โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจปิดตัว-หนี้เสีย-ตกงานพุ่ง สภาพัฒน์ห่วง "อาชีพอิสระ" 16 ล้านคน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 ส.ค. 2563 เวลา 04.36 น. • เผยแพร่ 20 ส.ค. 2563 เวลา 09.51 น.
File Photo : Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ผลกระทบจาก “โควิด-19” ทุบเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในไตรมาส 2 ดิ่งลึกถึง -12.2% ต่อปี ใกล้เคียงกับวิกฤตต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจหดตัว -12.5% ต่อปี ส่งผลให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ประเมินปี 2563 ว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวอยู่ที่ -7.5% ต่อปี (คาดการณ์ระหว่าง -7.8 ถึง -7.3%) จากเดิมที่คาดหดตัว -5.5% ต่อปี

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า เศรษฐกิจที่หดตัวในไตรมาส 2 ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยของเศรษฐกิจโลก เนื่องมาจากการระบาดของโรคโควิด-19 กดดันต่อภาวะเศรษฐกิจไทย “เต็มไตรมาส” และจะเป็นไตรมาสที่ “ต่ำสุด” ของปีนี้แล้ว แต่ยังไม่ถือเป็นจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากยังติดลบน้อยกว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกเศรษฐกิจไทยหดตัว -9.7% โดย สศช.คาดว่าตั้งแต่ไตรมาส 3-4 นี้ไปเศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ จากความหวังเรื่อง“วัคซีน” ที่จะเกิดขึ้นในปี 2564 การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ (เปิดเมือง) การเบิกจ่ายของภาครัฐ และการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก

“สศช.ประมาณการจีดีพีไทยทั้งปีนี้จะหดตัวอยู่ที่ -7.5% โดยจะอยู่ภายใต้ความเสี่ยงของสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลก ซึ่งการระบาดน่าจะอยู่ในวงจำกัดภายในไตรมาส 4 ปีนี้ และไม่มีการระบาดรุนแรงรอบ 2 เกิดขึ้น”

อุ้ม “เอสเอ็มอี” ป้องกันหนี้เสียลาม

โดยเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไตรมาส 2 “หดตัวแทบทั้งสิ้น”ไม่ว่าจะเป็นการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนที่หดตัว -6.6% การลงทุนรวมหดตัว -8% การส่งออกสินค้าและบริการหดตัวสูงถึง-28.3% การนำเข้า -23.3% ด้านการผลิตภาคเกษตรหดตัว -3.2% ส่วนการผลิตนอกภาคเกษตรหดตัว -12.9% ขณะที่ในภาคบริการหดตัวสูงถึง -12.3%

มีเครื่องยนต์เดียวที่ช่วยพยุงก็คือ การอุปโภคภาครัฐ ที่เพิ่มขึ้น 1.4% และการลงทุนภาครัฐที่โต 12.5% เนื่องจากมีการเร่งรัดการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ และการใช้เม็ดเงินเยียวยาประชาชนฐานรากวงเงิน 5,000 บาทต่อเดือน

“ตัวแปรเหล่านี้จะเป็นตัวพยุงจีดีพีปีนี้ต่อไปได้ เนื่องจากรัฐบาลยังมีวงเงินกู้ที่เหลืออยู่อีกกว่า 3 แสนล้านบาทในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ”

เลขาธิการ สศช.ระบุว่า แนวทางในการบริหารเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปีต้องโฟกัสมาตรการต่าง ๆ ที่ออกไปแล้ว เพื่อแก้ปัญหาและเยียวยาประชาชนจากวงเงิน 9.2 หมื่นล้านบาทที่อนุมัติแล้ว ต้องเร่งรัดการดำเนินการให้ถึงกลุ่มเป้าหมายและต้องไม่ให้หนี้เสีย (NPL) ในภาคธุรกิจลามไปถึงสถาบันการเงินได้

นอกจากนั้น ภาคธุรกิจที่ยังมีปัญหาการฟื้นตัว อาทิ ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการต่อเนื่อง ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็จะต้องมีการดูแลเป็นพิเศษต่อไป รวมไปถึงการขับเคลื่อนการส่งออก ปัญหาด้านภัยแล้งและการจัดการน้ำ เพื่อให้ไม่เกิดผลกระทบต่อผลผลิตภาคการเกษตร และคงต้องดูแลบรรยากาศทางการเมืองในประเทศด้วย เพราะหากเกิดความวุ่นวายจะเกิดปัญหาซ้ำเติมเศรษฐกิจได้

จีดีพีของประเทศ ไตรมาส2/2563

รับมือเสี่ยงตกงานอีก 1.7 ล้านคน

นายทศพรกล่าวว่า สถานการณ์จ้างงานในไตรมาส 2 ผู้มีงานทำมีจำนวน 37.1 ล้านคน ขณะที่มีจำนวนผู้ว่างงาน 7.5 แสนราย คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.95% เพิ่มขึ้น 1 เท่าจากอัตราว่างงานปกติ และเป็นอัตราการว่างงานสูงที่สุดตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2552 โดยสาเหตุหลักของการว่างงานมาจากสถานที่ทำงานเลิกจ้าง/ปิดกิจการ หรือหมดสัญญาจ้าง

โดยมีแรงงานในภาคเกษตรว่างงานเพิ่มขึ้น 0.3% และนอกภาคเกษตรกรรมว่างงานเพิ่มขึ้น 2.5% โดยกลุ่มนอกภาคเกษตรกรรม พบว่าแรงงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างมีการปลดคนงานมากที่สุดเพิ่มขึ้น 6.3% ขณะที่ฝั่งการผลิตและสาขาโรงแรม-ภัตตาคารว่างงานเพิ่มขึ้น 4.4% และ 2.8% ตามลำดับ

ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ว่างงาน 7.5 แสนรายดังกล่าวเป็นตัวเลขโดยรวม ซึ่งเมื่อพิจารณาจากผู้ขอใช้สิทธิรับประโยชน์กรณีว่างงานตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา 33 พบว่ายังมีทั้งสิ้นแค่ 4.2 แสนราย อย่างไรก็ดี แรงงานในระบบที่ตกอยู่ในความเสี่ยงว่างงานในอนาคตมีทั้งสิ้น 1.7 ล้านคน เนื่องจากคนกลุ่มนี้คือผู้ที่ปัจจุบันยังมีสถานะเป็นผู้มีงานทำ แต่สถานประกอบการประสบเหตุสุดวิสัยไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ ซึ่งก็มีการปรับลดเงินหรือรายได้ลง

“ดังนั้น ภาพรวมผู้ตกงานจึงน่าจะอยู่แค่ 2.18 ล้านราย สำหรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดคนตกงานสูงถึง 8 ล้านรายนั้น จะเกิดขึ้นในกรณีการระบาดโควิด-19 ลากยาวและมีความรุนแรงจนต้องปิดประเทศ อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เราเป็นห่วงมากก็คือ กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ 16 ล้านคน ซึ่งยังได้รับผลกระทบอยู่ เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา บางธุรกิจปิดตัวลงจึงต้องหามาตรการเพื่อช่วยเหลือต่อไป”

“หนี้ครัวเรือน” นิวไฮ-เอ็นพีแอลพุ่ง 23%

เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวด้วยว่า ในด้านหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพีของไทย ล่าสุดปรับขึ้นมาอยู่ที่ 80.1% ในไตรมาสแรกปีนี้ “สูงสุดในรอบ 4 ปี” โดยมีมูลค่าถึง 13.48 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% ขณะที่คุณภาพหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ณ ไตรมาส 1/2563 แตะ 1.56 แสนล้านบาท ปรับตัวสูงขึ้นถึง 23.6% คิดเป็นหนี้เสียต่อหนี้สินรวมทั้งหมด 3.23% เพิ่มขึ้นจาก 2.9% ในไตรมาสก่อนหน้า

“หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นแต่เป็นสัดส่วนที่ยังรับได้ ซึ่งมองว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะลดลงได้เมื่อเศรษฐกิจภาพรวมกลับมาฟื้นตัวขึ้น” นายทศพรกล่าว

แอร์ไลน์เจ๊งดันหนี้เสียธุรกิจขยับ

ขณะที่ นายธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตรวจสอบและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตัวเลขหนี้เสียของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 3.09% โดยมียอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ 5.09 แสนล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรก 3.04% ซึ่งมียอดคงค้างอยู่ที่ 4.96 แสนล้านบาท ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลังคาดว่าเอ็นพีแอลน่าจะทรงตัว หรือปรับเพิ่มขึ้นได้อีกเล็กน้อย

“เอ็นพีแอลที่ขยับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 ที่สำคัญมาจากธุรกิจสายการบินขนาดใหญ่รายหนึ่งที่หนี้ตกชั้นเป็นเอ็นพีแอล ทำให้เอ็นพีแอลภาพรวมของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียในระยะข้างหน้าคงไม่แตกต่างไปจากตอนนี้มากนัก ส่วนหนึ่งเพราะมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เชิงป้องกัน และธนาคารพาณิชย์ก็มีวิธีบริหารจัดการหนี้ เช่น การตัดหนี้สูญ หรือการปรับโครงสร้างหนี้เฉพาะจุดมากขึ้น”

โดยพบว่า “สินเชื่อธุรกิจ” เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาอยู่ 3.07% จาก 2.97% ในไตรมาสแรก ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคเอ็นพีแอลปรับลดลงทุกประเภทสินเชื่อ ผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินต่าง ๆ

“หลายคนห่วงว่าหลังหมดมาตรการจะเกิดการตกหน้าผา ซึ่งเราคุยกับแบงก์ต่อเนื่อง จะเห็นการแก้หนี้ที่เป็นระบบ แม้จะหมดมาตรการพักชำระหนี้ในเดือน ต.ค. ก็จะเห็นแบงก์ช่วยเหลือต่อเนื่องแต่จะเป็นรูปแบบใดขึ้นอยู่กับสภาพลูกหนี้ ซึ่งจากเดิมจะเป็นมาตรการแบบเหมาโหล มาเป็นมาตรการช่วยเหลือเจาะจงมากขึ้นทำให้การเสื่อมสภาพของหนี้คงไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมมากนัก” นายธาริฑธิ์กล่าว

นี่คือสภาพปัญหาเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญ และปัญหาหลายอย่างอาจรุนแรงมากขึ้น หลังจากนี้ ภาครัฐคงจะต้องเร่งออกมาตรการมาดูแลอย่างถูกจุด เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามบานปลายอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...