ตำรวจทลายรังแก๊งอ้างตัวเป็นธนาคารส่ง SMS แนบลิงค์ดูดเงิน
ผบ.ตร.นำทีมแถลงทลายรังแก๊งอ้างตัวเป็นธนาคาร ส่ง SMS แนบลิงค์ดูดเงินเหยื่อ
พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อม พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโล พร้อมคณะ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์, กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. , ผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย และเครือข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ร่วมแถลงข่าวการจับกุมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมตรวจยึดรถโมบายเคลื่อนที่ และอุปกรณ์เครื่องส่งสัญญาณส่ง SMS ที่ใช้ในการส่งลิงก์ปลอมเป็นธนาคารและหน่วยงานต่าง ๆ
สำหรับพฤติกรรมของขบวนการดังกล่าวพบว่ากลุ่มขบวนการที่กระทำความผิด จะนำเครื่องจำลองสถานีฐาน (False Base Station) ใส่ไว้ในรถที่มีการดัดแปลง ก่อนขับออกไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยหากรถแล่นผ่านไปทางใด ก็จะส่งสัญญาณไปยังโทรศัพท์มือถือที่อยู่บริเวณใกล้เคียง เพื่อส่งข้อความสั้น (SMS) ในลักษณะลิงก์ปลอม อ้างชื่อเป็นสถาบันการเงิน , กรมสรรพากร หรือ การไฟฟ้า เป็นต้น โดยหากประชาชนหลงเชื่อและกดลิงก์ดังกล่าว ก็จะถูกให้ติดตั้งแอพพลิเคชั่นควบคุมเครื่องระยะไกล โดยสามารถโอนเงินออกจากบัญชีธนาคารของเครื่องโทรศัพท์ที่ติดตั้งแอพพลิเคชั่นประเภท Mobile Banking ได้ทันที
พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า คดีอาชญากรรมออนไลน์ถือเป็นปัญหาที่สำคัญที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการทำระบบรับแจ้งความออนไลน์ในปี 2565 ซึ่งเป็นการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐบาลได้ออก พ.ร.ก. มารตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566
มาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ซึ่งตั้งแต่มีนาคมถึงพฤษภาคม พบความเสียหายจากการหลอกลวงสูงถึงกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งกรณีแอปดูดเงิน ได้มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ด้วยการใช้เครื่องมือส่งสัญญาณ sms อ้างอิงเป็นสถาบันการเงินหรือหน่วยงานอื่น ๆ ไปยังมือถือของประชาชน โดยแต่ละเครื่องสามารถต่อส่งข้อมูลได้ถึง 20,000 เครื่อง ซึ่งคนร้ายมีเครื่องมือดังกล่าวถึง 5 เครื่องด้วยกัน
ด้าน พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวว่า การจับกุมในครั้งนี้ อาศัยความร่วมมือจากธนาคารที่ให้ข้อมูล โดยธนาคารพบว่า ที่ผ่านมามีการแจ้งร้องเรียนอย่างน้อย 10,000 สายต่อวัน ถูกส่งมาที่ธนาคาร ซึ่ง สอท.ได้นำข้อมูลของธนาคารที่ได้มา ไปเชื่อมโยงกับข้อมูลของเครือข่ายโทรศัพท์ต่าง ๆ จนได้เส้นทางของคนร้าย ก่อนสะกดรอยจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 6 คน ยึดรถได้ 4 คัน อุปกรณ์ในการส่งสัญญาณ หรือ สถานีหลอก ได้ 5 เครื่อง โดยในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
โดยให้การว่าได้รับการติดต่อว่าจ้างจากคนรู้จักที่ทำงานอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะได้รับค่าจ้างสำหรับการวิ่งส่งสัญญาณเดือนละ 80,000 บาท ซึ่งสิ่งที่ต้องแจ้งเตือนประชาชน คือ ปัจจุบันคนร้ายได้มีการย้ายจุดก่อเหตุจากบริเวณชายแดน เข้ามาก่อเหตุในเมืองเพิ่มมากขึ้น โดยใช้เครื่องมือที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ สำหรับอุปกรณ์สตริงเรย์ หรือ อุปกรณ์ส่งสัญญาณนั้น พบว่าเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในต่างประเทศในการสืบหาข้อมูล ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้มีการทดสอบการส่ง SMS เข้าไปยังมือถือของผู้ที่ร่วมการแถลงข่าว ซึ่งพบว่าสามารถส่งข้อความ SMS เข้ามายังมือถือของผู้ที่อยู่ภายในพื้นที่ได้จริง
อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ ต้องหาทั้ง 6 คน จะถูกดำเนินคดีในข้อหา "ร่วมกัน ทํา มี ใช้ นําเข้า นําออก หรือค้า ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาต , ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาต , ร่วมกันใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาต , เป็นอั้งยี่หรือซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา"
สำหรับอุปกรณ์ส่งสัญญาณดังกล่าว พบการใช้ในครั้งแรกเมื่อ 17-18 ปีที่แล้ว ในพื้นที่ของฮ่องกง ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวได้มีการสอบถามไปยังเจ้ากรมอุตสาหกรรมทหาร เพื่อตรวจสอบว่าเครื่องมือดังกล่าวเป็นยุทธภัณฑ์หรือไม่ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งเบื้องต้นพบว่าเครื่องมือดังกล่าวสามารถส่งได้เพียงข้อความเพียงเท่านั้น และจะไม่สามารถที่จะส่งข้อความเสียงได้แต่อย่างใด ซึ่งหากเป็นยุทธภัณฑ์ทางทหาร ก็จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง
ขณะที่นางพิชชาอร (สงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี ผู้เสียหาย เปิดเผยถึงพฤติการณ์ของแก๊งมิจฉาชีพว่า ขณะที่ตนเองนั่งทำงานอยู่ได้มี SMS ส่งมาหาตนเอง โดนข้อความระบุว่า "บัญชีของคุณกำลังมีผู้พยายามทำธุรกรรม" ซึ่งก็มีการแนบลิ้งค์มาใน SMS ตนเองได้กดไปที่ลิ้งค์ดังกล่าว และระบบได้ระบุให้เพิ่มเพื่อนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และเปลี่ยนชื่อลิ้งค์เป็น K Connect
จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ทักมาสอบถามชื่อ และข้อมูลการใช้งานของตนว่าทำธุรกรรมอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่หรือไม่ โดยตนเองได้ปฏิเสธและระบุว่าตนเองอยู่ที่กรุงเทพฯ จากนั้นทางกลุ่มมิจฉาชีพได้แจ้งข้อมูลว่ามีผู้พยายามทำธุรกรรมกับบัญชีของตนผ่านอีเมล ซึ่งข้อมูลทุกอย่างที่แจ้งถูกต้องทั้งหมด รวมทั้งยังทราบด้วยว่าตนเองมีบัญชีเงินฝากทั้งหมด 4 บัญชี
หลังจากนั้นจะให้กดแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า "เค ซีเคียวริตี้" ที่ระบุว่า แอปฯ นี้จะสามารถตรวจสอบต้นตอได้ว่าบุคคลใดกำลังเข้าระบบบัญชีของตนเองอยู่ แต่ข้อเท็จจริงแล้วการกดเข้าไปคือการรีโมทโทรศัพท์ของตนเองอยู่ และหลังจากนั้นจะไม่สามารถทำอะไรกับโทรศัพท์ได้ ลักษณะคล้ายโทรศัพท์กำลังอัพเดทอยู่โดยขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ และเมื่อโทรศัพท์อัพเดทเสร็จสิ้นก็พบว่าเงินได้ถูกโอนออกไปแล้วจากทั้งหมด 4 บัญชี เป็นจำนวนราว 3 แสนกว่าบาท และจากบัญชีบัตรเครดิตที่มิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีของธนาคารไทยพาณิชย์ และเข้าไปเปลี่ยนวงเงินเป็นเงินสดอีกราว 8 หมื่นบาท รวมทั้งหมดเสียหายรวมกว่า 4 แสนบาท ซึ่งรวมเวลาที่แก๊งมิจฉาชีพใช้ในการหลอกทำธุรกรรมอยู่ที่ราว 30 - 35 นาที
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews