วัยกลางคนเลิกคบเพื่อนที่ “ใช้เงินเก่ง” เกินตัวไลฟ์สไตล์โก้หรูแต่หนี้ท่วมหัว ชวนกิน – ซื้อของแพงยอมตัดความสัมพันธ์ ดีกว่าพากันลากชีวิตลงเหว
Reporter Journey
อัพเดต 07 ส.ค. 2566 เวลา 09.45 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2566 เวลา 09.45 น. • Reporter Journeyเชื่อว่าหลายคนคงเคยมีเพื่อนที่ไลฟ์สไตล์ดี กินหรูอยู่แพง แต่อยู่ๆ วันหนึ่งเพื่อนที่ไลฟ์สไตล์ดีคนนี้ กลับทักมาขอยืมเงินทั้งๆ ที่เขาดูเหมือนจะมีเงินมากกว่าเราที่ถูกยืมเสียด้วยซ้ำไป แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้ตัดสินใจมายืมเงินจากเรากันนะ ?
สิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้มายืมเงินเรา อาจจะเป็นเพราะพวกเขาอาจกำลังมีเพื่อน หรืออยู่ในสังคมที่จับจ่ายกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งอาจเป็นกลุ่มคนที่ยึดคติการใช้ชีวิตด้วยคำว่า “ของมันต้องมี!” ซึ่งบางครั้งความสัมพันธ์นี้ ย่อมมีฝ่ายที่เริ่มสู้ค่าใช้จ่ายเพื่อรักษามิตรภาพไม่ไหว และสุดท้ายฝ่ายที่เริ่มขัดสนทางการเงินต้องเลือกระหว่าง “ยอมเป็นหนี้” กับ “รักษามิตรภาพ”
Credit Karma (บริษัทการเงินส่วนบุคคลอเมริกา) รายงานว่า คน Gen Z และคนรุ่นมิลเลนเนียล เลิกคบเพื่อนที่มีนิสัยใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และคนประเภทที่พาให้คนรอบข้างใช้จ่ายเกินตัวด้วย กลายเป็นเทรนด์ใหม่คนรุ่นหลังเพื่อประหยัดเงินและไม่ก่อหนี้ เป็นผลการศึกษาจากการเก็บข้อมูล ตั้งแต่วันที่ 7-9 มิถุนายน ด้วยการสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้จ่าย จากผู้ที่มีอายุมากกว่า 18 ปีในอเมริกากว่า 1,000 คน (กลุ่มคน Gen Z และมิลเลนเนียล)
พบว่า คน Gen Z และมิลเลนเนียลมากกว่า 30% ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยจากภาวะ “FOMO” ( Fear of Missing Out) หรือ “โรคกลัวตกกระแส” หรือบางครั้งคนไทยจะเรียกคำนี้ว่า “ตามกระแส” ความหมายของภาวะนี้ก็ตรงตัว หมายถึงความกลัวว่าจะตามไม่ทันในสิ่งที่คนอื่นๆ กำลังได้สัมผัสประสบการณ์นั้นอยู่ หรือกลัวว่าจะขาดความเชื่อมโยงกับผู้อื่นในสังคม ซึ่งคน Gen Z และคนรุ่นมิลเลนเนียลให้เหตุผลว่า ที่พวกเขาใช้จ่ายเกินตัวกับเพื่อนที่ร่ำรวยกว่า เป็นเพราะพวกเขาไม่อยากรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ยิ่งไปกว่านั้น 88% ของมิลเลนเนียนและ 80% ของ Gen Z กล่าวว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ทำให้พวกเขาเป็นหนี้สินจากการใช้เวลาร่วมกับเพื่อนที่ฟุ่มเฟือยด้วย
“ในช่วงอัตราดอกเบี้ยสูงมาก เรามักคิดถึงเรื่องผลกระทบทางการเงินของตัวเองเสมอ ซึ่งการเป็นหนี้เพื่อตามเพื่อนที่ชอบใช้เงินให้ทันในหลายๆ เรื่องเป็นสิ่งที่ทำให้เครียดมากในหลายระดับเลย” Courtney Alev ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์และผู้สนับสนุนทางการเงินของผู้บริโภคของ Credit Karma กล่าว
ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาจาก Credit Karma ยังกล่าวอีกว่า การใช้จ่ายตามเพื่อนนักช้อปของหลายๆ คน ทำให้คนเหล่านี้เป็นหนี้มากกว่า 500 ดอลลาร์ (ประมาณ 17,000 บาทไทย) และทำให้บางคนเลือกที่จะเลิกคบกับ “เพื่อนผู้ชอบใช้เงิน” เพื่อประคับประคองการเงินของตัวเองแล้วด้วย
โดยการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยส่วนใหญ่มักมาจากการรับประทานอาหารนอกบ้านบ่อยๆ คิดเป็น 30% ของคนรุ่นมิลเลนเนียลและ 37% ของคนรุ่น Gen Z ซึ่งการออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านในที่นี้ รวมถึงการฟุ่มเฟื่อยไปกับเครื่องดื่มและการเที่ยวกลางคืนด้วย นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่้กิดขึ้นจากการซื้อเสื้อผ้า ของแบรนด์เนมที่เป็น Fast Fashion มากขึ้น เป็นของที่มักต้องใช้คำว่า “ของมันต้องมี” เพื่อให้ไม่ตกขบวนจากคนในสังคม และในกลุ่มของคน Gen Z ยังต้องเสียเงินไปกับกลุ่มเพื่อนที่รักในการดูแลความสวยความงามของตัวเอง ตั้งแต่การเข้าร้านนวด การทำเล็บ หรือการเข้ายิมหรือฟิตเนส ในขณะที่กลุ่มวัยกลางคนอย่างมิลเลนเนียลก็กำลังเสียเงินไปกับการที่ต้องรียูเนี่ยนกับเพื่อนๆ เงินในกระเป๋าหมดไปกับงานเลี้ยงฉลอง รวมถึงการไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อนจากการทำงานด้วย
ซึ่งท้ายที่สุดแล้วสภาวะทางการเงินที่เกิดความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้คน Gen Z และมิลเลนเนียลในสหรัฐอเมริการเลือกที่จะเลิกคบเพื่อนที่ใช้เงินเกินตัว เพื่อรักษาสถานภาพทางการเงินให้ดีขึ้น และถือว่าพวกเขาและเพื่อนที่ต้องเลิกคบกันไปนั้น มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน
จริงๆ จะเรียกว่าเป็นเทรนด์การเลิกคบเพื่อนที่ใช้เงินฟุ่มเฟือยก็ไม่ผิดนัก แต่ต้องบอกว่าเทรนด์เหล่านี้ก็แปรเปลี่ยนไปตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม ที่คนแต่ละเจนเนอเรชันต้องประสบเช่นกัน อย่างผลสำรวจในสหรัฐอเมริกาที่มีรายงานว่า คน Gen Z เริ่มวางแผนการเงินมากขึ้นและมีความกลัวเรื่องเงินเฟ้อมากที่สุด (คิดเป็น 90%) ผลสำรวจโดย BlackRock กล่าวว่า คน Gen Z มีเงินเก็บกว่า 14% ของรายได้ เพื่อเป็นการลงทุนระยะยาว และเป็นเงินก้อนในวัยเกษียณ ขณะที่คนในวัยอื่นๆ มีเงินประมาณ 12% ของรายได้ในแต่ละเดือนเท่านั้น
บางความสัมพันธ์ระหว่าง “เพื่อนนักช้อป กับ “คนไม่อยากช้อป” อาจจบลงด้วยดี หากได้พูดคุยกันแบบเปิดใจจนหาตรงกลางในการอยู่ร่วมกันได้ แต่ถ้าสุดท้ายการพูดคุยไม่เป็นผล หรือความสัมพันธ์นั้นอยู่ในจุดที่พูดกันตรงๆ ไม่ได้ ก็คงต้องไปสู่วิธีการ “ตัดเพื่อน” แม้ว่าจะดูเป็นทางออกที่ไร้เยื่อใยและน่าเศร้าไปเสียหน่อย แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างปากท้องกับมิตรภาพที่ทำให้ชีวิตมีความเสี่ยง เราก็คงต้องบอกตรงนี้ว่า การตัดเพื่อนนักช้อปเพื่อให้ชีวิตเราดีขึ้นอาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของปัญหานี้แล้วจริงๆ