โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ล้าสมัยไปไหม? สพฐ. ยังคาใจ! ถึงเวลาทบทวน 'หลักสูตรปวศ.' ชี้ 20 ปียังชี้วัดแบบเดิม

MATICHON ONLINE

อัพเดต 06 ม.ค. 2567 เวลา 12.36 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. 2567 เวลา 12.36 น.

เด็กรอไม่ได้! ผอ.สังคมศึกษาฯ ชี้ถึงเวลาทบทวนหลักสูตร ปรับกรอบตัวชี้วัดล้าสมัย 20 ปี หวังวิชาปวศ.สร้างนักคิด

เมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่อุทยานการเรียนรู้ TK Park ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมกับ TK Park จัดงานเสวนาวิชาการ “เปิดโฉมหน้าวิชาประวัติศาสตร์ไทย: คน GEN ใหม่ เรียนเรื่องเก่าแบบไหนในยุค AI ครองเมือง”

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ เวลา 12.30 น. มี นักเรียน คุณครู อาจารย์ที่สอนด้านประวัติศาสตร์และสังคม เดินทางมาร่วมฟังเสวนาวิชาการล้นห้องประชุม โดยจะมีการเปิดให้ร่วมแสดงความคิดเห็น ออกแบบการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ให้สอดคล้องกับยุคสมัย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ร่วมให้มุมมอง ส่วนช่วงที่ 2 เป็นการเปิดให้แสดงความเห็น ร่วมกันออกแบบวิชาประวัติศาสตร์

เวลา 13.00 น. มีการเสวนา ในหัวข้อ “เปิดโฉมหน้าวิชาประวัติศาสตร์ไทย: คน GEN ใหม่ เรียนเรื่องเก่าแบบไหนในยุค AI ครองเมือง” โดย ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม, ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายธนวรรธน์ สุวรรณปาล ครูผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ โรงเรียนราชดำริ และ ดร.เฉลิมชัย พันธ์เลิศ ผู้อำนวยการสถาบันสังคมศึกษา สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมแสดงความเห็น

ในตอนหนึ่งเมื่อพิธีกรถามถึงมุมมองต่อวิชาประวัติศาสตร์ ได้อะไรจากการเรียนวิชานี้ เรียนไปแล้วจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้อย่างไร

ดร.เฉลิมชัยกล่าว ตำราเรียนเป็นหนึ่งในโครงสร้างที่ครอบอยู่ ซึ่งเป็นกรอบการเรียนการสอนว่าควรเป็นไปอย่างไร แล้วก็มีหลักสูตรครอบอยู่ด้วย โดยหลักสูตรเป็นตัวกำหนดมีมาตรฐานตัวชี้วัด

ดร.เฉลิมชัยกล่าวเสริมว่า 3 มาตรฐานตัวชี้วัดหลัก คือ 1. กระบวนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ 2.ประวัติศาสตร์ชาติไทย 3.พัฒนาการประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และประวัติศาสตร์สากล แต่เอาเข้าจริงหลักสูตรปัจจุบัน ไทยใช้ตั้งแต่ 2551 มาจนถึงปัตจุบัน (จากการพัฒนาเริ่มสตาร์ทตอนปี 2544)

“เวลา 20 เกือบ 30 ปี มันนานพอสมควร แต่กระบวนการมันปรับตัวช้า หลายเรื่องมีพัฒนาการที่เราต้องพูด เด็กเปลี่ยนไป สภาพสังคม เศรษฐกิจเปลี่ยนไป ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ก็เปลี่ยนแปลงไปมาก

แต่ตัวหลักสูตรและกรอบมันไม่โดนปรับ อาจจะถูกปรับในแง่เอกสาร แต่สิ่งที่สำคัญมากที่เราไม่มี คือ เราไม่มีกระบวนการพัฒนาและวิจัยอย่างเป็นระบบในเชิงเนื้อหา” ดร.เฉลิมชัยชี้

นายเฉลิมชัย ครูเขาปรับเท่าที่เขาปรับได้ ตำราเรียนเขาก็เอามาจากหลักสูตร เขาก็ตีความเนื้อหามาจากตัวมาตรฐานหลักสูตรอันนั้น มาปรับเป็นตำราเรียน หลายคนก็เรียกร้องว่าควรปรับโครงสร้างใหญ่ ถึงแก่การเวลาที่เราต้องกลับมาทบทวน

ดร.เฉลิมชัยกล่าวต่อว่า เมื่อครั้งที่มีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญปี 2560 เขามีแผนปฏิรูปประเทศ โดยมี ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ท่านเห็นประเด็นนี้และเห็นควรว่าปรับในโครงสร้าง แต่ลำพังมันแบบนี้มันจึงต้องมีแผนพัฒนาหลักสูตรขึ้นมา เพื่อรับผิดชอบงานตรงนี้ มันเกินไปกว่ากำลังราชการที่จะทำภารกิจนี้ได้ เพราะเป็นปัญหาโครงสร้าง

ดร.เฉลิมชัยกล่าวอีกว่า เมื่อมองหน่วยย่อยเราจะเห็นเด็กเปลี่ยน ครูก็เปลี่ยน ครูเขาก็ขยับเต็มที่ เราจะเห็นครูที่หลากหลายมาก เขาปรับตัวท่ามกลางตัวชี้วัดที่ล้าสมัย เพื่อช่วงชิงโอกาสในเวลา 1-2 ชั่วโมง/สัปดาห์ ที่เขามีคลาสสอน

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า ตนเห็นการทำงาน มันต้องมีกระบวนการพัฒนาควบคู่กันไป มันซับซ้อนซ้อนเงื่อน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะตัดตรงไหน ซับซ้อน เพื่อสางความยุ่งยากนี้ได้

“โจทย์การศึกษา สภาการศึกษา ก็มอนิเตอร์ดูว่าควรจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างไร ถ้าประเด็นคือถ้าเราจะพัฒนาการเรียน หลักสูตรอย่างมีคุณภาพ เราต้องคุยกันในเชิงลึก” ดร.เฉลิมชัยเผย

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า ตอนนี้เราไม่รู้เลยว่า เด็กเจนใหม่เขาคิดอะไร เขามีมุมมองต่อประวัติศาสตร์อย่างไร ตอนที่ตนเรียน มันมีเรื่องกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ป.6 เป็นเรื่องเบสิกมาก

“เขากินลูกชิ้นแล้วเลอะเสื้อ ครูบอกให้เด็กไปล้างมือ ล้างเสื้อ แต่กลายเป็นว่าเขาเด็กไม่รับรู้ปัญหา เพราะแม่เขาเป็นคนซักให้ ซึ่งมันสะท้อนสภาพสังคมที่มันเป็นปัญหา มันเป็นปัญหาของฉันใช่ไหม หรือ ปัญหาของเธอ เด็กเขาไม่รับรู้ว่า เสื้อเลอะมันแล้วเป็นปัญหาของแม่ ของตัวเอง หรือของครู” ดร.เฉลิมชัยเผย

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า ประเด็นหลายอย่างที่เด็กพูด เราเห็นเลยว่าเขาอ่านอะไร ในเรื่องลิเบอรัล เราต้องถกคิดเยอะๆว่า เด็กเจนใหม่เขาคิดอะไรอยู่ แล้วประวัติศาสตร์ มันจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร

ดร.เฉลิมชัย เมื่อถามประวัติศาสตร์มันให้อะไรกับเขา ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร ท่านเคยมาช่วยกองวิจัยอาวุโส ตนบอกว่าอาจารย์ช่วยบอกผมสัก 1 อย่างว่าประวัติศาสตร์ให้อะไร

“อาจารย์เขาบอกว่า วิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาสร้างนักคิด และปัญญาชน คอนเซปต์นี้ ถ้าเราอยากจะสร้างนักคิดและปัญญาชนผ่านหลักสูตร เป็นโจทย์ว่าเรามองดาวดวงเดียวกันหรือเปล่า” ดร.เฉลิมชัยเผย

เมื่อถามถึงข้อเสนอด้านการวัดผลในวิชาประวัติศาสตร์

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า เรื่องวัดประเมินตนจะไม่เชี่ยวชาญ แต่การที่ทำให้เขาเข้าใจความคิดประวัติศาสตร์ โรงเรียนเขาก็ทำ กิจกรรมนอกเวลาเรียน มันสามารถทำให้เด็กเติบโตและพัฒนา มันทำให้ประเมินความก้าวหน้าของเด็กได้

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า ยกตัวอย่างของงานชิ้นหนึ่ง งานพลเมืองภาคเหนือและภาคกลางตอนบน เป้าหมายคือการที่ทำให้เด็กเป็นพลเมือง และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม รวมถึงเด็กเอาความรู้ไปรับใช้สังคม เด็กก็ได้ทำงานโดยใช้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ลงไปที่ชุมชนและใช้ความรู้กับท้องถิ่น

ดร.เฉลิมชัยกล่าวอีกว่า สิ่งที่เราต้องติดตาม เราจะเห็นการเชื่อมโยงกับเด็กกังท้องถิ่น เรื่องราวทั้งหมดมันถูกร้อยเรียง จนเด็กประสบความสำเร็จในการยื่นพอร์ตเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมหาลัยต่อ เรามองในระดับคุณภาพของคน ไม่ใช่แค่การเรียนเพื่อท่องจำแล้วสอบได้

“มันทำให้เด็กมีแว่นตาแบบนักประวัติศาสตร์ มองสังคมอย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันก็สร้างประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งเทรนด์เกิดบขึ้นหลายที่ อาจจะเกิดขึ้นจากความอึดอัด ข้อจำกัด ก็มีครูบางส่วนที่เขาพยายามกันอยู่” ดร.เฉลิมชัยชี้

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า ตนภาวนาให้ปรัสบการณ์เหล่านี้อัพขึ้นไป เป็นหลักสูตรที่เราอยากเห็นขึ้นมาได้ เราชอบพูดเรื่องการถอดบทเรียน ครูก็ได้โตจากพื้นที่ ถ้าเรามีการสะสมประสบการณ์ที่ดี ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง จากล่างขึ้นบนในส่วนหนึ่ง หรือ จะรอเปลี่ยนจากหลักสูตรโครงสร้างข้างบนก็ตาม

“แต่หลายการเปลี่ยนแปลงก็เริ่มจากข้าง เราจะเห็นผลได้ไว เด็กเราโตขึ้นทุกวัน เรารอมากไม่ได้ เราอยากเห็นการพัฒนา หลายเรื่องก็เห็นความพนายามด้วยน้ำมือของครู ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เราปรารถนาอยากจะเห็น” ดร.เฉลิมชัยเผย

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า เราอยากฟังเสียงเด็กมาขึ้น เด็กเขาคิดอะไรอย่างไร เขาคิดยังไงมันเป็นเรื่องจำเป็น เรื่องที่สอง คือ อยากได้ยินเสียงของครู มันจะนำไปสู่การเชื่อมจุด มันมีงานดีๆ สื่อๆ แต่มันยังหาจุดเชื่อมโยงไม่ได้

“ถ้าหากเสียงเด็ก เสียงครู ถูกประกอบร่างขึ้นมาเป็นหลักสูตรที่เราปรารถนาอยากจะเห็น เราต้องขยับอะไรสักจุด เพื่อเป็นการเปลี่ยนแปลง” ดร.เฉลิมชัยกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ล้าสมัยไปไหม? สพฐ. ยังคาใจ! ถึงเวลาทบทวน ‘หลักสูตรปวศ.’ ชี้ 20 ปียังชี้วัดแบบเดิม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...