“โอ สุพิชญา ณ สงขลา” ผู้ทลายกำแพงภาษาให้กับคนหูหนวก ที่ไม่เพียงสร้างการรับรู้ถึงเสียง แต่ทำให้ได้ยินเสียงในรูปแบบที่ต่างออกไป
ผลงานโฆษณา Five Star: Quality Time, Again ของแบรนด์ไก่ย่างห้าดาวเมื่อปี 2565 ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็ก CODA (Child of Deaf Adults) หรือเด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่มีผู้ปกครองเป็นผู้มีความบกพร่องด้านการได้ยิน กับการถ่ายทอดความคิดถึงไปยังสมาชิกในครอบครัวที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับผ่านเทคโนโลยีล้ำยุคนั้น ไม่เพียงกวาดรางวัลมากมายจากทั่วประเทศและทั่วโลก แต่ยังทำให้ชื่อของ “โอ - สุพิชญา ณ สงขลา” นักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์สาวมากความสามารถด้าน “ภาษามือ” กลายเป็นที่รู้จักและถูกติดตามมากขึ้นไปด้วย
มาจนวันนี้ โอยังคงนำความสามารถนั้นมาทลายกำแพงภาษาให้กับคนหูหนวกได้รับรู้ถึงเสียงและเข้าใจภาษาได้เฉกเช่นเดียวกับคนหูดีทั่วไป โดยมีเป้าหมายหลักคือเพื่อในวันข้างหน้า “ภาษามือ” จะเป็นมากกว่าภาษาของคนเฉพาะกลุ่ม โดยเธอบอกว่า งานนี้ไม่เพียงสนุกที่ได้เติมเต็มเป้าหมายของตัวเธอเอง และยังเป็นการช่วยเติมเต็มกระบวนการสื่อสารของผู้ที่บกพร่องทางการได้ยินผ่านสื่อร่วมสมัยที่ไม่เพียงสร้างอิมแพ็กต่อใจ แต่ยังส่งผลกระทบเชิงบวกไปยังสังคมรอบตัวได้อย่างไม่มีวันจบด้วย
เพราะแรงผลักดันถึงแตกต่างและโดดเด่นด้วยภาษามือ
แม้จะเรียนจบปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แต่โอกลับมาประกอบอาชีพในสายงานที่ไม่ตรงกับการเรียนแต่อย่างใด เธอเลือกที่จะทำงานเป็นฟรีแลนซ์ไปพร้อม ๆ กับการดูแลคุณพ่อผู้บกพร่องทางการได้ยินที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
เมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงานอย่างแท้จริง โอยังได้นำความชื่นชอบด้านการแสดงและความสามารถด้านภาษามือของตัวเองมาถ่ายทอด เพื่อให้คนหูดีได้เรียนรู้และสนุกไปกับภาษามือที่เปี่ยมเอกลักษณ์ของเธอ ทั้งเพื่อให้เกิดการสื่อสารกับกลุ่มคนหูหนวกมากขึ้น ให้ได้มีโอกาสเข้าถึงคอนเทนต์ใหม่ ๆ รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย
“ตอนนี้โอมีอาชีพเป็นนักแสดง ครูสอนการแสดง และเป็นอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงทำงานด้านโฆษณาและซีรีส์ค่ะ จริง ๆ โอทำงานเป็นฟรีแลนซ์ตั้งแต่เรียบจบมา เพราะพอเรียนจบ คุณพ่อก็ตรวจพบโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง บวกกับทางครอบครัวทั้งคุณพ่อและคุณแม่เป็นคนหูหนวกทั้งคู่ด้วย แต่อย่างที่หลายคนทราบจากโฆษณาไก่ย่างห้าดาวที่คุณแม่โอไม่อยู่แล้ว โอเลยต้องมาดูแลคุณพ่อที่โรงพยาบาลตลอดเป็นเวลา 3-4 เดือน ตั้งแต่ 6 โมงยัน 4 ทุ่ม ซึ่งโอก็ต้องคอยทำหน้าที่เป็นคนแปลระหว่างคุณพ่อกับคุณหมอ คอยแปลว่าคุณพ่อรู้สึกอย่างไร เป็นยังไงบ้าง ในตอนแรก ๆ มันก็ยาก เพราะโอต้องแปลคนเดียวเลยต้องรีบเดินทางไปหาพ่อทุก ๆ วัน แต่พอช่วงหลัง โอก็เริ่มสอนคุณหมอคุณพยาบาลให้เข้าใจภาษามือเบื้องต้น แล้วเขาก็เริ่มคุยกันเอง หรือใช้วิธีวิดีโอคอลล์มาหาเราเอา ซึ่งระยะเวลาตรงนั้นก็ล่วงมาถึง 2 ปี คุณพ่อถึงอาการดีขึ้นและได้ออกจากโรงพยาบาล แต่ก็ยังต้องคอยไปตามนัดของคุณหมอตลอด อาทิตย์หนึ่งตก 3-4 วัน ถ้าให้โอไม่สามารถไปทำงานประจำได้ เลยตัดสินใจทำงานเป็นฟรีแลนซ์”
“ครั้งแรกที่เริ่มทำงาน โอก็เริ่มจากงานถ่ายพอตเทรต จากนั้นก็ขยับมาถ่ายงานโฆษณา พอได้ลองมาทำงานนี้แล้วก็รู้สึกชอบ เลยเรียนรู้เพิ่มเติม ผู้ใหญ่ก็หยิบยื่นโอกาสมาให้ เลยทำให้ได้งานต่อยาว ๆ หลังจากนั้นก็มีเพื่อนที่ทำงานที่ Wongnai ชวนมาทำคอนเทนต์เกี่ยวกับภาษามือ ซึ่งได้ผลตอบรับดีมาก มียอดแชร์ยอดไลก์รวมกัน 2-3 ล้าน นั่นทำให้เรารู้สึกว่าคนที่ไม่ได้บกพร่องทางการได้ยินก็ให้ความสนใจภาษามือเหมือนกัน เลยเป็นจุดเริ่มต้นแรกที่โอเลือกใช้ภาษามือในการทำงานจริง ๆ”
ไม่เพียงดึงเอาความสามารถด้านภาษามือมาเสริมจุดแข็งในการทำงานในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ แต่สำหรับแล้ว ภาษามือไม่ได้เป็นเพียงภาษาพ่อภาษาแม่ที่เรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก แต่ยังเป็นสิ่งที่ทำให้เธอโดดเด่นท่ามกลางผู้คนมากมายในโลกออนไลน์
“สำหรับโอ คิดว่ามันช่วยสร้างความแตกต่าง มันทำให้คนอื่นมองเห็นเราชัดขึ้นว่าเรามีอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น ๆ และอย่างน้อยเรามีคุณพ่อคุณแม่เป็นคนหูหนวกที่ทำให้เรารู้จักภาษามืออยู่แล้ว เลยคิดว่ามันก็ไม่ยากเย็นอะไรเลย และเราก็ไม่เคยอายที่คุณพ่อคุณแม่เป็นแบบนี้ แต่เรากลับภูมิใจมากที่พวกท่านเลี้ยงโอกับน้องมาจนโตและเรียนจบได้ มันจึงเหมือนความสามารถพิเศษที่เราแสดงออกมาได้และใช้ในการทำงานได้ด้วย”
เพราะเราฟังได้ไม่เท่ากัน จนนำมาสู่ความพยายามสร้างสรรค์คอนเทนต์เรื่อยมา
หลังจากที่จับพลัดจับผลูนำความสามารถด้านภาษามือมาใช้ในการทำงานแล้วโอก็ยังพิสูจน์แล้วว่าเธอว่าความสามารถด้านการแสดงและถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาษามือออกมาได้อย่างน่าประทับ เธอจึงตัดสินใจนำภาษามือมาเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ยุคใหม่ และอาศัยความสามารถด้านการแสดงและสื่อสาร เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสื่อบันเทิงของกลุ่มคนหูหนวกไปพร้อม ๆ กับการสอนให้คนหูดีได้เข้าใจและเรียนรู้ภาษามือไปด้วยกัน
“เริ่มแรกเรารู้สึกว่าคนหูหนวกไม่เคยได้ฟังเพลงใหม่ ๆ เลยค่ะ เลยอยากจะแปลเพลงให้พวกเขาได้รู้และเข้าใจบ้าง ก็เลยเริ่มแปลเพลงเป็นภาษามือแล้วนำไปลงในช่องทางออนไลน์ของตัวเอง ปรากฏว่ามีคนสนใจเยอะเลย ทั้งจากคนหูดีที่พูดประมาณว่าน่าสนใจจัง อยากเรียนภาษามือเพิ่มบ้าง ดูเพลิน ขณะที่คนหูหนวกก็เข้ามาขอบคุณที่ทำให้พวกเขาได้รู้ด้วยว่าเพลงนี้แปลว่าอะไร เราก็เลยมีกำลังใจที่อยากจะทำต่อไปเรื่อย ๆ”
และจากความพยายามในการทำคอนเทนต์ด้วยภาษามือตลอดมา เธอก็มักจะได้รับผลตอบรับที่เกินความคาดหมายและเป็นพลังใจให้อยู่เสมอ “ผลตอบรับส่วนใหญ่จะเป็นการบอกให้เราช่วยสอนคำนั้นคำนี้ให้หน่อยสิ ซึ่งสำหรับโอคือสิ่งที่ดีมาก ๆ เวลาที่มีคนสนใจหรือเข้ามาถามว่าจะเรียนภาษามือได้ที่ไหนบ้าง ซึ่งปัจจุบันจะมีการเรียนการสอนภาษามืออยู่เพียง 2 ที่ คือที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิตและวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วพอได้บอกช่องทางเรียนไป ก็มีน้อง ๆ มาบอกว่า พี่หนูไปสมัครเรียนแล้วนะ หนูดูพี่จนอยากเรียนล่าม จนมีคนตามไปสมัครเรียน 5-6 คน เลยคิดว่าคอนเทนต์ภาษามือของเรานี่แหละเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ส่งต่อให้คนอยากรู้จักภาษามือมากขึ้น”
ส่วนผสมของความรักและตัวตนของเด็ก CODA
หลาย ๆ ครั้งในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ โอมักจะพาคุณพ่อมาร่วมถ่ายทำด้วยกันเสมอ เพราะเธอนับเป็นเด็ก CODA หรือเด็กที่เติบโตจากพ่อแม่ที่หูหนวกคนหนึ่งที่สามารถสื่อสารภาษามือได้อย่างลื่นไหล และไม่ได้มองว่าสิ่งนี้เป็นข้อบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ทำให้เธอกลายเป็นตัวอย่างผลผลิตที่เติบโตได้อย่างงดงามของครอบครัว ทั้งยังมีส่วนช่วยสร้างทัศนคติที่ดีให้กับคนหูหนวกที่มีลูกเป็นเด็ก CODA คนอื่น ๆ ด้วย
“จริง ๆ เด็ก CODA ไม่ได้มีจำนวนเยอะมาก หากคิดเป็น 100% จะมีเด็ก CODA ประมาณสัก 1-2% แต่ถึงจะไม่ได้เยอะมาก แต่ก็มีกลุ่มคนกลุ่มนี้อยู่ในสังคมที่ต้องเรียนรู้ภาษามือจากคุณพ่อคุณแม่ของพวกเขาเพื่อใช้สื่อสาร เราเองก็เป็นเด็ก CODA แต่เติบโตมาแบบปกติคนหนึ่ง การเป็น 1-2% จาก 100% มันก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกบกพร่อง แต่มันคือความแตกต่างและพิเศษที่ทำให้เรารู้จักนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน โอเชื่อว่า ภาษามือก็คือภาษาหนึ่งที่คนกลุ่มหนึ่งใช้สื่อสารกันเพราะว่าพูดออกมาไม่ได้ ถ้าเปรียบง่าย ๆ ก็เหมือนภาษาต่างประเทศที่เราเรียนกัน แต่แค่สื่อสารกันคนละแบบ หากเรารับรู้ถึงการมีอยู่ของคนกลุ่มนี้ที่อาจจะแตกต่างทางกายภาพจากเรา เพียงแค่ทำความเข้าใจ เรียนรู้ และสนุกไปกับมัน จะภาษาอะไร เราก็ใช้สื่อสารและอยู่ร่วมกันได้ในสังคมนี้”
และแม้ภาษามือจะเป็นภาษาสัญลักษณ์ที่ใช้กันเฉพาะกลุ่ม แต่กลับเป็นภาษาที่มีเสน่ห์ซ่อนอยู่ ซึ่งใครหลายคนอาจเคยมองข้ามไป
“เสน่ห์ของภาษามือก็คือการแสดงของสีหน้าและท่าทางค่ะ ท่าทางที่ใหญ่คือเสียงที่ใหญ่หรือดังขึ้น เราจะเห็นได้เวลาที่คนหูหนวกเขาคุยภาษามือกันอย่างในรถไฟฟ้า บางครั้งเขาอาจจะทำมือใหญ่ ๆ กว้าง ๆ ซึ่งมันก็คือการพูดเสียงดังขึ้น สนุกขึ้น หรือจริงจังขึ้น แต่ถ้าเขาทำท่าทางเล็ก ๆ ก็เป็นเหมือนการพูดเบา ๆ เป็นคนเรียบร้อย ถือเป็นรูปแบบการสื่อสารที่มีความชัดเจนและมีสีสันที่ไม่เหมือนใคร”
“เวลาทำภาษามือ ปากก็ต้องขยับตามไปด้วย เพราะปากคือการแสดงรีแอ็กชันสีหน้าท่าทางประกอบ ถ้าเราทำหน้านิ่ง ปากไม่ขยับ ก็อาจจะไม่ต่างจากการฟังคนที่พูดแบบโมโนโทน คนคุยด้วยก็อาจจะรู้สึกแปลก ๆ ว่าทำไมไม่มีอารมณ์ร่วมด้วยเลย ดังนั้นคนหูหนวกจึงต้องขยับปากเพื่อให้สื่อสารเข้าใจถึงอารมณ์มากขึ้น แล้วภาษามือก็ไม่มีการหลากคำเหมือนภาษาพูด อย่างคำว่ากิน ไม่จะมีกิน รับประทาน เจี๊ยะ แต่ก็จะเป็นภาษามือเดียวกันหมด เพียงแต่ใช้ท่าทางเล็กหรือใหญ่ที่ทำให้ดูออกว่าเป็นคำศัพท์ที่สื่อกันในระดับไหนนั่นเอง”
ถึงแม้จะใช้เสียงไม่ได้ แต่การใช้ภาษากายและการแสดงออกทางสีหน้าก็สามารถสื่อสารได้ดีเฉกเช่นคนหูดีทั่วไป ไม่เพียงเท่านั้น แต่โอยังบอกเล่าถึงประโยชน์ของภาษามือที่หลายคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน แต่เธอได้ใช้ประโยชน์จากมันเป็นประจำมาตั้งแต่เด็ก ๆ
“การคุยระยะไกลค่ะ คือที่สุดของประโยชน์เลย อย่างตอนโออยู่ชั้นประถม โอเรียนโรงเรียนเดียวกับน้อง เวลาเข้าแถวพี่ม.ปลายอยู่ฝั่งหนึ่ง แต่น้องม.ต้นอยู่อีกฝั่งหนึ่ง เวลาพี่น้องจะคุยกัน ก็จะแค่ส่งสัญญาณให้หันมาหากันก่อน อาจจะมิสคอลล์ไป จากนั้นก็คุยกันด้วยภาษามือจากที่ไกล ๆ ได้ หรือบางทีคุณพ่อกับน้องอยู่อีกตึกหนึ่ง แล้วเราอยู่อีกตึก ก็คุยผ่านภาษามือไกล ๆ ได้เลยว่าไปเจอตรงโน้นนะ เจอตรงนี้นะบ้าง ซึ่งมองอีกมุมหนึ่ง ภาษามือก็คือภาษาความลับด้วยค่ะ เป็นเรื่องที่เรารู้กันแค่เฉพาะกลุ่ม อย่างมีเพื่อนสนิท ๆ จะรู้ภาษามือจากเราบ้าง เราก็ใช้คุยกัน เล่นสนุกกัน กลายเป็นเราได้ใช้ภาษามือคุยกับเพื่อนโดยที่คนอื่นไม่รู้ว่าเราคุยอะไรกัน”
มากกว่าคอนเทนต์คือการสร้างความเท่าเทียม
ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาษามือของคุณโอได้สร้างความเท่าเทียมเท่าให้กับคนหูหนวกเข้าถึงสื่อสมัยใหม่อย่างทีวีดิจิทัลและสื่อออนไลน์มากขึ้น โดยจากข้อบังคับที่คนหูหนวกสามารถเสพข้อมูลข่าวสารในทีวีดิจิทัลผ่านล่ามภาษามือได้เฉพาะรายการข่าวประจำวันและข่าวรัฐสภาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงต่อวัน สู่การเสพความบันเทิงหลายชั่วโมงในสื่อออนไลน์จากคอนเทนต์ของเธอ จึงอาจเรียกได้ว่า โอเป็นทั้งกระบอกเสียงของกลุ่มคนหูหนวกและเป็นจุดเริ่มต้นให้สังคมมีความเท่าเทียมระหว่างคนหูดีและคนหูหนวกมากขึ้น
“การทำคอนเทนต์ภาษามือก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเท่าเทียม เราเองก็เป็นเหมือนกระบอกเสียงให้กับกลุ่มคนหูหนวก หลายคนอาจจะไม่เคยทราบว่า ตามข้อบังคับของสื่อสาธารณะอย่างทีวี จะมีแค่ช่วงเวลาข่าวกับการประชุมรัฐสภาเท่านั้นที่จะมีล่ามภาษามือคอยแปลอยู่ ทั้งยังมีข้อบังคับในการขึ้นล่ามภาษามือเพียงวันละชั่วโมงเดียวเท่านั้น ซึ่งสำหรับตัวโอเองรู้สึกว่ามันน้อยเกินไปที่ให้กลุ่มคนหูหนวกเสพข้อมูลข่าวสารได้แค่ภายใน 1 ชั่วโมง ดังนั้นการที่โอทำคอนเทนต์ผ่านสื่อออนไลน์ หรือไปรับงานเป็นล่ามแปลภาษามือให้กับซีรีส์ใหม่ ๆ อย่างน้อยมันก็ทำให้คนหูหนวกเข้าถึงเพลงและความบันเทิงมากขึ้น นอกจากนี้ ภาษามือก็ไม่ได้เป็นภาษาที่คนหูหนวกสนใจเพียงอย่างเดียว แต่คนหูดีก็สนใจมากขึ้นด้วย”
ด้วยความน่าสนใจของภาษามือ จึงไม่แปลกที่ผู้คนจะหันมาเปิดใจให้กับภาษามือเพิ่มมากขึ้น และแน่นอนไม่ว่าใครก็สามารถเรียนรู้ได้ แค่ลองเปิดใจและสนุกไปกับมัน เพราะการเริ่มต้นเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องยาก โดยโอได้แนะนำและบอกถึงวิธีเตรียมตัวสำหรับคนที่อยากเรียนภาษามือไว้ว่า
“จริง ๆ ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเลยค่ะ แค่สนุกไปกับมันก็พอแล้ว อย่างตัวโอเองที่เริ่มเรียนรู้คำศัพท์ภาษามือจากคุณพ่อ ก็มักจะถามถึงที่มาที่ไปของคำศัพท์นั้น ๆ เสมอ อย่างคำว่า แอปเปิล ในภาษามือคำว่าแอปเปิลต้องทำท่าถูแขน เราก็ลองเดาว่าที่ถูแขนมันมาจากอะไร พอรู้ที่มาที่ไปว่าที่ท่าแอปเปิลต้องทำท่าถูแขน เพราะเราต้องถูทำความสะอาดผิวเปลือกก่อนค่อยกิน พอรู้ที่มาที่ไปก็จะทำให้จำได้และทำให้สนุกเวลาเรียนรู้คำศัพท์ภาษามือใหม่ ๆ เพราะภาษามือคือภาษาภาพ ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ภาษามือสามารถสะท้อนออกมาให้เห็นเป็นภาพได้ทั้งหมด มันเลยง่ายต่อการจดจำ ดังนั้นใครสนใจก็สามารถเรียนรู้ได้แล้วกลุ่มคนหูหนวกก็เป็นอีกสังคมหนึ่งที่น่ารักที่โออยากให้ลองใช้ภาษามือลองเข้าไปสื่อสารกับพวกเขาก็ได้ เพราะแค่นี้พวกเขาก็ดีใจแล้วว่า พวกเขาไม่ใช่กลุ่มคนที่ถูกแยกออกไปจากคนอื่น ๆ ในสังคม”
จากภาษามือที่เคยแอบซ่อนอยู่ในชีวิตของเราทั้งผ่านบทเพลงที่เคยฟัง รายการทีวีหรือโฆษณาที่เคยดู การได้พูดคุยกับโอในครั้งนี้ อาจทำให้หลังจากนี้ “ภาษามือ” จะกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่แพร่หลายมากขึ้น ทั้งยังเป็นได้มากกว่าภาษาของคนเฉพาะกลุ่ม และคงไม่เกินไปนักถ้าจะบอกว่า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากการมีกระบอกเสียงที่ดีและมีคุณภาพอย่างโอ - สุพิชญา ณ สงขลา ที่ได้ใช้ความสามารถพิเศษอย่าง “ภาษามือ” มาถ่ายทอดให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกว่า “อยากให้คนหูดีและคนหูหนวกเข้าใจและเชื่อมโยงกันได้มากขึ้น”
ภาพ : จิรายุ เสรีภัทรกุล
เรื่อง : ณัฐธิดา คำทำนอง