โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ระวัง! 3 พฤติกรรมหลังมื้ออาหาร อย่าหาทำ เสี่ยงเป็นโรคสมองเฉียบพลัน

News In Thailand

อัพเดต 01 พ.ค. 2568 เวลา 09.41 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2568 เวลา 08.47 น. • ทีมข่าวสยามนิวส์
ระวัง! 3 พฤติกรรมหลังมื้ออาหาร อย่าหาทำ เสี่ยงเป็นโรคสมองเฉียบพลัน

จากเว็บต่างประเทศ ได้รายงานว่า ในยุคปัจจุบันอัตราการเกิด ภาวะหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ ภาวะสมองขาดเลือด (Stroke) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะหลังมื้ออาหาร กลับกลายเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดภาวะนี้เร็วยิ่งขึ้น โดยแพทย์เตือนว่า 3 พฤติกรรมหลังมื้ออาหารต่อไปนี้ อาจเป็นตัวการเงียบที่ทำลายสุขภาพสมองโดยไม่รู้ตัว

1. รับประทานอาหารอิ่มเกินไป หลายคนเชื่อว่าการรับประทานให้อิ่มจัดคือความพึงพอใจ แต่ในความเป็นจริง การกินมากเกินไปอาจส่งผลเสียรุนแรงต่อระบบไหลเวียนโลหิต โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะเมื่อกินมาก ระบบย่อยอาหารต้องการเลือดจำนวนมาก ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองน้อยลง ส่งผลให้ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงฉับพลัน เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในสมอง หรือหลอดเลือดแตก

การศึกษาพบว่า การรับประทานอาหารมากเกินไปยังทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกาย และเร่งกระบวนการแข็งตัวของหลอดเลือด (Atherosclerosis) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน โดยเฉพาะผู้ที่ชอบอาหารมัน อาหารทอด หรือเนื้อสัตว์ปริมาณมาก ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสเกิดภาวะสมองขาดเลือดมากกว่าคนที่ควบคุมอาหารถึง 30%

2. นอนหรือนั่งเอนหลังทันทีหลังมื้ออาหาร หลายคนมักนั่งเอนหลังหรือนอนทันทีหลังอาหารด้วยความเชื่อว่าจะช่วยในการย่อย แต่ในความเป็นจริง พฤติกรรมนี้กลับเป็นผลร้ายต่อระบบทางเดินอาหารและระบบไหลเวียนโลหิต เพราะเมื่อนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร อาหารและกรดในกระเพาะมีแนวโน้มไหลย้อนขึ้นสู่หลอดอาหาร ทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อน หากเรื้อรัง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การนอนหรือเอนตัวทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองน้อยลง เพิ่มความหนืดของเลือด และกระตุ้นการเกิดลิ่มเลือดโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือดอยู่แล้ว แพทย์แนะนำว่า ควรลุกเดินหรือนั่งตรงประมาณ 30-60 นาทีหลังมื้ออาหาร และหากเป็นไปได้ให้เคลื่อนไหวเบา ๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน

3. ดื่มน้ำน้อยเกินไป คนจำนวนไม่น้อยมองข้ามการดื่มน้ำหลังมื้ออาหาร โดยเข้าใจผิดว่าหากไม่รู้สึกกระหายก็ไม่จำเป็นต้องดื่ม ซึ่งความเชื่อนี้อาจเป็นภัยเงียบต่อสุขภาพ เนื่องจากน้ำเป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี การดื่มน้ำน้อยทำให้เลือดหนืดมากขึ้น เพิ่มภาระให้สมองในการลำเลียงเลือด และทำให้เกิดลิ่มเลือดง่ายขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดภาวะสมองขาดเลือด

ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ผู้ที่ดื่มน้ำน้อยมีความเสี่ยงเกิดหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันสูงขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับผู้ที่ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงดื่มน้ำอย่างน้อย 1.5-2 ลิตรต่อวัน โดยควรแบ่งดื่มตลอดวัน รวมถึงหลังอาหาร เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีและลดความเสี่ยงจากการเกิดลิ่มเลือด

ท้ายที่สุดจะเห็นได้ว่า การป้องกันภาวะหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันไม่ใช่เรื่องยาก หากเราเริ่มต้นจากพฤติกรรมเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการใส่ใจพฤติกรรมหลังมื้ออาหาร ไม่กินมากเกินไป ไม่นอนทันที และดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะสุขภาพที่ดี เริ่มต้นได้จากพฤติกรรมที่ถูกต้องทุกวัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...