โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ฟอเรสต์” ยักษ์หลับ(ลึก) ที่ยังรอการปลุก

Soccersuck

เผยแพร่ 29 ก.ค. 2563 เวลา 06.47 น. • Soccersuck


หลัง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ฉลองแชมป์ในเกมที่ชนะ เชลซี 5-3 ผมนั่งดูไฮท์ไลท์ เสพภาพในโลกโซเชี่ยล ซึมซับกันมันเต็มที่ถึงแค่วันถัดมาอีกวันเดียว
ถึงแม้จะปลื้มใจดีใจแต่ลึกๆแล้วผมรอคอยอยากฉลองแบบเต็ม 100 ในฤดูกาลปกติและมีแฟนบอลในสนามมากกว่า เหมือนมันยังคาใจอยู่
ส่วนตัวผมไม่ค่อยได้ตามอ่านบทความหรือคำพรรณาในโลกโซเชี่ยลที่ลากยาวเป็นอาทิตย์ๆซักเท่าไหร่ ผมเป็นคนที่รับความหวานได้ไม่ค่อยเยอะ ถ้าปริมาณเยอะผมจะเลี่ยน ฮา
ถ้าถามว่าผมทำอะไรช่วงนั้น ไม่รู้อารมณ์ไหนผมจู่ๆผมปัดฝุ่นหยิบหนังฟุตบอลย้อนยุคที่ทุกท่านคงผ่านตากันมานานแล้วคือเรื่อง damned united ซึ่งอิงจากเรื่องจริงของ ไบรอัน คลัฟฟ์ ผู้ล่วงลับ
จำไม่ได้ว่ารอบที่เท่าไหร่แล้ว ไม่น่าต่ำกว่า 3-4 รอบพอๆกับเรื่อง United 2011 อันโด่งดัง
อาจจะเป็นเพราะ ลีดส์ ยูไนเต็ด เพิ่งเลื่อนชั้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกจนผมอยากเอาใจช่วย น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ อีกทีม ที่ดูแล้วยังไงก็เข้าป้ายได้เตะเพลย์ออฟแน่ๆ
ถ้าขึ้นพรีเมียร์ลีกพร้อมกันคงดีไม่น้อยกับฤดูกาล “วันพบญาติ”
แต่เหมือนฟ้าผ่ากลางสนาม ซิตี้ กราวนด์ ทั้งๆที่ก่อนเกม “เจ้าป่า” ซึ่งอยู่อันดับ 6 ที่นอนมาโอกาสไปเพลย์ออฟ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ 99%
แต้มนำที่ 7 สวอนซีอยู่ 3 แต้มและประตูได้เสียดีกว่า 5 ลูก
กล่าวคือนัดสุดท้าย เสมอก็ลอยตัว หรือ แพ้ซักลูกสองลูกก็ยังไหว แต่ ฟอเรสต์ ไม่เอาซักอย่างครับแพ้แม่ง 4-1 คาบ้านซะเลย และแพ้ให้ใครไม่แพ้มาให้ สโต๊ค ที่ซีซั่นนี้เล่นนัดเยือนขี้กากมากเตะ 23 นัดชนะแค่ 5
ประจวบเหมาะกับ สวอนซี ดันบุกไปชนะ เรดดิ้ง ด้วยสกอร์เดียวกัน 4-1 ทำให้ประตูได้เสียพลิกกลายเป็นตัวแทนจาก เวลส์ ดีกว่า 2 ลูกขึ้นมาอยู่ที่ 6 ได้ตั๋วไปเพลย์ออฟซะงั้น
จะว่าไปแล้ว ฟอเรสต์ นี่น่าเขกกะโหลกตัวเองแรงๆเพราะก่อนลงเตะนัดสุดท้ายฟอร์มห่วยมากไม่ชนะใครมา 5 นัดติด
มีโอกาสตั้ง 5-6 นัดแต้มเดียวทำไม่ได้
สาเหตุที่เอาใจช่วย ฟอเรสต์ นอกจากเป็นทีมเก่าทีมแก่ยิ่งใหญ่ถึงขนาดได้แชมป์ยุโรป 2 สมัยแถมเป็นการคว้า 2 ปีติด (79 และ 80)
อีกเหตุผลก็เพราะผมเองก็ชอบ ไบรอัน คลัฟฟ์ เป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย
ในระหว่างที่กำลังเอาในช่วย “เจ้าป่า” ลุ้นเพลย์ออฟก็เลยนึกถึง “คลัฟฟ์” พอนึกถึง “คลัฟฟ์” ก็นึกถึง damned united
ผมชอบหนังที่สร้างจากเรื่องจริงและถ้าเกี่ยวกับฟุตบอลมันก็ต้องสำเนียงอังกฤษเท่านั้นครับ ถึงจะได้อารมณ์ เป็นสำเนียงบริติชที่ได้ยินทีไรก็รู้สึกถึงความบ้านๆและกลิ่นอายของประวัติศาสตร์
อาจจะฟังยากกว่าพวกอเมริกัน ยิ่งถ้าเป็นสเกาเซอร์หายห่วงครับ ผมเคยไปดู ลิเวอร์พูล เสมอ แมนฯยูฯ สมัย โจเซ่ มูรินโญ่ ยังคุมอยู่ สกอร์ 0-0 ตอนบอลจบก็รอเพื่อนๆที่เข้าห้องน้ำอยู่
เจ้าหน้าที่สนามคนนึงพยายามเคลียร์คนออกเรื่อยๆ ก็มาไล่ให้ผมไปรอข้างนอก ผมก็ไม่ออกไงบอกรอเพื่อนอยู่แป๊บนึง ทีนี้เจ้าหน้าที่อีกคนท่าทางใจดีกว่าก็ไม่ได้ว่าอะไรก็ชวนผมคุย
ถามผมตอนแรก ผมก็งงถามไรวะฟังไม่รู้เรื่อง ผมก็บอกขออีกที เค้าก็ถามอีก ผมก็ยังไม่เข้าใจ สุดท้ายผมบอกสำเนียงคุณผมฟังไม่ออกช่วยพูดช้าๆหน่อย
เออ พอพูดช้าๆถึงพอจับใจความได้ ก็ถามว่าบินมาที่นี่นานไหม ใช้เวลาเท่าไหร่ ผมก็ตอบๆแล้วก็บอกนี่มาดูบอลแอนฟิลด์ 2 หนแล้วนะ ไม่ชนะเลย ปีสองปีก่อนแพ้ เชลซี 2-0 มานัดนี้เสมอ 0-0 มูรินโญ่ ทั้ง 2 เกมเลย อุดเก่งจริงๆ
ถึงแม้ damned united จะ based on true story แต่พอหนังฉายมีการฟ้องร้องและโจมตีอย่างหนักโดยเฉพาะ ตระกูล “คลัฟฟ์” นำโดย ไนเจล คลัฟฟ์ ลูกชาย ปฏิเสธไปร่วมงานเปิดตัวหนังเรื่องนี้กันเลยทีเดียว
ถ้าไม่อยากถูกหนังจูงให้เชื่อสิ่งที่บัดเบือนแนะนำสารคดี The Brian Clough Story (2009) ที่แม่นยำและมาจากปากผู้เกี่ยวข้องโดยตรง
คลัฟฟ์ สร้างชื่อให้ตัวเองหลังพาทีมบ้านๆไม่มีชื่อเสียงอย่าง ดาร์บี้ ที่คลุกฝุ่นอยู่ในดิวิชั่น 2 (เดิม) เป็นสิบปีๆก่อนเลื่อนชั้นในปี 1969 และใช้เวลาแค่ 3 ปี คว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร
ในตอนนั้นยุคปลาย 60 จนถึง 70 ต้องยกให้ ลีดส์ เขาเลย กุนซืออย่าง ดอน เรวีส์ วางรากฐานมาตั้งแต่ 1961 ยัน 1974 แต่มากอบโกยแชมป์ช่วงกลางๆ 70
ลิเวอร์พูล ตอนนั้นก็เริ่มมาๆแล้วแต่มาปล่อยของแบบพรวดพราดตอนปลาย 70 ที่แชมป์ลีกและแชมป์ยุโรปเต็มตู้ไปหมด
แต่ “แกะเขาเหล็ก” ทีมที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้ากลับเข้าป้ายคว้าแชมป์ลีกเหนือ ลีดส์ และ ลิเวอร์พูล แค่แต้มเดียว (ยูงทอง กับ หงส์ ชนะ เสมอ แพ้ เท่ากันหมด แต่ลูกได้เสียทีมของ เรวีส์ ดีกว่า)
ทีมกำลังไปได้สวยแต่หลังจากนั้นปีเดียว คลัฟฟ์ ก็มีปัญหากับผู้บริหารอย่างหนักก่อนลาออกพร้อมมือขวาคู่ใจอย่าง ปีเตอร์ เทย์เลอร์ ท่ามกลางแฟนบอลที่ช็อกและประท้วงเรียกร้องให้บอร์ดลาออก แต่ไม่เป็นผลครับ ไม่มีใครใหญ่เกินสโมสร
ถ้าให้เปรียบเทียบบุคคลิกของ คลัฟฟ์ กับผู้จัดการทีมในปัจจุบันคงหนีไม่พ้น โจเซ่ มูรินโญ่ ที่ฉายา “ปากตะไกร” ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
ด้วยความที่แกเป็นคนตรง, ขวานผ่าซาก จึงสร้างปัญหาให้ตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้ง คลัฟฟ์ และ เทย์เลอร์ ตั้งใจจะเดินตามรอย ดาร์บี้ ด้วยการปั้นทีมต่างจังหวัดอีกทีมคือ ไบรจ์ตัน ซึ่งตอนนั้นอยู่ดิวิชั่น 3 (เดิม) แต่รับงานได้เพียงแค่ 8 เดือน จุดหักเหครั้งสำคัญของ คลัฟฟ์ ก็มาถึง
เมื่อ ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่ฤดูกาลถัดมาคือ 1972-73 ซึ่งจบที่ 3 (ลิเวอร์พูลได้แชมป์) เกิดการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้จัดการทีมเมื่อ ดอน เรวี่ โกอินเตอร์รับงานคุมทีมชาติอังกฤษ ตำแหน่งจึงว่างลง
“ยูงทอง” จึงเบนเป้ามาหา “คลัฟฟ์” ซึ่งถือว่าเซอร์ไพรซ์มากที่ “กุนซือปากตะไกร” เลือกรับงานที่ เอลแลนด์โร้ด เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าแกเกลียด ลีดส์ ยิ่งกว่าอะไร
คลัฟฟ์ อยู่ทำทีม ไบรจ์ตัน ยังไม่ถึงปีแล้วผลงานไม่ค่อยสู้ดีชนะแค่ 12 จาก 32 เกม จากที่เมื่อ 8 เดือนก่อนหน้านี้คู่แข่งในบอลยุโรปคือ ยูเวนตุส แต่ตอนนี้พา ไบรจ์ตัน แพ้ทีมนอกลีก 4-0 ใน เอฟเอ คัพ
ยังดีที่ชื่อเสียงเก่าๆกับ ดาร์บี้ ยังพอขายได้อยู่ทำให้ ลีดส์ ยูไนเต็ด คิดว่าเขาคือคนที่เหมาะสมที่จะรับงานต่อจาก เรวีส์
จะว่าไปแล้ว คลัฟฟ์ แค้นฝังหุ่น เรวี่ มาตั้งแต่สมัยที่ “แกะเขาเหล็ก” ยังอยู่ดิวิชั่น 2 (เดิม) และทั้งคู่มาเจอกันในรายการ เอฟเอ คัพ เมื่อปี 1968 แต่จะด้วยความที่เผลอหรือรีบอะไรก็แล้วแต่ เรวี่ ไม่ยอมจับมือด้วย
การที่ ดาร์บี้ เปรียบเสมือนภัยคุกคามเบียดกับ ลีดส์ นับตั้งแต่เลื่อนชั้นจนสามารถแย่งแชมป์ไปด้วยนั้นทำให้ทั้งคู่ยิ่งไม่ถูกกัน
คลัฟฟ์ วิจารณ์ ลีดส์ ชุด “บิ๊กดอน” ว่าเล่นบอลเถื่อนถ่อยและขี้โกง ออกแนวลูกอันธพาล เขาต้องการสร้างทีมในแบบฉบับตัวเอง ที่ดีกว่า, สนุกกว่า, ขาวสะอาดกว่า
ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่การออกตัวล้อฟรีครั้งนี้ทำให้นักเตะ “ยูงทอง” ที่ยังรักและเทิดทูน เรวี่ พร้อมใจกันเล่น “ไล่คลัฟฟ์”
ผลลัพท์ที่ตามมาคือ คลัฟฟ์ อยู่คุม ลีดส์ ยูไนเต็ด ได้เพียงแค่ 44 วัน ทิ้งผลงานสุดห่วยชนะแค่นัดเดียวจาก 6 เกม(รั้งที่ 4 จากท้าย) เป็นรอยด่างเดียวตลอดอาชีพการทำงานของแก
การปลด คลัฟฟ์ หนนั้นทำให้มีการจ่ายเงินชดเชยราว 98,000 ปอนด์ซึ่งในสมัย 1974 ถือว่าเยอะมาก
วีรกรรมที่เป็นที่โจษจัน (แต่ไม่มีการยืนยันว่าจริงแค่ไหน) คือการซ้อมทีมวันแรก คลัฟฟ์ โชว์พาวด้วยการแขวะลูกทีมว่า
“ทิ้งเหรียญแชมป์ลงถังขยะซะเพราะที่ได้มามันไม่ขาวสะอาด”
ถ้าลองผมเป็นนักเตะแล้วมีผู้นำคนใหม่พูดจาแบบนี้ยังไงก็ไม่พร้อมยอมตายในสนามให้แน่ๆ ถือว่าเป็นการเปิดตัวที่ไม่ค่อยมีทรงและไม่ฉลาดเอาซะเลย
ที่ตลกไปกว่านั้นคือ คลัฟฟ์ สั่งให้คนขนโต๊ะทำงานของ เรวี่ ออกจากออฟฟิศให้ไวเพราะคนอย่างเขาไม่ใช้ของร่วมกับคนที่เขาเกลียดที่สุดอย่างแน่นอน
จุดพีคไม่หยุดแค่นี้ครับเพราะหลัง คลัฟฟ์ ตกงานไม่นาน ITV เชิญทั้ง คลัฟฟ์ และคู่อริ เรวี่ มา debate พร้อมถ่ายทอดทั่วประเทศ
คลิปนี้เคยมีคนเอาลงในยูทูปเมื่อ 11 ปีก่อนสั้นๆแค่ 5 นาทีแต่เมื่อ 2 ปีก่อน ITV เอามาลงใหม่ตัวเต็มความยาว 26 นาทีมียอดวิว 1.1 ล้าน ซึ่งถือว่าเป็นคลิปที่สุด classic ขึ้นหิ้งตำนานที่ damned united ยกมาเป็นส่วนหนึ่งของหนังอย่างไม่ต้องสงสัย
ในคลิปเห็นได้ชัดว่าทั้งคู่ไม่กินเส้นกันทั้งสายตาท่าทางซึ่งบางช่วงพิธีกรแทบไม่ได้อ้าปากพูดอะไรเลยเมื่อทั้ง คลัฟฟ์ และ เรวี่ เปิดประเด็นเถียงกันเองอย่างเมามัน
จนนักข่าวคนนึงนิยามการเจอกันครั้งนี้ของทั้งคู่ว่าเหมือน “เหมือนนั่งดูผัวเมียเถียงกันเรื่องการหย่าร้าง“
เส้นทางชีวิตของ คลัฟฟ์ ทำท่าจะลงเหวแต่ราวๆ 12 สัปดาห์ที่อยู่บ้านแกก็ตอบรับงานเป็นผู้จัดการทีมให้ทีมเล็กๆที่ไม่มีคนรู้จักเท่าไหร่นักอย่าง น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์
เส้นทางของ “เจ้าป่า” คล้ายๆ “แกะเขาเหล็ก” คือเป็นทีมภูธร เล่นอยู่ในระดับดิวิชั่น 2 (เดิม) ไม่เคยได้แชมป์ลีกสูงสุดแถมแชมป์เมเจอร์สุดท้ายคือ เอฟเอ คัพ ที่ได้เมื่อปี 1959 นู่นเลย
คลัฟฟ์ ใช้เวลาไม่นานเลย แค่ 2 ฤดูกาลก็พา “เจ้าป่า” ขึ้นดิวิชั่น 1 (เดิม) และดาวซัลโวในปีที่เลื่อนชั้นก็ไม่ใช่ใครอิ่นครับเป็น ปีเตอร์ วิธ อดีตโค้ชทีมชาติไทยนั่นเอง
ที่บ้าคลั่งไปกว่านั้นก็คือหลังเลื่อนชั้นขึ้นมาปุ๊บก็เหมือนแกรีบยังไงไม่รู้ คลัฟฟ์ พา ฟอเรสต์ คว้าแชมป์ลีกสูงสุดทันที ทิ้งอันดับ 2 อย่าง ลิเวอร์พูล กระจุย 7 แต้ม เป็นหนึ่งในไม่กี่ทีมที่เลื่อนชั้นแล้วคว้าแชมป์ได้ในปีต่อมา
ความสำเร็จนี้ คลัฟฟ์ จึงกลายเป็น 1 ใน 4 ผู้จัดการทีมที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดกับ 2 สโมสร
ความยิ่งใหญ่ที่ทำให้ทั่วยุโรปรู้จักชื่อของ ฟอเรสต์ คือฤดูกาลต่อมาที่พวกเขาอาจหาญคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพในชื่อเดิม หรือ แชมเปี้ยนส์ลีก ในปัจจุบัน
และเป็นการคว้า 2 ปีติดในปี 1978-79 และ 1979-80
นักเตะโลกไม่ลืมชุดนั้นเด่นๆมี ปีเตอร์ ชิลตัน, จอห์น โรเบิร์ตสัน (เล่นแบ็คซ้ายสไตล์บุกคล้ายๆ โรเบิร์ตสัน ของลิเวอร์พูล), มาร์ติน โอนีล, เทรเวอร์ ฟรานซิส (นักเตะ 1 ล้านปอนด์คนแรกของผู้ดี), อาร์ชี่ เกมมิล
รวมถึง จอห์น แม็คโกเวิร์น คนนี้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่เนื่องจากเป็นนักเตะคู่บุญของ คลัฟฟ์ ย้ายตามไปทุกที่เริ่มตั้งแต่ ฮาร์เทิ่ลพูล, ดาร์บี้, ลีดส์ และ ฟอเรสต์
หลังเถลิงแชมป์ยุโรปแล้ว ฟอเรสต์ เป็นทีมระดับ top อยู่ได้ราวๆ 10 ปีแต่การคว้าแชมป์ลีกสูงสุดและยุโรปเริ่มเป็นของไกลตัวตามสภาพขุมกำลังที่โรยรา
แชมป์เมเจอร์ที่ได้จึงเป็นแค่แชมป์ลีก คัพ 2 สมัยติด ในฤดูกาล 88-89 และ 89-90 (แชมป์สุดท้ายที่ได้จนถึงทุกวันนี้)
“เจ้าป่า” หนีไม่พ้นสัจธรรมของวงจรชีวิตลูกหนังที่แต่ละสโมสรเมื่อก้าวถึงสูงสุดมันจะไม่มีทางไปสูงกว่านี้ อยู่ที่ว่าใครจะลงมากลงน้อย
บังเอิญ ฟอเรสต์ ลงเยอะไปหน่อยอีก 2 ปีให้หลัง(หลังได้แชมป์ลีกคัพ)ตกไปเล่นในดิวิชั่น 1 (เดิม) ก่อนตกต่ำสุดขีดด้วยการร่วงไปลีกวัน (ดิวิชั่น 3 เดิม)
จากนั้นก็ขึ้นๆลงๆพรีเมียร์ ดิวิชั่น 1 อยู่รอบนึงจนกระทั่งเปลี่ยนชื่อเป็น เดอะ แชมเปี้ยนชิพโดยครั้งสุดท้ายที่อยู่ในลีกสูงสุดก็คือฤดูกาล 1998-99 หรือ 21 ปีที่แล้ว
ตอนนี้แฟนบอล “เจ้าป่า” กำลังอยู่ในความโศกเศร้าสุดขีดที่แม้แต่เพลย์ออฟก็ไม่ได้ลุ้นทั้งๆที่วาดฝันถึงการกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกกันเลยทีเดียว
ปัจจุบัน ฟอเรสต์ มีเจ้าของทีมคือ อีวานเจลอส มารินากิส ชาวกรีซ ซึ่งยังเป็นเจ้าของ โอลิมเปียกอส อีกด้วย พวกเราชาวไทยอาจจะคุ้นหูช่วงที่แกติด โควิด แล้วมาดูเกมทีมบ้านเกิดพบ อาร์เซนอล ที่เอมิเรสต์ สเตเดียม นั่นแหละฮะ
คงต้องตามดูกันต่อว่านักธุรกิจวัย 52 ปีผู้นี้ซึ่งเทคโอเวอร์สโมสรเมื่อปี 2017 จะปรับทัพสร้างทีมในช่วงโควิดระบาดนี้อย่างไรต่อไป
ที่บอกให้ตามดูเพราะ 3 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนโค้ชไปแล้ว 4 คนแถมเมื่อฤดูกาล 2017-18 ไอตอร์ การันก้า อดีตผู้จัดการทีม(เคยเล่นให้ เรอัล มาดริด) เซ็นสัญญานักเตะใหม่ถึง 14 คน เจ้าของก็บ้าจี้ตาม
อยู่ได้แค่ 1 ปี การันก้า ก็ขอยกเลิกสัญญาจนได้ มาร์ติน โอนีล เข้ามารับเผือกร้อนแทนในเดือนมกราคม 2019 แต่อดีตบิ๊กบอสทีมชาติ ไอร์แลนด์ มีอายุขัยแค่ 6 เดือนก็ต้องไขก๊อกจากการไม่กินเส้นกับนักเตะทีมชุดใหญ่หลายคน
ซาบรี้ ลามูชี่ ในวัย 48 ปีคือผู้จัดการทีมรายล่าสุดที่เราทราบกันดีว่าพาทีมแผ่วปลายจนชวดตั๋วเพลย์ออฟ อนาคตจะหัวขาดหรือได้รับโอกาสต่อผมก็ไม่อาจทราบได้
ไม่มีใครการันตีอนาคตของตัวเองได้เลยครับเนื่องจาก มารินากิส แกเองก็บ้าดีเดือดเอาเรื่อง เคยแม้กระทั่งอยากให้นักเตะ โอลิมเปียกอส คนนึงย้ายมา ซิตี้ กราว์นต แต่ติดตรงที่ตลาดปิดไปแล้ว
แกเลยแก้ปัญหาแบบกำปั้นทุบดืนด้วยการยกเลิกสัญญานักเตะคนนั้นให้เป็นฟรีเอเยนต์ไร้สังกัดแล้วก็ให้ ฟอเรสต์ ไปเซ็นมาร่วมทีมสบายใจเฉิบไม่ผิดกฏ
นอกจากแฟน “เจ้าป่า” ต้องลุ้นผลงานในสนามแล้ว ผมว่านอกสนามก็มีอะไรให้ตื่นเต้นไม่แพ้กันครับ…
คลัฟฟ์ ปะทะ เรวี่ ของจริง

คลัฟฟ์ ปะทะ เรวี่ ในหนัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...