“แหล่งเงินทุนภายใน”...ใช้ประเมิน “ประสิทธิภาพ” ในการดำเนินกิจการได้ !!!
Wealthy Thai
อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2567 เวลา 02.13 น. • ดร.ธนัยวงศ์ กีรติวานิชย์Where2put Ur Money: เมื่อถามถึง “แหล่งเงินทุน” ที่ผู้ประกอบการสามารถนำมาใช้ในการดำเนินงานของกิจการในแต่ละวัน รวมถึงเพื่อนำมาใช้ในการขยายกิจการให้เจริญเติบโตต่อไปในอนาคต คำตอบที่หลายๆ คนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ก็คงหนีไม่พ้น “แหล่งเงินทุนจากภายนอกกิจการ” ทั้งที่อยู่ในรูปแบบของสินเชื่อที่ได้รับจากสถาบันการเงินประเภทต่างๆ หรือที่เกิดจากการระดมทุนโดยการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ออกขายให้แก่บุคคลอื่นๆ ที่สนใจต้องการจะลงทุนเข้ามาร่วมทุนกับกิจการ
“แน่นอนว่า หากสามารถดำเนินธุรกิจโดย ‘ใช้เงินทุนจากผู้อื่นทั้งหมด’(Use Other People Money: OPM) ได้ก็คงจะดีไม่น้อย เนื่องจากการใช้เงินผู้อื่น กับการใช้เงินตนเองในการดำเนินธุรกิจให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างลิบลับ เสมือนกับการกระโดดจากหน้าผาสูงลงสู่ผืนน้ำ ระหว่างการนั่งดูคนอื่นกระโดด กับการที่ต้องกระโดดลงมาด้วยตนเองนั้น ย่อมที่ให้ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างที่สุดนั่นเอง”
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว คงไม่มีใครหน้าไหนที่กล้าจะนำเงินมาลงทุน หรือปล่อยกู้ให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจโดยที่กิจการนั้นๆ ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการใช้ “แหล่งเงินทุนภายในกิจการ” ของตนเองเสียก่อนเป็นแน่
ทั้งนี้ “แหล่งเงินทุนภายในกิจการ” หมายถึง เงินทุนที่กิจการสามารถสร้างขึ้นได้เอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยแหล่งเงินทุนภายนอกของกิจการแต่อย่างใด จึงทำให้แหล่งเงินทุนภายในสามารถควบคุมบริหารจัดการได้ง่าย ผู้ประกอบการไม่ต้องเผชิญกับเงื่อนไขต่างๆ ที่เข้มงวดเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทุนเหมือนกับแหล่งเงินทุนภายนอก นอกจากนี้ หากกิจการใดมีแหล่งเงินทุนภายในที่เพียงพอกับความต้องการใช้งาน ก็ย่อมแสดงถึงความเข้มแข็งทางการเงินของกิจการนั้น
จึงอาจกล่าวได้ว่า “แหล่งเงินทุนภายใน” ถือว่า เป็นสิ่งที่ใช้ประเมินประสิทธิภาพในการดำเนินงานของกิจการนั้นๆ ได้อีกด้วย ทั้งนี้ แหล่งเงินภายในกิจการที่สำคัญ ได้แก่
การจัดหาเงินทุนจากส่วนของเจ้าของ (Owner’s Equity) โดยถือเป็นแหล่งเงินทุนภายในอันดับแรกสุดที่ทุกกิจการต้องมี โดยอาจมาจากเงินทุนส่วนตัว หรือเงินเก็บออมส่วนบุคคลของผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการนั้นๆ ที่ได้เก็บสะสมเอาไว้ หรืออาจมาจากการร่วมทุนกันของหุ้นส่วนหลายๆ คนก็เป็นได้ ทั้งนี้ก็เพื่อที่นำมาใช้เป็นเงินทุนเริ่มต้นสำหรับการประกอบกิจการ และดำเนินกิจการต่อไปนั่นเอง
“อย่างไรก็ตาม เงินทุนในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับฐานะการเงินของผู้ประกอบการ หรือหุ้นส่วนเป็นหลัก หากมีฐานะการเงินไม่ดี เงินทุนส่วนนี้ก็ย่อมที่จะมีจำนวนค่อนข้างจำกัด”เงินได้จากการขายสินทรัพย์ของกิจการ โดยกิจการสามารถทำการขายสินทรัพย์ที่ไม่จำเป็น ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือยังไม่มีแผนว่าจะจัดการกับสินทรัพย์ดังกล่าวอย่างไรออกไป เพื่อนำเงินที่ได้รับจากการขายสินทรัพย์ดังกล่าวมาใช้ลงทุนต่อยอดภายในกิจการ
“แน่นอนว่า หากเก็บสินทรัพย์ไว้มากจนเกินควร โดยที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือประโยชน์ใดๆ กลับคืนมา ก็ย่อมทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ และบำรุงรักษาเพิ่มขึ้นตามมานั่นเอง”กำไรสะสม (Retained Earnings) ถือว่าเป็นแหล่งเงินทุนภายในที่สำคัญอีกตัวหนึ่งของกิจการ และมีความหมายถึง กำไรที่กิจการดำเนินงานหาได้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกิจการมาจนถึงปัจจุบันโดยจะ “สะสมไว้” เพื่อการลงทุนใหม่ภายในกิจการมากกว่าที่จะนำมาจ่ายเป็น “ปันผล” ตอบแทนคืนให้แก่ผู้ประกอบการ
“ทั้งนี้ ตามหลักวิชาการ หากกิจการไหนมีผลกำไรที่ดี แน่นอนว่า ย่อมส่งผลดีต่อตัวกิจการนั้นๆ โดยกิจการจะนำเอา ‘กำไรสุทธิ’ (Net Profit) ส่วนที่เหลือภายหลังจากที่มีการจ่ายส่วนแบ่งกำไร หรือเงินปันผลคืนให้แก่เจ้าของ หรือหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นไปแล้ว กลับมาลงทุนต่อในกิจการในลักษณะสะสมในแต่ละปีอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ‘กำไรสะสม’ จะเพิ่มขึ้นหากกิจการมีกำไร และจะลดลงหากกิจการขาดทุน โดยรายการกำไรสะสมนี้ จะถูกแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะทางการเงินในส่วนของเจ้าของ หรือส่วนของผู้ถือหุ้น”
แน่นอนว่า หากกิจการสามารถจัดหา “แหล่งเงินทุนภายใน” ได้อย่างพอเพียง ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพา “แหล่งเงินทุนจากภายนอก” แต่อย่างใดทว่าในความเป็นจริง หลายๆ กิจการกลับมี “แหล่งเงินทุนภายใน” ที่ไม่เพียงพอ จึงทำให้ต้องอาศัยแหล่ง “เงินทุนจากภายนอก” มาช่วยในการดำเนินกิจการอยู่ดีนั่นเองครับ