โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โยนหินถามทางมาตรการ “ซื้อหนี้ประชาชน” สานฝันปลดล็อกเครดิตบูโร เปิดทางกู้ใหม่ ทางออกหรือทางตัน? กับดักหนี้คนไทย

BTimes

อัพเดต 21 มี.ค. 2568 เวลา 23.56 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. 2568 เวลา 07.00 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

เป็นกระแสร้อนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากับแนวคิด “ซื้อหนี้ประชาชน” ของอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” โดยเป็นไอเดียที่ต้องการเคลียร์หนี้ออกจากระบบธนาคาร และล้างเครดิตบูโร ซึ่งทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วงว่านโยบายดังกล่าวจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ หรือเป็นแค่นโยบายขายฝันเพื่อหาเสียงล่วงหน้า? และยังกังวลว่าหากทำได้ก็อาจส่งผลให้เกิดปัญหา NPL เพิ่มมากขึ้น

คุณแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีไอเดีย “ซื้อหนี้ประชาชน” ของอดีตนายกฯ ว่าเรื่องหนี้เป็นเรื่องที่นายทักษิณที่เป็นนักธุรกิจมาก่อนให้ความสนใจ และเคยคุยกันเรื่องนี้อยู่

“ท่านเป็นคนสนใจเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาเรื่องหนี้ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประชาชนว่ามีอะไรบ้างและสามารถคิดอะไรขึ้นมาได้บ้าง เป็นความคิดของคนที่หวังดีกับประเทศ อย่าเพิ่งเล่นประเด็นการเมือง ถ้าเป็นการเมืองจริง ยังต้องผ่านกระบวนการ ครม. ผ่านสภา ผ่านการพูดคุย มีอีกมากที่ต้องผ่าน และไม่ใช่ครอบงำอะไร ย้ำว่าเป็นความคิดของคนที่มีความรู้เท่านั้น” นายกรัฐมนตรีกล่าว

คุณพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่ารัฐบาลจะหาวิธีดึงหนี้ส่วนนี้ออกมาจากสถาบันการเงิน เนื่องจากหนี้ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นหนี้เสียที่สถาบันมีการตั้งสำรองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพไว้ครบ 100% แล้ว และทางเจ้าหนี้ไม่สามารถติดต่อลูกหนี้ได้ รวมถึงจะหาวิธีให้หนี้ดังกล่าวที่ถูกดึงออกมาแล้ว ทำให้ลูกหนี้หลุดจากการติดแบล็กลิสต์เครดิตบูโร ซึ่งเชื่อว่ามีวิธีที่จะสามารถดำเนินการได้

ส่วนวิธีดำเนินการที่สามารถทำได้ เช่น การใช้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ของธนาคารออมสิน ที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ รวมถึงจะพิจารณาหากลไกอื่นๆ เพิ่มเติมในการดึงหนี้ออกมา ซึ่งยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวจะใช้งบประมาณของรัฐบาลไม่มากนัก อาจจะมีเพียงในส่วนของค่าบริหารจัดการ ซึ่งจะไม่เป็นภาระกับรัฐบาล

ปัจจุบันพบว่ามีหนี้ครัวเรือน 13 ล้านล้านบาท ที่ไม่รวมหนี้จากสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยคิดเป็น 9 ล้านบัญชี ลูกหนี้ประมาณ 5 ล้านคน โดยพบว่ากลุ่มที่หนี้ต่ำ 1 แสนบาท มีสัดส่วนประมาณ 35% ของหนี้เสียทั้งระบบ (NPL) ที่มีอยู่ 1.2 ล้านล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะเป็นสินเชื่อเพื่อการอุปโภค บริโภค และบัตรเครดิต

ด้านคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่าแนวคิดมาตรการการซื้อหนี้ประชาชน ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียด เพราะเป็นเรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคิดมานานแล้ว แต่วันนี้เป็นเพียงแค่แนวทาง ยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งคิดว่าคงมีไม่กี่แนวทางที่จะดำเนินการ แต่คาดว่าจะเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้

<นักวิเคราะห์ชี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย>

ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่าความสำเร็จของนโยบายนี้อยู่ที่การจัดหาแหล่งเงินทุน ขณะที่การบริหารหนี้รายย่อยซึ่งมีจำนวนมาก เป็นจุดแตกต่างกับการแก้ปัญหาสินเชื่อธุรกิจ ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีการบริหารหนี้เสียผ่านการขายให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) อยู่แล้ว

กรณีที่มีมาตรการเกิดขึ้น ในระยะสั้นแม้การซื้อหนี้เสีย และ STAGE 2 จะกระทบรายได้ของธนาคารพาณิชย์ตามสินเชื่อที่ลดลง แต่จะได้ประโยชน์ฝั่งคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น และทำให้ทิศทางต้นทุนสำรองหนี้เสียลดลง (Credit Cost) ลดลง เข้ามาชดเชยรายได้

ซึ่งจะเห็นว่าการซื้อหนี้ครั้งนี้อาจเน้นไปที่สินเชื่อที่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อบ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ภาคเอกชนสนใจ เนื่องจากมีสินทรัพย์ค้ำประกัน ส่วนธนาคารพาณิชย์เองก็น่าจะต้องการขายสินเชื่อประเภทนี้หากได้ราคาที่เหมาะสม เพราะโดยทั่วไปแล้ว สินเชื่อบ้านมีสภาพคล่องต่ำ เมื่อเทียบกับสินเชื่อรถยนต์หรือบัตรเครดิตที่สามารถ Write-off หรือขายออกได้รวดเร็ว ส่วนในระยะยาวระดับหนี้เสียที่ลดลงในงบดุลของธนาคาร จะช่วยสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อของธนาคารระยะถัดไป รวมถึงหนุนต่อระดับเงินกองทุน เอื้อให้เกิดการบริหารโครงสร้างเงินทุนในลำดับถัดไป ทั้งการเพิ่มนโยบายปันผลและซื้อหุ้นคืน โดยธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อบ้านสูง นำโดย SCB TTB และ KTB

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าแนวคิดของภาครัฐในการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อซื้อหนี้เสียออกจากระบบ โดยเฉพาะหนี้อุปโภคบริโภคของลูกหนี้รายย่อยนั้น แม้จุดเริ่มต้นของแนวคิดการจัดตั้ง AMC ทั้งในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งและในครั้งนี้มีความเหมือนกันตรงที่การมุ่งแยกหนี้เสียออกจากระบบ แต่กลับอยู่บนเงื่อนไขของเศรษฐกิจการเงินที่แตกต่างกัน

โดยปัญหาในรอบนี้ คือหนี้ NPL ทั้งธุรกิจและรายย่อยจำนวนไม่น้อยผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และมาตรการช่วยเหลือจากทั้งธนาคารพาณิชย์และทางการ สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ปัจจัยด้านรายได้ของธุรกิจและครัวเรือนไม่ชัดเจน ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสำเร็จในการแก้ไขหนี้ นอกจากนี้ตลาดการบริหารหนี้ก็มีความท้าทายมากขึ้นจากการที่หนี้ที่ไหลเข้ามาในระยะหลัง แก้ยากขึ้น อีกทั้งการระบายทรัพย์สู่ตลาดตามกระบวนการทางกฎหมายก็น่าจะใช้เวลาเช่นกัน ท่ามกลางผู้ซื้อและอำนาจซื้อที่จำกัด

ดังนั้นแนวคิดในการจัดตั้ง AMC ในรอบนี้จึงต้องคำนึงถึงสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป เพื่อออกแบบรูปแบบธุรกิจและกลไกการจัดการให้ สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไปมากขึ้น

หากเทียบกับกรณีที่คล้ายคลึงกันของไทยคือ การจัดตั้ง AMC และ TAMC หลังวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่มีหนี้เสียสูงถึง 52.3% ของสินเชื่อรวมในเดือนพฤษภาคม 2542 หรือราว 2.5 ล้านล้านบาท เกินกว่ากำลังของระบบสถาบันการเงินจะแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้นนั้น ทำให้เกิดการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ของภาคเอกชนและภาครัฐตามมาตั้งแต่ปี 2540–2541 จนมีจำนวนกว่า 10 แห่ง เพื่อซื้อหนี้จากธนาคารแม่ แยกออกไปบริหารจัดการเฉพาะ ต่อมาจึงมีการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) หรือ TAMC ในปี 2544 เพื่อซื้อหนี้ก้อนใหญ่ในช่วงปลายวิกฤตดังกล่าว ประมาณ 7.8 แสนล้านบาท จากสถาบันการเงินไปบริหารเพื่อฟื้นฟูและ/หรือปิดจบหนี้

ขนาดของหนี้เสียระบบธนาคารพาณิชย์ สัดส่วน NPL ปรับขึ้นไปสูงสุดที่ 52.30% ของสินเชื่อรวม ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท ณ พฤษภาคม 2542 สัดส่วนเอ็นพีแอลอยู่ที่ 2.70% ต่อสินเชื่อรวม 4.99 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2567 + Stage 2 อยู่ที่ 6.73% ต่อสินเชื่อรวม 1.24 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปี 2567 ดังนั้นแม้จุดเริ่มต้นของแนวคิดการจัดตั้ง AMC ทั้งในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งและในครั้งนี้มีความเหมือนกันตรงที่การมุ่งแยกหนี้เสียออกจากระบบ แต่กลับอยู่บนเงื่อนไขของเศรษฐกิจการเงินที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ได้แก่

  • เป้าหมายการแก้หนี้ที่เน้นหนี้รายย่อยจะทำให้ต้นทุนการบริหารจัดการหนี้สูงขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากจำนวนบัญชีรายย่อยที่เครดิตบูโร มีจำนวนกว่า 9 ล้านบัญชี ซึ่งยังไม่ครอบคลุมถึงหนี้เสียของสหกรณ์ นอนแบงก์ในธุรกิจลิสซิ่ง หรือนอนแบงก์ที่ไม่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร

  • ปัญหา Moral Hazard ของลูกหนี้ โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าการขายหนี้ให้ AMC บริหารลูกหนี้มีโอกาสได้รับเงื่อนไขการชำระหนี้ใหม่ที่แตกต่างหรือผ่อนปรนกว่าเดิม โดยเฉพาะหาก AMC ซื้อหนี้ดังกล่าวมาในราคาที่ไม่สูง ซึ่งภายใต้เงื่อนไขเศรษฐกิจที่ไม่ แน่นอนอย่างเช่นในปัจจุบัน อาจกระตุ้นให้ลูกหนี้ดีหรือลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหา เลือกปฏิเสธการจ่ายหนี้และกลายเป็น NPL มากขึ้น ซึ่งจะกลับมาทำให้เจ้าหนี้ยิ่งเพิ่ม

  • ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อระบบการเงินโดยรวม ดังนั้นการตีกรอบเงื่อนไขการรับซื้อหนี้ของลูกหนี้จากสถาบันการเงินให้มีความเหมาะสม จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ระบบเครดิตของไทยยังยืนอยู่ได้ในอนาคต

  • การแก้หนี้ที่ยั่งยืนยังต้องอาศัยการแก้ไขจากฝั่งรายได้ ควบคู่กับการสร้างวินัยและวัฒนธรรมในการใช้จ่ายที่ถูกต้อง จึงจะเป็นการแก้หนี้อย่างยั่งยืนที่แท้จริง

<แบงก์ชาติเน้น 3 ประเด็นก่อนซื้อหนี้>

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ระบุว่าตามที่ได้มีการสอบถามในประเด็นการซื้อหนี้ประชาชนและล้างประวัติเครดิตบูโรนั้น ขณะนี้ยังต้องรอความชัดเจนของรูปแบบประเภทหนี้ที่จะเข้าข่าย และรายละเอียดต่างๆ ก่อน ซึ่งที่ผ่านมาในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ธปท. คำนึงถึงหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1. ต้องสนับสนุนวินัยทางการเงินที่ดี ไม่สร้างแรงจูงใจที่ผิด จนทำให้เกิดปัญหา moral hazard กล่าวคือต้องมีกลไกส่งเสริมให้ลูกหนี้มีวินัยและมีความรับผิดชอบทางการเงิน ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการเป็นหนี้ซ้ำซ้อนในอนาคต
2. สนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของลูกหนี้ในระยะข้างหน้า กล่าวคือความช่วยเหลือที่ให้ต้องไม่ไปลดทอนความแม่นยำในการประเมินความเสี่ยงของเจ้าหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ด้วยต้นทุนที่เป็นธรรม
และ 3. ต้องแก้ปัญหาหนี้อย่างตรงจุด และเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบการเงินในภาพรวม โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากรและงบประมาณของประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยมีความซับซ้อนจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายในการช่วยกันแก้ไขปัญหา การออกแบบมาตรการจึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างครบวงจร โดยคำนึงถึงสาเหตุของปัญหา หลักการของการทำมาตรการ และผลข้างเคียงอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดผลสูงสุดแก่ทั้งลูกหนี้และระบบเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

<พฤติกรรมคนไทย เป็นหนี้เร็ว เป็นหนี้นาน>

รายงานข้อมูลจากเครดิตบูโร ปี 2566 พบว่าคนไทย 25.5 ล้านคน หรือมากกว่า 1 ใน 3 (38.2%) ของประชากรไทยมีหนี้ มูลค่าหนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 259,291 บาทต่อคน ขณะที่คนที่มีหนี้เกิน 1 ล้านบาท มีสัดส่วนอยู่ที่ 13.5% คนไทยที่เป็นหนี้ มีหนี้เฉลี่ย 3.3 บัญชีต่อคน โดยหนี้ครัวเรือนของไทยคิดประมาณ 91% ต่อจีดีพี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่อาจไม่สร้างรายได้ โดย 67% ของบัญชีหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต เป็นบัญชีหนี้ที่อาจสร้างรายได้ หรือความมั่งคั่งเพียง 17% เช่น หนี้บ้าน หนี้ธุรกิจ หนี้เพื่อการทำเกษตร

อีกทั้งกลุ่มเป็นหนี้เกินตัว คือกลุ่มเกษตรกรมีสัดส่วนรายที่นำไปจ่ายคืนหนี้อยู่ที่ประมาณ 34% และกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอยู่ที่ 41% โดย 40 % ของลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิตเลือกจ่ายแค่ขั้นต่ำ ทำให้หนี้พอกขึ้นเรื่อยๆ

ตอนนี้รัฐบาลเองยังไม่ได้มีรายละเอียดที่ชัดเจนออกมา ซึ่งยังไม่สามารถคาดเดาได้ถึงข้อดีข้อเสียที่แน่ชัด เพราะยังมีหลายกระแสว่าแนวทางนี้มีโอกาสเป็นไปได้จริง หรือจะ “ดับฝัน” คนเป็นหนี้ที่รอการช่วยเหลือ ในขณะที่ฝั่งลูกหนี้ดี ไม่มีประวัติเสียก็ยังอยากให้รัฐบาลหันมาเหลียวแลใส่ใจไม่แพ้กัน…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...