดยที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยแม้แต่น้อย

ขณะที่ดวงตาทั้งสองคู่สบกัน จ้าวเฟยหยางก็ครุ่นคิดถึงแผนการในใจ ครั้งนี้นางมัวแต่พะวงกับการวางแผนรับมือมู่เยว่ชิง จนลืมเลือนไปสนิท ว่าวันนี้จะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือน จึงไม่ได้เตรียมการรับมือไว้

ทว่านางก็รู้ว่าควรจะจัดการกับน้องชายตัวน้อยคนนี้อย่างไร

ความทรงจำเมื่อหลายวันก่อนพลันผุดขึ้นในหัว ในการทดสอบประจำตระกูลที่จัดขึ้นเพื่อให้ทายาททั้งสายตรงและสายรองต้องเข้ารับการดื่มยาพิษ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกเดือน เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายนั้น

จ้าวเฟยเทียนได้ลอบเพิ่มปริมาณยาพิษของนาง ทำให้พิษร้ายเข้าสู่ร่างกายของนางมากเกินไปจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นเหตุให้นางล้มป่วยอยู่หลายวัน

และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง นางก็ได้ย้อนเวลากลับมาสวมร่างนี้อีกครั้งหลังจากถูกมู่เยว่ชิงปลิดชีพ

เฉกเช่นตลอดแปดชาติที่ผ่านมา…

“เจ้า เจ้ามันตัวไร้ประโยชน์! กล้าเมินเฉยต่อข้าอย่างนั้นหรือ คอยดูเถิด วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้หลาบจำ!”

จ้าวเฟยเทียนตวาดใส่ด้วยความโกรธเกรี้ยว เมื่อเห็นท่าทีเฉยเมยของพี่สาวที่เขาเคยข่มเหง ยิ่งทำให้อารมณ์ขุ่นเคืองทวีความรุนแรงขึ้น

เขาจึงสาดถ้อยคำหยาบคายใส่นางอย่างไม่ยั้งด้วยความไม่พอใจ ยิ่งอีกฝ่ายนิ่งเงียบไม่ตอบโต้ เขาก็ยิ่งเดือดดาล

เมื่อสิ้นเสียงด่าทอ จ้าวเฟยเทียนก็พุ่งตัวเข้าใส่จ้าวเฟยหยางตามที่ลั่นวาจาไว้ เขายกมือเล็กๆ เตรียมจะทุบตีร่างบางเช่นเดียวกับที่เคยกระทำต่อสาวใช้

ทว่าครั้งนี้นางกลับไม่ได้ยืนนิ่งให้เขาลงมือแต่โดยดี

จ้าวเฟยหยางลุกขึ้นหลบเลี่ยงได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะยกเท้าเตะร่างของเขาจนเซถลาไปด้านหลัง ล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง

ตุบ!

โอ๊ย!

จ้าวเฟยเทียนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดจากแรงกระแทก ทั้งยังเจ็บแปลบที่ขาข้างที่เตะเก้าอี้ไปก่อนหน้านี้ด้วย ทำให้เขาโกรธจนตัวสั่น ดวงหน้าเล็กเดี๋ยวดำเดี๋ยวแดง เปลี่ยนสีสลับไปมา ทั้งโกรธทั้งอายผสมปนเปกันไปหมด

ไม่เพียงแต่จะทำร้ายนางไม่ได้ เขายังถูกนางถีบกระเด็นอีกด้วย!

“เจ้า เจ้ากล้าเตะข้าเชียวหรือจ้าวเฟยหยาง! มาเลย วันนี้ข้าจะขอสู้ตายกับเจ้า!”

เด็กชายจ้องมองพี่สาวที่ยืนมองเขาด้วยสายตาเยือกเย็น ก่อนจะฝืนความเจ็บปวดลุกขึ้นยืน แล้วหันไปคว้าสิ่งของที่อยู่ใกล้มือขว้างปาใส่จ้าวเฟยหยางอย่างเต็มแรง หยิบจับสิ่งใดได้ก็โยนสิ่งนั้น เรี่ยวแรงมีเหลืออยู่เท่าไหร่ก็ใส่ไปอย่างไม่ยั้งมือ จนทำให้เกิดความวุ่นวายโกลาหลขึ้นภายในห้อง

เพล้ง!

โครม!

ปัง!

เสียงดังเอะอะโวยวายเล็ดลอดออกไปทั่วทั้งเรือน ทว่ากลับไม่มีสาวใช้คนใดกล้าเข้ามาห้ามปรามเด็กทั้งสองแม้แต่น้อย ราวกับการทะเลาะเบาะแว้งเช่นนี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในจวนสกุลจ้าว

เทพมารสู้รบกัน ผีน้อยเช่นพวกนางมีหรือจะกล้าเข้าไปวุ่นวาย

ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนั้น จ้าวเฟยหยางหลบหลีกสิ่งของที่ขว้างปามาได้อย่างคล่องแคล่ว คราวนี้นางจะไม่ยอมถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้ว ถึงเวลาต้องสั่งสอนน้องชายตัวดีเสียที

เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็หยิบเก้าอี้ข้างกายเขวี้ยงกลับไปทันที จ้าวเฟยเทียนหลบไม่ทันจึงถูกเก้าอี้กระแทกเข้าเต็มลำตัวล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง เด็กชายไม่อาจทนทานต่อความเจ็บปวดที่ได้รับได้อีกต่อไป จึงปล่อยโฮร้องไห้ออกมาเสียงดัง ทว่าก็ยังไม่วายต่อว่าพี่สาวและจ้องมองนางด้วยสายตาเคืองแค้น

“ฮือ คะ…คอยดู ข้าจะไปฟ้องท่านปู่ว่าเจ้าตีข้า!”

เขาพูดไปพลางสะอื้นไห้ไปพลาง มือหนึ่งลูบก้นที่กระแทกพื้น อีกมือคลำไปที่หน้าอกที่ถูกกระแทกก่อนจะใช้มันชี้หน้าพี่สาวอย่างเอาเรื่อง

จ้าวเฟยหยางยืนนิ่ง มองดูท่าทางของเด็กเอาแต่ใจที่กำลังร้องไห้อย่างไม่ใส่ใจ นางไม่ได้รู้สึกสงสารแม้แต่น้อย ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน นางย่อมมีสิทธิ์ที่จะป้องกันตนเอง

อีกทั้งนางเองไม่ได้หวาดกลัวต่อคำขู่เหล่านั้นเช่นกัน จึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ฟ้องเลย หากเจ้ากล้าก็ไปฟ้องเลย ดีเหมือนกัน ข้าก็จะได้ฟ้องท่านปู่ว่าเจ้าเป็นคนเอายาพิษให้ข้ากินก่อนหน้านี้ ไม่พอเจ้ายังตามมารังแกข้าถึงในเรือน ทั้งๆ ที่อาการของข้ายังไม่หายดี เอาสิ คราวนี้เจ้าว่าท่านปู่จะเข้าข้างใคร”

“จะ เจ้า!”

จ้าวเฟยเทียนได้ฟังเช่นนั้นก็เงียบเสียงลงทันที เพราะเขารู้ว่าถ้าหากปู่รู้เรื่องนี้ เขาจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักฐานก่อเรื่อง เด็กชายทั้งโกรธและเจ็บใจที่ทำอะไรพี่สาวคนนี้ไม่ได้ เขาจึงได้แต่เบะปากร้องไห้ออกมา

นั่นทำให้จ้าวเฟยหยางเกิดความรำคาญมากกว่าเดิม นางจึงจ้องมองเขาด้วยสายตาเยือกเย็น กดดันให้เขาหุบปาก

“ร้องอีกสิ ร้องเลย ร้องให้ดังๆ ข้าจะได้หาอะไรมายัดปากเจ้า!”

เจ้าเฟยเทียนเห็นสีหน้าที่น่ากลัวนั้นประกอบกับความหวาดกลัวต่อคำขู่ของนาง เขารีบยกมือขึ้นปิดปากตนเองแน่น เพื่อไม่ให้มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ทว่าร่างกายยังคงสะอื้นสั่นเทิ้มเช่นเดิม สภาพของเขาในตอนนี้แลดูน่าสงสารไม่น้อย

ดวงตาแดงก่ำจ้องมองไปยังพี่สาวด้วยความหวาดหวั่น ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยมีต่อนางมาก่อน

จ้าวเฟยหยางหลุบตามองน้องชายตัวร้ายของตนอย่างเอือมระอา เพราะสกุลจ้าวเป็นครอบครัวตัวร้ายโดยแท้ วิธีการอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูบุตรหลานในสกุลจึงเต็มไปด้วยความโหดร้ายและความเลือดเย็น ทำให้ลูกหลานสกุลจ้าวถูกเลี้ยงดูมากลายเป็นคนชั่วร้ายไปโดยสามัญ

แม้แต่พี่น้องแท้ๆ ยังถูกสอนให้แก่งแย่งชิงดีกันมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้พี่น้องหาความรักใครหรือความผูกพันกันไม่ได้ มองกันเป็นดั่งคู่แข่งที่ต้องกำจัดให้พ้นทาง

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่จ้าวเฟยเทียนมักจะหาเรื่องกลั่นแกล้งนางอยู่เสมอ

เรียกได้ว่ากฎของการอยู่รอดในสกุลจ้าวคือ ‘ปลาใหญ่กินปลาเล็ก’

แม้แต่ทายาทสายตรงเช่นพวกนางที่ยังเยาว์วัยก็ยังต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยตนเอง เด็กน้อยเช่นจ้าวเฟยเทียนจึงเติบโตขึ้นเป็นตัวร้ายตั้งแต่ยังเยาว์วัย

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ในเจ็ดชาติภพก่อน จ้าวเฟยหยางเลือกที่จะละทิ้งตระกูลอันแสนสิ้นหวังนี้ไปเสียเอง

เพราะหมดหวังกับคนสกุลจ้าวที่เกินเยียวยาทั้งหมด

แต่ในชาตินี้หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะความปรารถนาเดียวของนาง คือการมีชีวิตรอดและชำระแค้นมู่เยว่ชิงนั่นเอง!

ดังนั้นนางจึงต้องการกำลังของสกุลจ้าวมาสนับสนุน ครั้งนี้นางจึงจำเป็นจะต้องจัดการควบคุมคนทั้งหมดในสกุลจ้าวเอาไว้ให้ได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กน้อยอย่างจ้าวเฟยเทียน

เพราะในอนาคตเขาจะกลายเป็นตัวร้ายที่สามารถเป็นกำลังให้นางได้

จ้าวเฟยเทียนที่สัมผัสได้ถึงสายตาน่ากลัวของพี่สาวที่มองมายังตน ความหวาดกลัวพลันก่อตัวขึ้นภายในใจทันที พี่สาวของเขาไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน ในอดีตมีเพียงเขาเท่านั้นที่เป็นฝ่ายไล่ต้อนนางอยู่เสมอ บัดนี้ทุกสิ่งกลับตาลปัตรราวกับเป็นคนละคน

แม้ว่าจ้าวเฟยเทียนจะหวาดกลัวเพียงใด ทว่าเขาก็ยังคงฝืนลุกขึ้นยืน ทำใจกล้าตะคอกใส่หน้าของนางไป ทั้งๆ ที่มือยังสั่นอย่างเห็นได้ชัด

“จะ เจ้ามองอะไร! อย่าคิดว่าข้าจะยอมแพ้!”

จ้าวเฟยหยางยังคงมีสีหน้าเย็นชาไร้อารมณ์เช่นเดิม นางก้าวเท้าเข้าไปใกล้เด็กชายที่ยืนตัวแข็งทื่อ พร้อมกับกระซิบข้างหูเขาเบาๆ

“จ้าวเฟยเทียน เตรียมตัวเอาไว้ให้ดีๆ ล่ะ การทดสอบประจำตระกูลรอบหน้า ข้าจะ…เอาคืนเจ้าแน่”

จ้าวเฟยเทียนตกใจจนถอยกรูด ใบหน้าซีดเผือดเมื่อหวนนึกถึงสภาพของจ้าวเฟยหยางเมื่อคราวก่อน หลังจากที่นางดื่มยาพิษที่เขาแอบใส่เพิ่มลงไปในการทดสอบ นางก็กระอักเลือดออกมาคำโต สภาพแลดูน่าสยดสยองไม่น้อย

หากนางเอาคืนเขาด้วยวิธีเดียวกัน เขาคงมีสภาพดูไม่จืดเป็นแน่!

ทว่าถึงกระนั้นเขาก็ยังคงแสดงท่าทีข่มขวัญทั้งที่ใจยังสั่นระรัว

“เจ้ากล้าหรือ! หากเจ้าทำ ข้าจะไปฟ้องท่านปู่ ข้าจะให้ท่านปู่ลงโทษเจ้า! คอยดูเถิด!”

จ้าวเฟยหยางไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ยกยิ้มเย็นเยียบออกมาเท่านั้น ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับทำให้จ้าวเฟยเทียนหวาดกลัวจนตัวสั่น รีบถอยหนีไปอย่างรวดเร็ว

“ฝากไว้ก่อนเถอะ!”

สิ้นเสียงของเด็กชาย เขาก็รีบวิ่งออกจากห้องไปอย่างล้มลุกคลุกคลาน ราวกับกำลังหลบหนีจากมัจจุราชที่กำลังไล่ล่าเอาชีวิตก็ไม่ปาน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...