โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความรักหน้าตาประมาณไหน? พาส่อง 3 เรื่องลับๆ ของหัวใจ ที่คุณไม่เคยรู้!

INN News

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 09.50 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 03.51 น. • INN News

เพื่อน ๆ เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่า ว่ารูปทรงหัวใจที่เราเห็นกันจนชินตานั้นมันมีที่มาจากไหน แล้วทำไมเวลานึกถึงสีที่เกี่ยวกับความรัก มักจะต้องเป็นสีแดงกับสีชมพูกันด้วยนะ ? เป็นสีดำ หรือสีฟ้าไม่ได้เหรอ ? วันนี้จึงอยากชวนเพื่อน ๆ มาร่วมไขปริศนานี้ไปพร้อม ๆ กัน !

รูปทรงหัวใจ มาจากไหนกัน ♥

รูปทรงหัวใจแบบที่ทุกคนเห็นจนคุ้นตาในทุกวันนี้ จริง ๆ แล้วเป็นทรงที่มีมานานตั้งแต่สมัยกลุ่มอารยธรรมอินเดียโบราณ (Indus Civillization) มีอายุอยู่ในช่วงราว ๆ 2500 - 1700 ปีก่อนคริสตกาล พบหลักฐานชิ้นสำคัญเป็นเครื่องปั้นรูปร่างคล้ายจานก้นตื้นทรงหัวโค้งมนประกบกันสองด้าน ปัจจุบันชิ้นงานถูกจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏ แสดงให้เห็นว่าเดิมทีรูปทรงหัวใจมีอยู่ผ่านอารยธรรมโบราณมาอย่างช้านานแล้ว เพียงแค่ไม่ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในฐานะของสัญลักษณ์แห่งความรัก จนกระทั่งศตวรรษที่ 13 รูปทรงหัวใจได้ถูกหยิบยกมาใช้ในเชิงรัก ๆ ใคร่ ๆ มากขึ้น

อย่างหนึ่งบทประพันธ์สัญชาติฝรั่งเศส “Roman de la poire” ซึ่งตีพิมพ์ในราว ๆ ปี ค.ศ. 1250 ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ทำให้รูปทรงหัวใจเริ่มได้รับความนิยมในฐานะสัญลักษณ์แห่งความรัก โดยมีฉากเด่นคือภาพที่ชายหนุ่มยกหัวใจมอบให้แก่ผู้หญิงที่เขารัก หัวใจเลยกลายเป็นอวัยวะที่ถูกมองว่าเป็นสิ่งแทนความรัก จากนั้นทรงหัวใจก็ได้รับความนิยมตามมา

ถึงแม้ว่าในช่วงแรก รูปทรงหัวใจจะถูกวาดกลับหัว แต่เมื่อถึงศตวรรษที่ 15 ทรงหัวใจก็ถูกพัฒนาเป็นรูปแบบที่พวกเราคุ้นเคยกันดีในปัจจุบัน

ในขณะเดียวกัน ฝั่งของคริสตจักรคาทอลิกได้มีการอ้างถึงนิมิตของนักบุญมากาเร็ต เพื่อผลักดันแนวคิดที่ว่าหัวใจของพระเยซูเป็นต้นแบบของรูปทรงหัวใจ แม้ในความเป็นจริงแล้ว รูปทรงหัวใจเช่นนี้จะมีอยู่ในประวัติศาสตร์มาอย่างช้านาน แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าศาสนาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อิทธิพลของรูปทรงหัวใจแพร่หลายไปสู่ผู้คนทั่วทุกมุมโลกอย่างรวดเร็ว

ที่มาของสีแดงและสีชมพูอันสื่อถึงความรัก

หากย้อนไปในช่วงศตวรรษที่ 17 กระบวนการผลิตสีแดงในฝรั่งเศสขณะนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เนื่องจากจำเป็นต้องสกัดสารย้อมสีมาจากแมลงตัวเล็ก ๆ บนต้นกระบองเพชรเม็กซิโก ด้วยมูลค่าที่แสนแพง การให้ของขวัญที่มีสีแดงจึงถือเป็นการแสดงความรักอันยิ่งใหญ่ต่อผู้รับ ทำให้สีแดงและสีชมพูกลายเป็นสีที่ใครต่อใครก็ต้องนึกถึงโดยอัตโนมัติเวลาพูดถึงความรักนั่นเอง

สีแดงเป็นสีที่สื่อถึงความแข็งแกร่งทางอารมณ์และสร้างความดึงดูดได้ดีกว่าสีอื่น ๆ อีกทั้งยังเป็นสีของ เลือด ส่วนประกอบในร่างกายพวกเรา จึงเป็นสีที่เหมาะกับการแสดงออกอย่างลึกซึ้งในเรื่องของความรักและความโรแมนติก โดย Ms.Chattopadhyay นักจิตวิทยาชาวอินเดีย ได้อธิบายว่า “สีแดงเป็นสีที่ดึงดูดพวกเราอย่างปฏิเสธไม่ได้ อีกทั้งยังเป็นสีที่สื่อถึงความหลงใหลและพลังทางเพศ”

ในปกรณัมโรมันและกรีกเองก็ปรากฏความเชื่อมโยงของเรื่องรัก ๆ กับสีแดงเหมือนกันนะ อย่างเช่นเทพีวีนัส (Venus) หรืออะโฟร์ไดท์ (Aphrodite) ที่เรารู้จักกันดีว่านางคือเทพีแห่งความรัก ก็มักจะพบภาพจำลองการแต่งกายของนางที่พันร่างกายตนเองด้วยผ้าสีแดง

หรือแม้แต่ดอกกุหลาบแดงที่มอบให้กันในวันวาเลนไทน์ ก็เกิดขึ้นมาจากตำนานที่เล่าขานกันว่าเลือดของเทพีอะโฟร์ไดท์ได้หยดลงบนกลีบดอกกุหลาบสีขาว กุหลาบแดงจึงได้กลายมาเป็นดอกไม้ที่ใช้เพื่อแสดงถึงความรัก

เมื่อสีแดงผสมกับสีขาว จะกลายเป็นสีชมพูที่มีความอ่อนหวาน บริสุทธิ์ และอ่อนโยนกว่าสีแดง สีนี้จึงมักใช้เพื่อสื่อถึงความรักในเชิงมิตรภาพ หรือความรักภายในครอบครัวเสียมากกว่า

รสชาติกับการเปรียบเทียบความรัก

นอกจากนี้ เพื่อน ๆ เคยได้ยินวลีอย่าง “เติมความหวานให้ความรัก” หรือ “ความรักอันแสนขมขื่น” กันบ้างหรือเปล่า แล้วเคยสงสัยกันหรือไม่ว่ารสชาติมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับความรัก ในแนวทางการศึกษาของ Cognitive Linguistics หรือภาษาศาสตร์ปริชาน ศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาภาษาศาสตร์กับประสาทจิตวิทยาและวิทยาการรู้คิด อธิบายว่าทั้งหมดนี้เป็นการเลือกหยิบพฤติกรรมและอารมณ์ที่ได้จากการลิ้มรสชาติมาเปรียบเทียบกับรูปแบบของความรัก

โดยผลจากงานวิจัยของ ไบรอัน ไมเออร์ ศาสตราจารย์ภาคจิตวิทยา จาก Gettysburg College และดร.เคนดัล เอสไคน์ อาจารย์ผู้ช่วยภาคจิตวิทยาและประสาทจิตวิทยา Wheaton College สามารถกล่าวได้ว่า รสชาติมีอิทธิพลต่ออารมณ์และพฤติกรรมของมนุษย์ลองนึกถึงภาพเวลาที่เราชิมอาหารที่มีรสชาติหวานดูสิ สังเกตได้ว่าพฤติกรรมและอารมณ์ของพวกเรามีแนวโน้มพัฒนาเป็นไปในทางบวกหรือทางที่ดีขึ้น

กลับกันกับรสชาติขม ปฏิกิริยาของมนุษย์มักจะแสดงออกในทิศทางตรงกันข้าม ความแตกต่างกันอย่างชัดเจนนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รสชาติหวานและขมถูกนำมาเทียบกับความรักที่มีทั้งด้านดีและด้านแย่

โดยการเปรียบเทียบรสชาติกับความรักถูกแสดงผ่านกลวิธีทางภาษาแบบมโนอุปลักษณ์ (Conceptual Metaphor) ที่กำหนดให้รสชาติหวานและขม เป็นแบบเปรียบ (Source Domain) และรูปแบบของความรักที่ดีและไม่ดี เป็นแบบถูกเปรียบ (Target Domain)

เพราะเช่นนี้ เราเลยสามารถเห็นได้ตามบทสนทนาในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่ตามโฆษณาต่าง ๆ ที่เลือกใช้รสชาติในการเปรียบเปรยถึงความรัก

บางวัฒนธรรม สีแดงถูกใช้เพื่อสื่อความหมายอื่น ๆ นอกเหนือจากความรัก เช่น ในสังคมประเทศจีน ที่เชื่อว่าสีแดงเป็นสีของความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรือง หากพูดถึงสีที่สื่อถึงความรัก มักเป็นสีม่วงที่ชาวจีนเลือกให้ความยึดถือมากกว่า จึงกล่าวได้ว่า สีแต่ละสีจะมีความหมายในด้านใด และเป็นไปในทิศทางไหน ต่างก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อ ประวัติศาสตร์ หรือวัฒนธรรมของสังคมนั้น ๆ

สุดท้ายแล้ว สีและรูปทรงเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่มนุษย์ใช้สื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน เหมือนรูปทรงหัวใจและสีแดง ชมพู ที่สมาชิกในสังคมโลกใช้ร่วมกันด้วยความหมายค่อนข้างเป็นสากล โดยอาศัยการแพร่กระจายผ่านปัจจัยทางคริสต์ศาสนาตั้งแต่สมัยยุคกลางจนถึงปัจจุบันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่เครื่องมือหรือปัจจัยที่จะสามารถใช้ในการสื่อถึงความรักได้ดีเท่าความรู้สึกนึกคิดแท้จริงของเรา แล้วความรักของทุกคนล่ะ เป็นสีอะไรกัน?

ข้อมูล :

Artandobject

Britannica

Frontiersin

Nails.silcare

Nepalnews

Newsbytesapp

NPR

Paperpapers

Pubmed

Skierscribbler

Thechairmanbao

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...