โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก ‘Pseudo-productivity’ ปรากฏการณ์ที่ทำให้งานไม่เดิน ทั้งที่พนักงานยุ่งกันจนหัวหมุน

The Momentum

อัพเดต 01 ก.ย 2568 เวลา 16.48 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2568 เวลา 09.40 น. • THE MOMENTUM

ไม่น่าเชื่อว่า แม้เนื้อคู่ประตูถัดไป (2551) ฉายจบมาเป็นเวลากว่า 15 ปี แต่อิทธิพลทางวัฒนธรรมของซีรีส์กลับยังคงเข้มข้น มีตัวละครหนึ่งที่ยังคงถูกชาวเน็ตอ้างชื่อถึงอยู่ทุกไตรมาส บ่อยเสียยิ่งกว่าบทนางเอกของ พอลล่า เทย์เลอร์ หรือบทเพื่อนนางเอกจอมขโมยซีนของ โอปอล์ ปาณิสรา

นั่นคือ คุณรุจน์ (พี่รุจน์ ยามรุจน์ จ่ารุจน์ หรือป้ารุจี) แห่งคอนโดสวัสดีทวีสุข ผู้เป็นที่รักของคอนเทนต์ครีเอเตอร์คอลัมน์ชีวิตการทำงานทั่วหล้า

ความน่าเศร้าของเรื่องนี้คือ ตัวละครคุณรุจน์ไม่ได้เขียนมาเพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อมโยงหรือเข้าใจหัวอก นี่คือบทซิตคอมที่เล่นกับความบ้าบอไม่สมเหตุสมผล (Absurdity) ต่างหาก มีอย่างที่ไหน พนักงานหนึ่งคนทำทุกอย่างเองหมด บ้าหรือเปล่านี่

แต่สุดท้ายกลายเป็นว่า คนจำนวนมากกลับมองเห็นตนเองสะท้อนออกมาจากบทบาทของบทคุณรุจน์

Productivity นอกสายพาน

ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เราได้ยินคำว่า ‘Productivity’ (หรือภาษาไทยที่แพร่หลายน้อยกว่าคือ ‘ผลิตภาพ’) หนาหูขึ้นมาก ไม่ได้ใช้กันโดยหมายถึงแค่ประสิทธิภาพของการผลิตสินค้าในโรงงานอีกต่อไป แต่เป็นคำที่แทรกซึมเข้ามาในชีวิตการทำงานรูปแบบอื่นๆ ด้วย รวมไปถึงการบริหารทรัพยากรในชีวิตส่วนตัวด้วย

หมายความว่าช่วงหลังมานี้ เราเริ่มใช้คำนี้กับสายงานที่ไม่อาจชี้วัดผลลัพธ์ออกมาได้เป็นชิ้นเป็นอัน ชัดเจนเท่ากับปริมาณสินค้าที่ออกมาจากโรงงาน เมื่อเทียบกับต้นทุน กระนั้นเราก็ยังใช้วิธีคิดแบบเดิมมาดันทุรังหาวิธีวัดเชิงปริมาณออกมาให้จงได้ แม้นั่นอาจไม่ใช่เกณฑ์การวัดที่เหมาะกับงานประเภทนั้นก็ตาม

ผลลัพธ์รูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งคือปรากฏการณ์ ‘คุณรุจน์’ นั่นเอง

เนื่องจากพนักงานออฟฟิศ ซึ่งนับเป็นแรงงานในภาคส่วนทักษะความรู้จะต้องทำงานกับข้อมูล มากกว่าจะผลิตสินค้าหรือบริการ ผลผลิตท้ายกระบวนการของเราจึงวัดคุณค่าออกมาได้น้อยกว่า ทำให้พนักงานหนึ่งคนไม่อาจดูแลงานส่วนเดียวได้เหมือนในโรงงานที่แบ่งไว้เป็นสัดเป็นส่วน หากจะให้คุ้มค่าจ้าง พวกเขาจะต้องดูแลกระบวนการยิบย่อยระหว่างทาง หรือกระทั่งรับผิดชอบงานอีกส่วนหนึ่งที่คาบเกี่ยวกันไปด้วย แม้งานหลักจะทั้งซับซ้อนและไม่แน่นอนอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

ฝ่ายขายไม่อาจจดจ่อกับกระบวนการขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูแลงานธุรการ งานจัดซื้อ และงานจัดส่งไปด้วย

ฝ่ายบัญชีไม่อาจจดจ่อกับการทำบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้ามามีบทบาทในการบริหารการเงินด้วย

หรือต่อให้ทุกคนทำงานตรงฝ่ายและคำอธิบายตำแหน่งงานทุกประการ ก็ยังไม่อาจจดจ่อการงานของตัวเองเพียงอย่างเดียวได้อยู่ดี เพราะต้องแบ่งเวลาเอาไว้สำหรับจัดการภาระงานต่างๆ ที่แฝงมา เช่น บรีฟงาน ทวงงาน ประสานงาน ประชุมใหญ่ ประชุมย่อย คอยเช็กและเขียนอีเมลตอบคนนอก พิมพ์แชตตอบคนในแบบเรียลไทม์ ทำเอกสารส่งฝ่ายอื่นตามคำขอ ฯลฯ

นี่คือสาเหตุที่แม้ว่าเราหลายคนจะรู้สึกว่างานยุ่งเหลือเกิน แต่งานหลักที่สำคัญกับตำแหน่งของเรากลับเดินหน้าไปอย่างเชื่องช้า เป็นเพราะผลิตภาพที่เราคิดว่าได้เกิดขึ้นแล้วจากการยุ่งวุ่นวายกับภาระงานจิปาถะนั้นอาจเป็นเพียงผลิตภาพเทียม

ผลิตภาพแท้/ ผลิตภาพเทียม

คาล นิวพอร์ต (Cal Newport) นิยามผลิตภาพเทียม (Pseudo-productivity) เอาไว้ว่าหมายถึง “การใช้กิจกรรมการทำงานที่มองเห็นได้เป็นเครื่องมือหลักในการเลียนแบบผลิตภาพที่แท้จริง” ปรากฏการณ์เช่นนี้มักเกิดขึ้นในบริบทการทำงานที่นายจ้างได้มอบอำนาจในการบริหารจัดการงานให้กับพนักงานพอสมควร เนื่องจากนายจ้างเองก็ไม่มีแนวทางชัดเจนที่จะมอบให้เช่นกัน จึงปล่อยให้กระบวนการขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพนักงาน

ต้องยอมรับว่า หากเทียบกับตำแหน่งงานในภาคส่วนอุตสาหกรรม ตำแหน่งงานในภาคส่วนทักษะความรู้นั้นใหม่กว่ามาก ศาสตร์ที่พนักงานสามารถนำมาใช้ในการรับมือกับงานจึงยังมีความเป็นปัจเจกสูง ส่วนนายจ้างเองก็ยังขาดความรู้เชิงขั้นตอนในการเพิ่มผลิตภาพในงานสายนี้อยู่มาก และคงเพราะสาเหตุนี้เองที่ทำให้หน่วยงานบางส่วนกระวนกระวายอยากทราบความคืบหน้าบ่อยๆ จนต้องมาอัปเดตกันตลอดเวลาว่าใคร ทำอะไร ถึงขั้นตอนไหน อย่างไร

คำถามคือถ้าอย่างนั้นเราจะหักเลี้ยวกลับไปยังเส้นทางแห่งผลิตภาพที่แท้จริงได้อย่างไร

ปัจจุบันคำตอบยังคลุมเครือ มีคนมากมายและหนังสือหลากหลายเล่มที่พยายามให้คำตอบในแบบของตน ซึ่งแน่นอนว่าต่อให้คำตอบที่ว่านั้นมีอยู่จริง เมื่อเราหามันพบ ก็ไม่สามารถเอามาใช้กับทุกคนได้ในทุกบริบทแบบครอบจักรวาล

ทว่าสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ขั้นตอนแรกที่จะนำพาตัวเรา (อาจหมายถึงเราเพียงคนเดียว หรือพร้อมๆ กับบริษัทก็ได้) ไปสู่คำตอบ

ประการแรกคือ การยอมรับให้ได้เสียก่อนว่า นี่เป็นปัญหารุนแรงที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

ประการที่ 2 คือ การรู้เท่าทันระบบการทำงานผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์และความเร็วอินเทอร์เน็ตนั้น มีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนความกังวลที่ว่านายจ้างและเพื่อนร่วมงานอาจกำลังเฝ้าคอยสัญญาณว่า ‘ฉันกำลังตั้งใจทำงาน’ จากเราอยู่ แล้วความกังวลดังกล่าวก็จะขับเคลื่อนให้แรงงานหันไปพึ่งพาแนวทางแบบผลิตภาพเทียมอีกทีหนึ่ง

และประการที่ 3 คือ การพึงระลึกอยู่เสมอว่า แม้เราจะเปลี่ยนแปลงบางส่วนที่ตนเองได้ แต่ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนจะต้องอาศัยการตัดสินใจจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง ไม่ว่าการตัดสินใจนั้นจะเกิดจากแรงกดดันจากเบื้องล่างหรือไม่ก็ตาม

เพราะต่อให้แรงงานเปลี่ยนวิธีการทำงานให้โอบรับผลิตภาพที่แท้จริงมากขึ้น แต่หากองค์กรยังเลือกมอบคำชม มอบรางวัล และเลื่อนขั้นให้กับพนักงานที่ทำงานล่วงเวลาจนดึกดื่นทุกวัน แต่กลับไม่เห็นค่าพนักงานที่รักษาคุณภาพงานเอาไว้ได้เป็นอย่างดี แม้จะใช้เวลางานสั้นลง การตัดสินใจขององค์กรก็จะมีผลต่อการตัดสินใจของแรงงานด้วยอยู่ดี

อ้างอิง

Newport, C. (2024). Slow Productivity: The Lost Art of Accomplishment without Burnout. Portfolio.

Ng, K. (2024, February 19). Busy work: Why you feel like you’re working hard but not getting anything done. The Independent. https://www.independent.co.uk/life-style/busy-work-productivity-job-slack-emails-meetings-b2512674.html

Lagrosen, O. (2023, December 1). Pseudo-productivity: Your greatest enemy and how to avoid it. Medium. https://thetotalliving.medium.com/pseudo-productivity-your-greatest-enemy-and-how-to-avoid-it-16db2de5efb4

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...