โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รวบขบวนการจีนดำปลอมบัตรเถื่อน พบมีหมายแดงติดตัว

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 06 มี.ค. 2568 เวลา 15.34 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2568 เวลา 08.17 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

6 มี.ค. – ตำรวจสอบสวนกลาง รวบขบวนการจีนดำ ปลอมบัตรเถื่อน พบมีหมายแดงติดตัวหลอกคนจีนเป็นหมื่นล้าน มาทำซ้ำในประเทศไทย ปลอมบัตรประชาชนเปิดบริษัทรับฟอกเงินให้เมียวดี และปอยเปต

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. และ พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จราวัสน์ ผกก.3 บก.ป. ได้ร่วมแถลงจับกุมนายลี และพวก ร่วมกันปลอมแปลงบัตรประชาชน ชี้เป้ารีดเงิน เสียหายหลายหมื่นล้านบาท จับกุมผู้ต้องหา 6 ราย คือ
1.นายลี สัญชาติจีน อายุ 43 ปี
2.นางเอ้ สัญชาติเมียนมา อายุ 30 ปี
ส่วนผู้ต้องหา 4 ราย สัญชาติไทย อยู่ระหว่างจำคุกในคดีอื่น

พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ ระบุว่า เริ่มต้นจากมีผู้เสียหายคนจีน ถูกตำรวจยึดทรัพย์จำนวน 5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี เข้ามาแจ้งความที่กองปราบ / ผู้เสียหายเล่าว่า เมื่อช่วงประมาณเดือน พ.ย.65 ผู้เสียหายได้เข้าไปในกลุ่ม Facebook ของคนจีน ในนั้นมีโพสต์ระบุว่า “สามารถทำบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน และเอกสารอื่นๆ ของคนไทยได้ ให้คนจีนได้อย่างถูกต้อง คิดค่าดำเนินการ 1 ล้านบาท” ผู้เสียหายเห็นว่าทำได้จริง ก็ได้พูดคุยผ่านแชท จนมีการนัดหมายกันไปทำบัตรประชาชนที่เทศบาลแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ในวันนัดหมายทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหาได้เดินทางไปที่เทศบาลตั้งแต่เช้า ดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่าง ทั้งรอคิว ถ่ายรูป แต่ไม่มีการกรอกเอกสารอะไร จนแล้วเสร็จตอนเที่ยง ก็ได้บัตร ปชช.ออกมา จากนั้นก็ได้จ่ายค่าดำเนินการให้กับผู้ต้องหาจำนวน 1 ล้านบาท หลังจากที่ได้บัตรประชาชนมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเอาบัตรประชาชนไปทำพาสปอร์ต ผู้ต้องหามีการพาผู้เสียหายไปที่กรมการกงสุล แจ้งวัฒนะ พอไปถึงมีนายหน้าคนไทยพาไปนั่งรอที่ร้านกาแฟ และในระหว่างที่รอทำบัตรพาสปอร์ตก็มีตำรวจ ตม. 3 นาย แสดงตัวเข้าควบคุมตัวผู้เสียหายและขอตรวจค้น และพบว่ามีบัตรประชาชนปลอม จากนั้นมีการพาตัวเข้าไปในที่ทำการของเจ้าหน้าที่ ตม. และเรียกเงินจำนวน 5 ล้านบาท แต่ผู้เสียหายต่อรองเหลือ 2 ล้านบาท เป็นอันตกลงกันที่เงินจำนวนนี้

จากนั้นทางผู้ต้องหาได้มีการนำ QR Code ที่อยู่ในโทรศัพท์ให้ผู้เสียหายสแกนจ่ายเป็นเงิน USDT หรือเงินคริปโทเคอร์เรนซี จากนั้นเงินก็ไหลเข้ากระเป๋า wallet และก็ถูกโอนต่อไปอีกทอดหนึ่ง จากนั้นผู้เสียหายได้ถูกปล่อยตัวออกมากลางดึกของวันนั้น ผู้เสียหายเกิดความกลัวเลยเก็บเรื่องนี้ไว้นานนับปี จนกระทั่งมีคนแนะนำให้มาแจ้งความที่กองปราบฯ ทาง กก.3 ได้มีการสืบสวนเคสดังกล่าวพบว่า มีกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันก่อเหตุอยู่หลายกลุ่ม และมีการทำเป็นกระบวนการ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมด้วย ในการทำ บัตร ปชช.จะมีการสวมเลขบัตรของคนไทยในจังหวัดที่ห่างไกล จากการตรวจสอบพบว่าเจ้าของเลขบัตรประชาชนมีตัวตนอยู่จริง มีอาชีพทำไร่ ทำนา อยู่ต่างจังหวัด

ในขบวนการพบว่ามีการก่อเหตุหลายคน มีทั้งคนชี้เป้า มีคนค้นข้อมูลของผู้เสียหาย กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รีดเอาทรัพย์ และยังพบเส้นทางการเงินว่ามีการโอนเงินต่อหลายทอด โอนไปที่บริษัทนอมินี ที่มีเจ้าของเป็นคนสัญชาติจีน มีกรรมการผู้ถือหุ้นเป็นคนไทย จากการตรวจสอบพบว่า กรรมการผู้ถือหุ้นไม่มีส่วนในการบริหารจัดการในบริษัทเลย ทำไร่ ทำนา และได้รับเงินค่าจ้างเป็นรายเดือน 10,000-20,000 บาท บริษัทนี้เชื่อว่าเป็นบริษัทที่รับฟอกเงินกับธุรกิจผิดกฎหมาย เนื่องจากบริษัทนี้จะรับเงินจากหลายที่และแปลงเป็นคริปโทเคอร์เรนซี และมีการรับเงินที่โอนมาจากแม่สอด ใกล้กับเมียวดี และปอยเปต ประเทศเพื่อนบ้านด้วย มีการโอนเงินมาหลายล้านบาท ส่วนตรงนี้ต้องขยายผลต่อเพิ่มเติม

นอกจากนี้ตัวนายลี ได้หลบหนีเข้ามายังประเทศไทย เพราะได้มีการฉ้อโกงในประเทศจีนกว่า 3,000 ล้านหยวน หรือเป็นเงินไทยกว่า 14,000 ล้านบาท ลงมือก่อเหตุในปี 2562 และหนีเข้าไทยในปี 2564 ในวีซ่านักท่องเที่ยว หลังจากนั้นก็ได้มีการสวมบัตรหัว 0 ซึ่งเป็นคนที่อยู่ตะเข็บชายแดน ทำไร่ทำนา และไม่ได้แจ้งเกิด ไม่มีสถานะทางทะเบียน รับรองการเกิดโดยผู้นำชุมชน หรือผู้ใหญ่บ้าน นายลีและภรรยาซื้อบัตรหัว 0 มาในราคา 60,000 บาท พอซื้อบัตรได้สัญชาติไทย เขาก็มีสิทธิ์เหมือนคนไทย สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ ได้รับการรักษาเหมือนคนไทยทุกอย่าง และย้ายไปอยู่ที่ศรีราชา มีบ้าน มีรถ ใช้ชีวิตปกติเหมือนคนไทยทั่วไป จากนั้นเขายังเปิดบริษัทร่วมกับนอมินีคนไทย ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ มีนายหน้ารับจดทะเบียนบริษัทให้ มีการระบุที่ตั้งของบริษัทชัดเจน แต่เมื่อไปตรวจสอบพบว่าไม่มีการดำเนินกิจการอยู่จริง ไม่มีที่ตั้งบริษัท ไม่มีพนักงาน และยังพบอีกว่าที่ตั้งบริษัทนั้นเป็นที่ตั้งอีก 14 บริษัท คนที่เป็นหุ้นส่วนก็เป็นชื่อซ้ำๆ ของคนไทย ตำรวจได้สุ่มเรียกชื่อของหุ้นส่วนบริษัทมา 5 ที่ ทุกคนยอมรับว่าไม่ได้เป็นหุ้นส่วนจริง เป็นเพียงผู้ถูกว่าจ้างให้มาเปิดบริษัทเท่านั้น และเชื่อว่าถ้าขยายผลต่อไปจะเจออีกกว่า 100 บริษัทที่เป็นลักษณะเดียวกัน

กก.3 ได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานจนสามารถออกหมายจับ 6 หมาย จากการตรวจค้น 11 จุดใน 7 จังหวัดทั่วประเทศ พบบุคคลตามหมายจับ 2 ราย คือ นายลี และนางเอ้ ภรรยา ในข้อหา ฉ้อโกงประชาชน, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกดำเนินคดีในข้อหา กรรโชกทรัพย์ ซ้ำเดิม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดนี้เคยก่อเหตุในลักษณะนี้มาแล้ว ในการอุ้มรีดคนจีนที่มีบัตรประชาชนปลอม เชื่อได้ว่ามีการทำเป็นขบวนการ จากการสอบยังพบอีกว่า ในบริษัทที่มีคนไทยเป็นนอมินี ใน 1 ปีที่ผ่านมามีเงินหมุนเวียนกว่า 400-500 ล้านบาท ส่วนนี้ต้องขยายผลต่อ และเร็วๆ นี้จะมีการออกหมายจับเพิ่มอีก 18 หมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างสืบสวนว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องอีกบ้าง. -420-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...