โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ทักษิณ’ ย้อนรอยผลงาน ดันวิธี ‘ซื้อหนี้’ ประชาชน รอบนี้จะได้ผลหรือไม่?

TODAY

อัพเดต 20 มี.ค. 2568 เวลา 16.02 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2568 เวลา 09.02 น. • workpointTODAY

แนวคิด ‘ซื้อหนี้’ ทั้งหมดของประชาชนออกจากระบบธนาคาร ย้ายเจ้าหนี้ใหม่โดยมีองค์กรขึ้นมาบริหารและมีเอกชนรับผิดชอบ ที่ออกจากปาก ‘ทักษิณ ชินวัตร’ เป็นประเด็นถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางแบบเสียงแตกว่า “ทำได้หรือไม่”

ท่ามกลางยอดหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น “หนี้ส่วนบุคคล” ปริมาณมหาศาล แม้ดูเหมือนทักษิณจะเคยทำสำเร็จค่อนข้างสูงมาแล้วสมัยแก้หนี้ผ่านการซื้อหนี้จากสถาบันการเงินหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งตอนนั้นสถาบันการเงินหรือธุรกิจที่มีหนี้เป็นเงินดอลลาร์กลายเป็นมีหนี้ขึ้นเป็น 2 เท่าเพียงข้ามวัน ส่งผลให้ล้มกันระเนระนาด

แต่หนนี้ พอมาเป็นหนี้ส่วนบุคคล เรื่องไม่น่าจะเดินตามรอยเดียวกันได้ขนาดนั้น

แต่คอนเซ็ปต์หลักของการ ซื้อหนี้ คือการพยายามทำให้ ผู้คน ‘คลีน’ ขึ้น ไม่ติดเครดิตบูโร และกลับเข้าสู่ระบบการเงิน ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ง่ายขึ้น ผู้คนนำเงินเพื่อไปลงทุนต่อยอดหาเงินได้เพิ่มขึ้น แทนที่จะ ‘จมหนี้’ วน

ถ้าดูจากสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยที่ประมาณ 90% แม้จะมีแนวโน้มลดลง แต่ถือว่ายังสูง สภาพตอนนี้คือ ผู้คนยังกดดันไม่กล้าใช้เงิน รัดเข็มขัดแน่น ทำให้เศรษฐกิจไม่โตต่อ

[ ไอเดียซื้อหนี้แบบไม่ใช้เงินรัฐบาล แต่ให้เอกชนลงทุน ]

‘ทักษิณ’ ยืนยันว่า แนวคิดซื้อหนี้จะไม่ใช้เงินรัฐบาล แต่จะให้เอกชนลงทุน ถ้าพูดให้เห็นภาพคือ ทักษิณตามรอยผลงานเก่าของตัวเองสมัยแก้วิกฤตเศรษฐกิจปี 40 ที่มีการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือที่เรียกย่อๆ ว่า AMC ขึ้น อย่าง บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) และ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เพื่อจัดการหนี้เสียในระบบ โดยตอนนี้มีหลายบริษัท เช่น BAM,JMT,CHAYO,TH และ KCC

กลไกการทำงานของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก็จะรับโอนหนี้เสียหรือสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ จากสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์ ขายสินทรัพย์ที่มีปัญหาให้กับ AMC โดยสินทรัพย์ที่โอนมาส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระคืนได้ และติดข้อมูลเครดิต ซึ่ง AMC มักได้รับสินทรัพย์เหล่านี้ในราคาส่วนลดจากมูลค่าจริง (เช่น 30-50% ของหนี้ที่แท้จริง)

ตัวอย่างเช่น หนี้เสียมูลค่า 100 ล้านบาท อาจขายให้ AMC ในราคาเพียง 40 ล้านบาท แล้วบริษัทก็จะไปตามต่อลูกหนี้แล้วไกล่เกลี่ยให้เกิดการชำระหนี้ขึ้น ซึ่งถ้าตามได้และจ่ายหมด ลูกหนี้ก็จะกลับสู่ประวัติใสสะอาดมีชีวิตใหม่ ส่วนบริษัทนักทวงก็ได้รายได้จากการทวงเหล่านั้น เพราะซื้อหนี้มาในราคาถูก และทวงกลับมาอาจได้ราคาเต็ม

[ ทำได้จริงหรือ? ]

‘พิชัย ชุณหวชิร’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังแบ่งรับแบ่งสู้ เมื่อนักข่าวถามว่า ตกลงต้องใช้เงินรัฐหรือไม่ รมว.คลัง ตอบว่า ยังไม่ทราบเงื่อนไข แต่เชื่อว่ารัฐบาลต้องอุดหนุนทางใดทางหนึ่ง

ฟังแบบนี้เท่ากับว่ายังมีความเป็นไปได้ และเป็นไปไม่ได้ ถ้าจะบอกว่ารัฐไม่ต้องใช้เงินสักบาท

และบอกว่า มีการคิดไว้หมดแล้วว่ามีกี่วิธี จะเริ่มอันไหนก่อนหน้าหลัง

หนึ่งเบาะแสที่ว่าคิดและเตรียมเรื่อง ‘ซื้อหนี้’ ไว้แล้ว คือเมื่อปีที่แล้วมีการจัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด หรือ ARI-AMC นี่เป็นการร่วมทุนกันระหว่างธนาคารออมสิน และบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM

วัตถุประสงค์หลักเป็นธุรกิจเพื่อสังคม โดยมีกำไรในระดับที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ได้เข้ากระบวนการปรับโครงสร้างหนี้หรือไกล่เกลี่ยหนี้ มีโอกาสหลุดพ้นจากการเป็นผู้เสียประวัติทางเครดิตได้เร็วขึ้น กลับมาเป็นสถานะหนี้ผ่อนปกติหรือหนี้ปิดบัญชีจะทำให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในอนาคต และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบได้

ในระยะแรกจะรับซื้อและรับโอนหนี้จากธนาคารออมสินเพียงแห่งเดียวก่อน เป็นการรับซื้อหนี้สินเชื่อทั่วไปทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน เป็นกลุ่มลูกหนี้สินเชื่อรายย่อย SMEs รวมถึงหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ที่มีสถานะ NPLs หนี้สูญ รวมถึง NPA ที่มียอดหนี้ไม่เกิน 20 ล้านบาท ครอบคลุมลูกหนี้ที่ยังไม่ดำเนินคดี และดำเนินคดีแล้ว

มีรายงานความคืบหน้าว่า บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด ได้รับการโอนหนี้ ครั้งที่ 1 จำนวนกว่า 130,000 บัญชี วงเงิน 11,000 ล้านบาท และธนาคารออมสินจะทำการโอนหนี้อีก 2 ครั้ง ภายในต้นปี 2568 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลูกหนี้ได้ทั้งหมดกว่า 400,000 บัญชี คิดเป็นมูลค่าเงินต้นกว่า 30,000 ล้านบาท ทำให้น่าจับตาว่าบริษัทนี้อาจตั้งขึ้นมาเพื่อตอบรับนโยบายจากรัฐบาลนั่นเอง

[ ครัวเรือนไทยมีภาระหนี้สินเฉลี่ย 606,378 บาท/ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นหนี้เสีย ]

แล้วคนไทยเป็นหนี้อะไรทำไมหนี้ครัวเรือนถึงสูง สะดุดเศรษฐกิจ?

ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 2567 จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 1,300 คน พบว่า ครัวเรือนไทยมีภาระหนี้สินเฉลี่ย 606,378 บาท/ครัวเรือน โดยคิดเป็นสัดส่วนหนี้ในระบบ 69.9% และ หนี้นอกระบบอีก 30.1% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.4% และเพิ่มสูงสุดตั้งแต่มีการสำรวจในรอบ 16 ปี และสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลก คิดเป็น 90.4-90.8% ของ GDP ประเทศ

โดยหนี้สินส่วนใหญ่คือ หนี้บัตรเครดิต รองลงมาคือ หนี้ซื้อยานพาหนะ หนี้ส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภค หนี้ที่อยู่อาศัย หนี้เพื่อการประกอบธุรกิจ และหนี้การศึกษา ขณะเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบรายได้และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในปัจจุบันพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 46.3 มีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 1-1.5 แสนบาท/เดือน

นี่คือเรื่องราวเท่าที่รู้และสถานการณ์ความเคลื่อนไหวตอนนี้ถึงไอเดีย ‘ซื้อหนี้’ จาก ‘ทักษิณ ชินวัตร’ มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะเดินหน้าเรื่องนี้ชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาประชาชนที่มี ‘เครดิตเสีย’ มีหนี้เสียติดตัวให้เข้าสู่ระบบการผ่อนชำระ หมดหนี้ นับหนึ่งตั้งต้นใหม่ โดยความหวังว่าปลอดหนี้แล้วธนาคารพาณิชย์จะกล้าปล่อยกู้ และจะเป็นผลไปถึงการช่วยลดปัญหาหนี้นอกระบบ และสุดท้ายก็หวังว่า จะช่วยให้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของทั้งประเทศ (อาจจะ) ลดลงตามไปด้วย

แต่ทว่าเรื่องนี้ก็ยังไม่ใช่ง่ายๆ เพราะยังมีอีกหลายความท้าทายถ้าจะเกิดนโยบายนี้ขึ้นจริงๆ และต้องมั่นใจว่าเหล่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ทั้งหลายมีวิธีที่ครอบคลุมบริหารจัดการ รับหนี้เสียได้มีประสิทธิภาพจริงๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...