โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

วิจารณ์สนั่น สองสาวตบกันวุ่นโรงพยาบาล ปมทำเด็กวัย 15 ท้อง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 22 ธ.ค. 2567 เวลา 12.31 น. • เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2567 เวลา 12.29 น.

วิจารณ์สนั่น สองสาวตบกันวุ่นโรงพยาบาล ปมทำเด็กวัย 15 ท้อง

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2567 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า บนเฟซบุ๊ก กำลังมีการวิพากษ์วิจารณ์กับคลิปเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทตบตีกัน ระหว่าง 2 หญิงสาว ซึ่งเกิดขึ้นอย่างโจ๋งครึ่มที่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ที่ อ.เมือง จ.นครสวรรค์

โดยมีข้อมูลระบุว่า หญิงสาวคู่ทั้งได้ไปเยี่ยมหญิงคลอดลูกที่โรงพยาบาลดังกล่าวในเวลาเดียวกัน แล้วเกิดมีปากเสียงกระทบกระทั่ง จนถึงขั้น มีการมาดักรอกันอยู่ที่หน้าโรงพยาบาล เพื่อเคลียร์ปัญหา และจบลงด้วยการลงไม้ลงมือตบตีกันชุลมุนวุ่นวาย จนมีบุรุษพยาบาลมาเห็นเหตุการณ์ และเข้าห้ามปราม ก่อนจะรีบประสานแจ้งให้ตำรวจท้องที่มารับตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 21.10 น. ของวันที่ 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบข้อมูล ก่อนจะทราบตัวหญิงสาวที่ปรากฏอยู่ในคลิปทั้ง 2 ราย โดยฝ่ายเสื้อแดงมุมขวา คือ น.ส.อรอนงค์ อายุ 28 ปี ส่วนฝ่ายเสื้อขาว คือ น.ส.พัชรี อายุ 42 ปี ทั้งคู่เป็นชาว อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จึงได้มีการติดต่อพูดคุยกับ น.ส.พัชรี เพื่อสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ได้รับการเปิดเผยว่า วันที่เกิดเหตุ ตนได้ไปเยี่ยมและอยู่เฝ้าลูกสาวคนเล็ก วัย 15 ปี ที่ต้องพักฟื้นหลังจากคลอดลูกอยู่ในโรงพยาบาล ส่วนหญิงฝ่ายคู่กรณี ก็ได้มาเยี่ยมลูกสาวตนด้วยเช่นกัน แต่เขามาในฐานะเป็นพี่สาวของฝ่ายชาย ที่มาทำลูกสาวคนเล็กของตนท้อง

“จุดเริ่มต้น มันเกิดจากการที่ฉันจะเอาเรื่องดำเนินคดีกับฝ่ายน้องชายของคู่กรณี ในข้อหาพรากพรหมจรรย์ลูกสาวคนเล็กก่อนวัยสมควร แต่ฝ่ายหญิงคู่กรณีก็ได้มีการมาขอร้องว่าอย่าเอาเรื่องน้องชายเขา พร้อมกับขอยื้อด้วยการขอเวลาในการเก็บเงินเก็บทอง เพื่อมาทำพิธีผูกข้อไม้ข้อมือกันเป็นเรื่องเป็นราวอย่างจริงจัง แต่ในห้วงเวลานี้ ฉันก็เริ่มมีเรื่องกระทบกระทั่งกับฝ่ายหญิงคู่กรณีมาตลอด ซึ่งส่วนใหญ่ จะโดนพูดจากระแนะกระแหน แต่ที่รับไม่ได้สุดๆ คือการมาผัดวันประกันพรุ่ง ขอเลื่อนนัดให้น้องชายมาทำพิธีผูกข้อมือลูกสาวตามประเพณี โดยอ้างว่า เงินยังไม่พร้อม จะขอทำงานรับจ้างอีกสักระยะหนึ่งก่อน จนกระทั่ง ลูกสาวของฉันถึงกำหนดคลอด ก็จะมาเจรจาขอเอาเด็กไปเลี้ยงดู แต่ไม่ยอม จนสุดท้ายมาเกิดเหตุการณ์ตบตีกันขึ้นที่โรงพยาบาล แต่ขอยืนยันว่า ฉันเป็นฝ่ายเสียหายที่ถูกกระทำ”

น.ส.พัชรี ได้โชว์รอยบาดแผลฟกช้ำตามร่างกายหลายแห่ง และเปิดรอยแผลแตกที่ศีรษะให้ผู้สื่อข่าวดู พร้อมกับระบุว่า ขณะนั้น เป็นช่วงหมดเวลาเยี่ยมลูกสาว ตนจึงเดินทางกลับบ้านพร้อมกับลูกสาวคนโต แต่เมื่อลงจากตึกมาถึงที่ด้านหน้าโรงพยาบาล จู่ๆ ก็มาพบกับหญิงฝ่ายคู่กรณีที่มาดักรอตน ซึ่งได้มีความพยายามจะให้ตนออกไปหาข้างนอกโรงพยาบาล เพื่อพูดคุยเจรจาในเรื่องขอเด็กของลูกสาวไปเลี้ยงดูอยู่ที่บ้านของเขา แต่ตนรู้สึกกลัวจะไม่ปลอดภัย เพราะทางฝ่ายนั้น มีการพาเพื่อนมาด้วย 3 คน จึงพยายามบ่ายเบี่ยงไม่พูดคุย จนเกิดการยื้อยุดแล้วถูกฝ่ายคู่กรณีลงมือทำร้ายตามที่ปรากฏในคลิป โดยมีลูกสาวคนโตบันทึกคลิปเหตุการณ์เอาไว้เป็นหลักฐานก่อนมีการไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.เมืองนครสวรรค์ และทางตำรวจจะมีการเรียกคู่กรณีให้มาพบกับพนักงานสอบสวนในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ซึ่งตนจะใช้โอกาสดังกล่าว ไปแจ้งความผิดกับน้องชายของเขา ในข้อหาพรากผู้เยาว์ด้วยอีกคดี เพราะในช่วงที่ถูกตบชุลมุน ทางฝ่ายนั้น ได้มีการพูดท้าทายให้ไปแจ้งความ พร้อมกับบอกว่า จะไม่มีการผูกข้อไม้ข้อมือเนื่องจากได้ให้น้องชายของเขาหลบหนีไปอยู่ที่อื่นแล้ว

ทั้งนี้ ในเวลาต่อมา ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านของฝ่าย น.ส.อรอนงค์ ในพื้นที่หมู่ 4 ต.บ้านมะเกลือ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เพื่อสอบถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเช่นกัน ซึ่งเธอก็ได้เปิดใจยอมรับว่า น้องชายของเธอไปพรากผู้เยาว์ลูกสาวของ น.ส.พัชรี จนท้องจริง แต่มันเกิดจากการสมัครใจคบหากันทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ได้มีการไปบังคับข่มขืน ส่วนการที่เธอต้องออกมาช่วยเหลือน้องชายไม่ให้ถูกดำเนินคดีนั้น น.ส.อรอนงค์ ระบุว่า รู้สึกสงสารและเป็นห่วงอนาคตของน้องชาย เพราะอายุเพิ่ง 18 ปี จึงไปพูดขอร้องกับอีกฝ่ายไม่ให้เอาเรื่องก่อนจะมีการเจรจากัน ในการทำพิธีผูกข้อมือตามประเพณี โดยฝ่ายหญิงคู่กรณี ได้มีการเรียกเงิน 1 แสน พร้อมกับทองอีก 2 บาท

น.ส.พัชรี ยังเปิดเผยด้วยว่า ครอบครัวตนก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร และยังมีลูกอีกคนที่ต้องเลี้ยงดู ซึ่งตนก็มีอาชีพรับจ้างทำการเกษตรทั่วไปเท่านั้น แต่ก็ยอมรับว่าเป็นห่วงน้องชาย จึงพยายามเก็บเงินเอาไว้ส่วนหนึ่ง ในการช่วยเหลือน้องชาย แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว จนต้องมีการไปพูดคุยไกล่เกลี่ยกันอีกครั้งเพื่อขอเลื่อนพิธีออกไปก่อน ซึ่งทางฝ่ายคู่กรณี ได้มีการยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยน โดยขอให้ครอบครัวของฝ่ายคู่กรณี ที่มีทั้งสามี ลูกสาว 2 คน รวมถึงแฟนของลูกสาวคนโต ย้ายเข้าไปอาศัยรวมอยู่ในบ้านของตนด้วย ซึ่งตนก็ยินยอม แต่ปรากฏว่า ในช่วงที่ครอบครัวนี้มาอาศัยอยู่ที่บ้านไปวันๆ พวกเขาก็ไม่ช่วยทำงานทำการอะไรเลย มีแต่จ้องจะล้างผลาญ และขอเงินใช้อยู่เรื่อยๆ ซึ่งตนก็ทนไม่ไหวจริง เพราะนอกจากจะมีการขอเงินตนใช้แล้ว ยังอยู่ถลุงค่าไฟต่อเดือนกว่า 3 พันบาทด้วย มันจ่ายไม่ไหวจริงๆ จึงตัดสินใจอัญเชิญให้ครอบครัวนี้ย้ายกลับไปอยู่บ้านของเขา

หลังจากนั้น ก็เกิดมีเรื่องกระทบกระทั่ง พูดจาถากถางเชือดเฉือนบาดอารมณ์กันเรื่อยมา แต่ที่ยอมรับไม่ได้และโกรธมากที่สุด ก็เพราะวันหนึ่ง ในขณะที่ตนพาลูกไปส่งโรงพยาบาล เนื่องจากมีอาการไตวาย จู่ๆ ทางหญิงคู่กรณีก็ได้โทรศัพท์เข้ามา ซึ่งตนก็บอกไปแล้วว่า กำลังยุ่งต้องพาลูกไปโรงพยาบาล แต่กลับถูกอีกฝ่ายพูดจาปากคอเราะร้ายมาด่าแช่งลูกว่า จึงทำให้รู้สึกโกรธสะสมเรื่อยมา จนกระทั่ง ถึงวันเกิดเหตุ ที่ตนเดินทางไปเยี่ยมลูกสาวของเขา ซึ่งก็พยายามจะขอเจรจาในการขอเด็กแรกเกิดมาเลี้ยงที่บ้าน เนื่องจากรู้สึกเป็นห่วงเรื่องที่อยู่อาศัย แต่อีกฝ่ายกลับไม่ขอเจรจาอะไร และจ้องแต่ขู่จะเอาเรื่องครอบครัวตนฝ่ายเดียว เลยกลายเป็นชนวนเหตุทำให้ต้องมีการไปดักเจอก่อนที่จะมีเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทกันเกิดขึ้น เพราะถูกอีกฝ่ายผลักอกก่อน แต่ก็ยอมรับโดยดีว่า รู้สึกผิดที่ไปมีเรื่องภายในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง

เมื่อถามถึงน้องชาย น.ส.พัชรี กล่าวยอมรับว่า น้องชายได้เดินทางออกจากบ้านไปหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าไปไหน แต่ก่อนไปก็ได้มีการมาพูดบ่นกับครอบครัวว่ารู้สึกกังวลหากถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาพรากผู้เยาว์ ส่วนในวันพรุ่งนี้ ตนก็มีการเดินทางไปพบกับพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายต่อไป.

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิจารณ์สนั่น สองสาวตบกันวุ่นโรงพยาบาล ปมทำเด็กวัย 15 ท้อง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...