โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

75 ปีสงครามโลกครั้งที่ 2 : จากสงครามโลกสู่สงครามโควิด! โดย สุรชาติ บำรุงสุข

MATICHON ONLINE

อัพเดต 10 พ.ค. 2563 เวลา 06.35 น. • เผยแพร่ 10 พ.ค. 2563 เวลา 06.04 น.

75 ปีสงครามโลกครั้งที่ 2 จากสงครามโลกสู่สงครามโควิด!

 

เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เป็นวาระครบรอบ 75 ปีของการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป มีการฉลองใหญ่ในหลายเมืองหลักไม่ว่าจะเป็น ลอนดอน ปารีส มอสโคว์ และเบอร์ลิน เพื่อร่วมรำลึกถึงการสิ้นสุดสงครามโลก แม้การฉลองครั้งนี้จะเป็นไปอย่างจำกัด เพราะการระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้ชีวิตทางสังคมของชาวยุโรปถูก “ล็อกดาวน์” อยู่ในบ้าน และกิจกรรมสาธารณะที่ถูกจัดขึ้นก็ไม่สามารถเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้

แต่ในปีที่ 75 ครั้งนี้ เรากลับเห็นยุโรปเผชิญกับสงครามที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน คือ “สงครามโควิด-19” ที่มีเชื้อไวรัสเป็นข้าศึก และเป็นข้าศึกที่น่ากลัวที่สุด!

จุดจบของสงคราม

หากย้อนกลับไปสู่อดีตของสงครามโลกครั้งที่ 2 อาจจะถือว่า เดือนเมษายน 1945 เป็นดังช่วงเวลาสุดท้ายที่เป็น “จุดจบ” ของสงคราม

ในช่วงปลายสงคราม ผู้นำสหภาพโซเวียตรัสเซียตัดสินใจครั้งสำคัญ ที่ถือเป็นการเปิด “ยุทธการใหญ่” ในการเตรียมปิดฉากสงครามกับฮิตเลอร์ คงไม่ผิดนักที่จะถือว่า การเปิดการรุกใหญ่เข้ายึดกรุงวอร์ซอ ของโปแลนด์ในวันที่ 17 มกราคม 1945 คือจุดเริ่มต้นของการรุกใหญ่ของรัสเซียในแนวรบด้านตะวันออก และเป็นสัญญาณของการเคลื่อนทัพใหญ่ของรัสเซีย

แต่การรุกใหญ่ครั้งนี้มาถึงจุดของการตัดสินใจครั้งสำคัญในช่วงวันที่ 16 เมษายน เมื่อนายพลชูคอฟ (Gen. Zhukov) ตัดสินใจเปิด “การรุกครั้งสุดท้าย” เพื่อทะลวงใจกลางของอำนาจรัฐนาซี ด้วยการเตรียมบุกเบอร์ลิน และในอีกหนึ่งวันถัดมาคือวันที่ 7 เมษายน กองทัพแดงของรัสเซียก็เปิดการโจมตีกรุงเวียนนา

การเคลื่อนทัพในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการรุกทางทหารขนาดใหญ่ในแบบที่โลกแทบไม่เคยเห็นมาก่อนอีกครั้งหนึ่งหลังจากการยกพลขึ้นบกของสัมพันธมิตรที่ชายหาดนอร์มังดีของฝรั่งเศสในตอนกลางปี 1944 และยังเป็นตัวแทนอีกชุดของสงครามเบ็ดเสร็จที่รัฐใช้กำลังพลขนาดใหญ่เข้าทำการรบ ดังจะเห็นได้ว่า กำลังพลของรัสเซียไม่ต่ำกว่าครึ่งล้านนายเปิดการรุกจากโปแลนด์ เข้าตีออสเตรีย เพื่อมุ่งไปสู่การเตรียมยึดเบอร์ลิน

ในอีกด้านของพื้นที่การรบที่รัวร์ (the Ruhr) ทหารเยอรมันมากกว่า 3 แสนนายกำลังตกอยู่ภายใต้วงล้อมของกองทัพสหรัฐที่กระชับแน่นขึ้น และขณะเดียวกัน กองทัพอังกฤษก็เปิดการรุกในแนวรบด้านเบรเมิน (Bremen) เพื่อมุ่งสู่เบอร์ลิน … กำลังรบของเยอรมันกำลังถูกบีบให้ถอยร่นในแนวรบด้านต่างๆ

ฮิตเลอร์เกิดในวันที่ 20 เมษายน … วันเกิดปีนี้ เขาไม่ได้มึโอกาสฉลองใหญ่ เพราะเบอร์ลินกำลังถูกปืนใหญ่ของรัสเซียโจมตีอย่างหนักในวันนั้น ต่อมาในวันที่ 26 กำลังส่วนหน้าของกองทัพแดงก็เข้าถึงชานกรุงเบอร์ลิน กองทัพแดงถึงเบอร์ลินก่อนกองทัพของฝ่ายสัมพันธมิตร และสิ่งที่ทหารรัสเซียเผชิญอย่างหนักก็คือ “สงครามในเมือง” กับหน่วยเอสเอสของนาซี กองกำลังเยาวชนของฮิตเลอร์ และกองกำลังประชาชนติดอาวุธ

แน่นอนว่า สงครามบนถนนในเบอร์ลินเป็นไปด้วยความรุนแรง เพราะเยอรมันต้านทานการมาของทหารรัสเซียอย่างเต็มที่ แต่กำลังรบของรัสเซียเคลื่อนเข้าใกล้บังเกอร์ของท่านผู้นำมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกันนั้น กำลังรบบางส่วนของเยอรมันก็ได้เริ่มวางอาวุธ และในวันที่ 29 ฮิตเลอร์ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการแต่งตั้งพลเรือเอก คาร์ล เดอนิทซ์ (Adm. Donitz) ให้เป็นผู้นำเยอรมันต่อจากเขา

 

วาระสุดท้าย!

ในอีกหนึ่งวันถัดมา ฮิตเลอร์ก็ตัดสินใจปลิดชีพตนเองในวันที่ 30 เมษายน (10 วันหลังจากวาระครบรอบวันเกิดของเขา) และการสู้รบในวันนี้ก็เป็นไปอย่างหนัก หนึ่งในพื้นที่การต่อสู้ที่สำคัญคือ บริเวณรัฐสภาเยอรมัน (the German Reichtag) ซึ่งการรบในจุดนี้อยู่ห่างจากบังเกอร์ของฮิตเลอร์เพียง 400 เมตรเท่านั้น การรบที่เกิดขึ้นทำให้ภาพถ่ายของส่วนหน้าของทหารรัสเซียที่ปีนขึ้นไปปักธงค้อนเคียวและดาวแดงที่อาคารนี้ กลายเป็นหนึ่งในภาพสำคัญของสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นภาพที่เป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดของระบอบการปกครองของนาซีด้วย

ในวันที่ 2 พฤษภาคม เบอร์ลินก็ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของกองทัพร้สเซีย ซึ่งในวันนี้เอง กำลังรบของเยอรมันในอิตาลีและในเบอร์ลินได้ประกาศยุติการต่อสู้ และตามมาด้วยการประกาศการวางอาวุธในพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของกองทัพเยอรมัน

ต่อมาในวันที่ 7 พฤษภาคม ผู้แทนของกองทัพเยอรมันได้เดินทางไปยังกองบัญชาการสัมพันธมิตรของนายพลไอเซนฮาวร์เพื่อลงนามการยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ผู้นำรัสเซียคือ สตาลินกลับกดดันให้ไอเซนฮาวร์เลื่อนการลงนามอย่างเป็นทางการไปอีกหนึ่งวัน เพื่อที่จะจัดให้มีการฉลองในวันที่ 8 พฤษภาคม ที่เบอร์ลิน และขณะเดียวกันก็เพื่อรอรับการลงนามของฝ่ายรัสเซียด้วย เพราะรัสเซียไม่ต้องการให้การลงนามยอมแพ้ของเยอรมันเกิดกับฝ่ายตะวันตกเท่านั้น แต่ต้องให้มีการลงนามกับฝ่ายรัสเซียด้วย

การต่อสู้ของหน่วยทหารเยอรมันนั้นไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งหมดในวันที่ 7-8 พฤษภาคม เพราะการต่อสู้ระหว่างกองกำลังติดอาวุธของประชาชนที่กรุงปราก กับหน่วยทหารเยอรมันเริ่มขึ้นในวันที่ 5 และดำเนินไปจนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม อันเป็นจุดสิ้นสุดการสู้รบของสงครามนี้

แต่ก็ถือกันว่า วันที่ 8 พฤษภาคม 1945 เป็นวันแห่งชัยชนะของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป ที่ชาติตะวันตกจะร่วมเฉลิมฉลอง หรือที่เรียกว่า “VE Day” (Victory in Europe Day) ซึ่งในส่วนของสหภาพโซเวียตจะฉลองในวันที่ 9 พฤษภาคม

สงครามใหม่!

วันแห่งชัยชนะของสงครามในยุโรปเวียนมาครบรอบ 75 ปีในปี 2020 เพื่อให้พวกเราร่วมกันรำลึกอีกครั้งถึงความเสียหายขนาดใหญ่ในทุกมิติที่ถูกทำลายไปด้วยสงคราม และขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องเตือนสติคนรุ่นหลังให้เห็นถึงภัยสงครามที่เกิดขึ้น

แต่ในปีที่ 75 สถานการณ์กลับแตกต่างออกไปอย่างมาก ยุโรปไม่ได้เผชิญกับปัญหาสงครามในแบบเดิมที่มีกองทัพนาซีเป็นข้าศึกหลัก และสัมพันธมิตรมีเป้าหมายสำคัญคือ การรุกเข้าตีเบอร์ลิน และปลดปล่อยยุโรปออกจากการยึดครองของฮิตเลอร์

ยุโรปปัจจุบันกลับเผชิญกับ “ข้าศึกใหม่” ที่เป็นเชื้อไวรัสโควิด-19 จนอาจเปรียบเทียบได้ว่า “สงครามโควิด” กำลังทำลายชีวิตของผู้คนเป็นจำนวนมากในหลายประเทศของยุโรป ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นใน “สงครามโลกครั้งที่ 2” เมื่อ 75 ปีที่แล้ว … ชีวิตของผู้คนร่วงหล่นดังใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วงในสงครามทั้งสองแบบ และขณะเดียวกันสงครามครั้งนี้ก็ทำลายเศรษฐกิจ และวิถีชีวิตทางสังคมในแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน หรือดังที่หลายฝ่ายมีความเห็นร่วมกันว่า โลกใหม่หลังจากนี้จะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป

ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่จะกล่าวว่า นับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ไม่มีเหตุการณ์ใดที่ก่อความเสียหายใหญ่อีกครั้งได้เท่ากับ “สงครามโควิด” ในปัจจุบัน และใน “สงครามใหม่” นี้ เราไม่รู้ว่า เราควรจะเจรจากับใครที่เป็นผู้นำข้าศึก เพื่อยุติสงคราม เช่นที่เราไม่รู้ว่า เราควรจะยึดเมืองใดที่เป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดอำนาจรัฐของข้าศึก ดังเช่นชัยชนะเหนือกรุงเบอร์ลินเมื่อ 75 ปีก่อน

สงครามใหม่ครั้งนี้จึงท้าทายความคิดของผู้คนร่วมสมัยในทุกภูมิภาคเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่แต่เพียงท้าทายกับชาวยุโรปในวาระครบรอบ 75 ปีสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่านั้น !

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...