โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

’กสศ.‘ เผย 1 ปีมีเด็กกลับสู่ระบบการศึกษา กว่า 3 แสนคน ตั้งเป้า TZD ให้ได้ในปี 2570

The Reporters

อัพเดต 06 ม.ค. 2568 เวลา 10.11 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. 2568 เวลา 10.11 น.

’กสศ.‘ เผย 1 ปีมีเด็กกลับสู่ระบบการศึกษา กว่า 3 แสนคน ตั้งเป้า TZD ให้ได้ในปี 2570 ผลักดันตั้งกรรม ทั้ง 77 จังหวัด ภายใน 1-2 เดือน ผจก.กสศ.ชี้ การสร้างการศึกษาที่ยืดหยุ่น ถือเป็นความท้าทายของระบบการศึกษาไทย

วันนี้ (6 ม.ค. 68) ที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) อาคารเอส.พี. ทาวเวอร์ เปิดบ้านต้อนรับเครื่อข่ายสื่อมวลชน และจัดสัมนาในหัวข้อ “ Exclusive Seminar ถอดรหัสการช่วยเหลือเด็กนอกระบบ ข้อค้นพบจากชีวิตจริงและปมปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้” โดยมี ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. ,นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. ,รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ. ,นายนเรศ สงเคราะห์สุข รองหัวหน้าโครงการหนุนเสริมทางวิชาการและการจัดการความรู้สำหรับการพัฒนาเยาวชนนอกระบบการศึกษา กสศ. ,นายทรงวุฒิ อัศวพฤกษชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเด็กนอกระบบ กสศ. และ นางสาวชุติมา พัฒนพงศ์ นักวิชาการอาวุโส กสศ. เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้ด้วย

ดร.ไกรยส กล่าวว่า หลังจาก กสศ.เปิดเผยตัวเลขเด็กที่หลุดนอกระบบการศึกษาในประเทศไทย มีมากกว่า 1.02 ล้านคน และเริ่มโครงการ Thailand Zero Dropout จนรัฐบาลรับลูกประกาศเป็นนโยบายในงานวันเด็ก ปี 2567 ก็มีการตื่นตัวพอสมควร เริ่มมีเด็กทยอยกลับเข้ามาจำนวนกว่า 300,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 30% ในเด็กที่ทยอยกลับเข้ามา และหากใครที่ติดตามก็คงทราบว่าเด็กที่กลับเข้ามาก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่จำนวนเด็กที่ออกจากระบบการศึกษาก็เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ตัวเลขจริงๆ ก็จะลงมาอยู่ประมาณ 30,000 คน ทำให้ยังมีเด็กหลุดนอกระบบ ประมาณ 980,000 คน เพราะจะมีกลุ่มใหม่ที่ ซึ่งเด็กที่กลับเข้ามาในจำนวนกว่า 300,00 คนนั้น ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญที่เราได้เห็นในปีที่ผ่านมา

ในจำนวนเด็กที่กลับเข้ามาในระบบจำนวนกว่า 300,000 คนนั้น ตรงตามเป้าหมายที่ กสศ. ตั้งไว้หรือไม่ ดร.ไกรยส เผยว่า ตอนนี้ กสศ.ได้มีการตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดที่กำลังตั้งอยู่ ซึ่งเราอยากเห็นคณะกรรมการระดับจังหวัดนี้เกิดขึ้นในทั้ง 77 จังหวัด ภายใน 1-2 เดือนนี้ ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดแล้ว จำนวน 25 จังหวัด ด้านผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดหลังมีหนังสือเวียนจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว และกลไกของระดับจังหวัดกำลังเริ่มต้น ดังนั้นพื้นที่ที่เราหวังในปี 68 คือ ทั้ง 77 จังหวัด จะมีกลไกระดับกรรมการจังหวัด และผู้ว่าฯ ให้ความสำคัญ และติดตามให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบได้ เพราะ Thailand Zero Dropout เป็นเรื่องที่ต้องใช้การกระจายอำนาจในการแก้ไขปัญหา “1 ล้าน ก็คือ 1 ล้านสาเหตุ” และการที่คนใกล้ตัวมากที่สุดเป็นคนค้นหา และติดตามเด็กเข้ามาตามบริบทของเด็กนั้นจะเป็นวิธีทางที่ยั่งยืน ซึ่งส่วนกลางจะได้ในเชิงของการส่งข้อมูลให้ และเครื่องมือในการติดตามพาเด็กกลับเข้ามาสู่ในระบบ แต่การหาทางออกที่ยั่งยืนของเด็กแต่ละคนนั้นเป็นเรื่องของชุมชนและท้องถิ่นที่จะสามารถทำให้เกิดขึ้นได้

1 ปีที่ผ่าน ปัญหานี้ถูกยกระดับให้เป็นปัญหาระดับชาติ และมีคณะกรรมการระดับชาติถือเป็นทิศทางหรือพัฒนาการที่ดีหรือไม่ ดร.ไกรยส ระบุว่า ในประเทศไทยในกลุ่มประเทศอาเซียนมีการลงนามในปฏิญญาสากลเรื่องของเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษามาตั้งแต่สมัย บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จริงๆ ก็ 10 ปีแล้ว แต่ตั้งแต่มีปฏิญญาประเทศอาเซียนตรงนั้นเรื่องของเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาก็ถูกยกระดับขึ้นมา เป็นนโยบายของรัฐบาลสำเร็จเมื่อปีที่ผ่านมา หากมองย้อนกลับไปในภาพที่กว้างมากขึ้นถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่รัฐบาลยอมรับตัวเลขที่มีอยู่และมีนโยบายออกมาที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาเรื่องนี้

หลังจากนี้จะเป็นงานในการค้นหาเด็กให้เจอเพื่อนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาไม่ใช่เพียงแค่โรงเรียนแต่เด็กหลายๆ คนอาจจะมีการศึกษาที่ยืดหยุ่นเส้นทางการฝึกอาชีพหรือเส้นทางที่มีการสอดคล้องกับศักยภาพของบุคคล ซึ่งตรงนี้ก็ถือเป็นความท้าทายของระบบการศึกษาไทยว่ามีความยืดหยุ่นมากขึ้นหรือไม่

ส่วนรูปแบบการสื่อสารหรือการจัดการเด็กนอกระบบการศึกษาสำคัญอย่างไรบ้าง ดร.ไกรยส เผยว่า สำคัญอย่างมากเพราะเมื่อค้นหาเจอตัวเด็กนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เรารู้ว่าการแก้ไขปัญหาในเด็กหนึ่งคนอาจจะเกี่ยวข้องกับสุขภาพ เกี่ยวข้องกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) หรือเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ซึ่งการทำงานร่วมกันของแต่ละหน่วยงานไม่ว่าจะหน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานในท้องถิ่น เป็นความท้าทายว่าจะเกิดขึ้นได้จริงๆ หรือไม่ ในระดับ 77 จังหวัด และมาตรการที่เราจะมีข้อเสนอในช่วงวันเด็ก (11 ม.ค.) ที่จะถึงนี้ คือเรื่องของการสร้างการศึกษาที่ยืดยุ่นที่จะเกิดขึ้นถือเป็นความท้าทายของระบบการศึกษาไทยจะสามารถก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ในช่วงใกล้ถึงครึ่งหลังแล้วว่าเราจะมีการศึกษาที่ยืดหยุ่น อาทิ โรงเรียน 3 รูปแบบ , Mobile school หรือศูนย์การเรียนรู้ตามมาตรา 12 ได้หรือไม่ และได้ในพื้นที่ที่กว้างขวางไม่ใช่เฉพาะแค่บางจังหวัด แต่ต้องเกิดขึ้นในทุกๆ จังหวัด

“เด็กที่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลักมีบัตรประชาชนที่จะสามารถไปเรียนรู้ได้ในรูปแบบต่างๆ ได้ เหมือนกับที่เรามีบัตรประชาชนรักษาได้ทุกที่ และการศึกษาสามารถศึกษาได้ทุกที่จะเกิดเกิดขึ้นได้ในเร็ววันนี้หรือไม่ ตรงนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของภาคต่อในเรื่องนี้” ดร.ไกรยส กล่าว

ในปีนี้มีการตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ดร.ไกรยส ระบุว่า ทั้ง 77 จังหวัด จะต้องมีกลไกเกิดขึ้นได้ครบทุกพื้นที่ และมีการค้นหาเด็กให้ได้ครบตามเป้าหมายที่แต่ละจังหวัดที่ตั้งกันไว้ และคาดหวังว่าจะได้ 100% ในการค้นหาในเชิงการค้นหา เพราะการค้นหาคือจุดเริ่มต้นที่เราจะวางแผน วางงบประมาณในปีต่อๆ ไป และสามารถเริ่มต้นที่จะเข้าใจ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องทำไปด้วยและเรียนรู้ไปด้วยว่าทำไมเด็กกลุ่มนี้ถึงเลือกออกมา มีกี่กลุ่มกี่ปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขในปีต่อๆ ไป

ดร.ไกรยส กล่าวต่อว่า การค้นหาและการส่งต่อเป็นจุดเริ่มต้น การทำให้การศึกษาที่มีความยืดหยุ่น เพื่อเด็กเหล่านี้กล้าที่จะกลับเข้าไปเพราะเด็กแต่ละคนต่างมีบาดแผลถึงเลือกออกมาตั้งแต่แรก ฉะนั้นวิธีการในการนำเด็กกลับเข้ามาและนับจำนวนว่าได้เท่าไหร่เป็นวีธีการที่ต้องใช้ระยะเวลา ดังนั้นสิ่งที่เราควบคุมได้คือการค้นหาและค้นหาให้ได้ครบให้อยู่ในเรดาร์ในการวางแผนกลับเข้ามาและนี่คือสิ่งที่เราคาดหวังในปี 68

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...