โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตำรวจทลายรังแก๊งอ้างตัวเป็นธนาคารส่ง SMS แนบลิงค์ดูดเงิน

INN News

เผยแพร่ 25 พ.ค. 2566 เวลา 08.46 น. • INN News

ผบ.ตร.นำทีมแถลงทลายรังแก๊งอ้างตัวเป็นธนาคาร ส่ง SMS แนบลิงค์ดูดเงินเหยื่อ

พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อม พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโล พร้อมคณะ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์, กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. , ผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย และเครือข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ร่วมแถลงข่าวการจับกุมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมตรวจยึดรถโมบายเคลื่อนที่ และอุปกรณ์เครื่องส่งสัญญาณส่ง SMS ที่ใช้ในการส่งลิงก์ปลอมเป็นธนาคารและหน่วยงานต่าง ๆ

สำหรับพฤติกรรมของขบวนการดังกล่าวพบว่ากลุ่มขบวนการที่กระทำความผิด จะนำเครื่องจำลองสถานีฐาน (False Base Station) ใส่ไว้ในรถที่มีการดัดแปลง ก่อนขับออกไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยหากรถแล่นผ่านไปทางใด ก็จะส่งสัญญาณไปยังโทรศัพท์มือถือที่อยู่บริเวณใกล้เคียง เพื่อส่งข้อความสั้น (SMS) ในลักษณะลิงก์ปลอม อ้างชื่อเป็นสถาบันการเงิน , กรมสรรพากร หรือ การไฟฟ้า เป็นต้น โดยหากประชาชนหลงเชื่อและกดลิงก์ดังกล่าว ก็จะถูกให้ติดตั้งแอพพลิเคชั่นควบคุมเครื่องระยะไกล โดยสามารถโอนเงินออกจากบัญชีธนาคารของเครื่องโทรศัพท์ที่ติดตั้งแอพพลิเคชั่นประเภท Mobile Banking ได้ทันที

พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า คดีอาชญากรรมออนไลน์ถือเป็นปัญหาที่สำคัญที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการทำระบบรับแจ้งความออนไลน์ในปี 2565 ซึ่งเป็นการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐบาลได้ออก พ.ร.ก. มารตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566

มาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ซึ่งตั้งแต่มีนาคมถึงพฤษภาคม พบความเสียหายจากการหลอกลวงสูงถึงกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งกรณีแอปดูดเงิน ได้มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ด้วยการใช้เครื่องมือส่งสัญญาณ sms อ้างอิงเป็นสถาบันการเงินหรือหน่วยงานอื่น ๆ ไปยังมือถือของประชาชน โดยแต่ละเครื่องสามารถต่อส่งข้อมูลได้ถึง 20,000 เครื่อง ซึ่งคนร้ายมีเครื่องมือดังกล่าวถึง 5 เครื่องด้วยกัน

ด้าน พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวว่า การจับกุมในครั้งนี้ อาศัยความร่วมมือจากธนาคารที่ให้ข้อมูล โดยธนาคารพบว่า ที่ผ่านมามีการแจ้งร้องเรียนอย่างน้อย 10,000 สายต่อวัน ถูกส่งมาที่ธนาคาร ซึ่ง สอท.ได้นำข้อมูลของธนาคารที่ได้มา ไปเชื่อมโยงกับข้อมูลของเครือข่ายโทรศัพท์ต่าง ๆ จนได้เส้นทางของคนร้าย ก่อนสะกดรอยจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 6 คน ยึดรถได้ 4 คัน อุปกรณ์ในการส่งสัญญาณ หรือ สถานีหลอก ได้ 5 เครื่อง โดยในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

โดยให้การว่าได้รับการติดต่อว่าจ้างจากคนรู้จักที่ทำงานอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะได้รับค่าจ้างสำหรับการวิ่งส่งสัญญาณเดือนละ 80,000 บาท ซึ่งสิ่งที่ต้องแจ้งเตือนประชาชน คือ ปัจจุบันคนร้ายได้มีการย้ายจุดก่อเหตุจากบริเวณชายแดน เข้ามาก่อเหตุในเมืองเพิ่มมากขึ้น โดยใช้เครื่องมือที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ สำหรับอุปกรณ์สตริงเรย์ หรือ อุปกรณ์ส่งสัญญาณนั้น พบว่าเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในต่างประเทศในการสืบหาข้อมูล ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้มีการทดสอบการส่ง SMS เข้าไปยังมือถือของผู้ที่ร่วมการแถลงข่าว ซึ่งพบว่าสามารถส่งข้อความ SMS เข้ามายังมือถือของผู้ที่อยู่ภายในพื้นที่ได้จริง

อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ ต้องหาทั้ง 6 คน จะถูกดำเนินคดีในข้อหา "ร่วมกัน ทํา มี ใช้ นําเข้า นําออก หรือค้า ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาต , ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาต , ร่วมกันใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาต , เป็นอั้งยี่หรือซ่องโจรตามประมวลกฎหมายอาญา"

สำหรับอุปกรณ์ส่งสัญญาณดังกล่าว พบการใช้ในครั้งแรกเมื่อ 17-18 ปีที่แล้ว ในพื้นที่ของฮ่องกง ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวได้มีการสอบถามไปยังเจ้ากรมอุตสาหกรรมทหาร เพื่อตรวจสอบว่าเครื่องมือดังกล่าวเป็นยุทธภัณฑ์หรือไม่ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งเบื้องต้นพบว่าเครื่องมือดังกล่าวสามารถส่งได้เพียงข้อความเพียงเท่านั้น และจะไม่สามารถที่จะส่งข้อความเสียงได้แต่อย่างใด ซึ่งหากเป็นยุทธภัณฑ์ทางทหาร ก็จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง

ขณะที่นางพิชชาอร (สงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี ผู้เสียหาย เปิดเผยถึงพฤติการณ์ของแก๊งมิจฉาชีพว่า ขณะที่ตนเองนั่งทำงานอยู่ได้มี SMS ส่งมาหาตนเอง โดนข้อความระบุว่า "บัญชีของคุณกำลังมีผู้พยายามทำธุรกรรม" ซึ่งก็มีการแนบลิ้งค์มาใน SMS ตนเองได้กดไปที่ลิ้งค์ดังกล่าว และระบบได้ระบุให้เพิ่มเพื่อนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และเปลี่ยนชื่อลิ้งค์เป็น K Connect

จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ทักมาสอบถามชื่อ และข้อมูลการใช้งานของตนว่าทำธุรกรรมอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่หรือไม่ โดยตนเองได้ปฏิเสธและระบุว่าตนเองอยู่ที่กรุงเทพฯ จากนั้นทางกลุ่มมิจฉาชีพได้แจ้งข้อมูลว่ามีผู้พยายามทำธุรกรรมกับบัญชีของตนผ่านอีเมล ซึ่งข้อมูลทุกอย่างที่แจ้งถูกต้องทั้งหมด รวมทั้งยังทราบด้วยว่าตนเองมีบัญชีเงินฝากทั้งหมด 4 บัญชี

หลังจากนั้นจะให้กดแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า "เค ซีเคียวริตี้" ที่ระบุว่า แอปฯ นี้จะสามารถตรวจสอบต้นตอได้ว่าบุคคลใดกำลังเข้าระบบบัญชีของตนเองอยู่ แต่ข้อเท็จจริงแล้วการกดเข้าไปคือการรีโมทโทรศัพท์ของตนเองอยู่ และหลังจากนั้นจะไม่สามารถทำอะไรกับโทรศัพท์ได้ ลักษณะคล้ายโทรศัพท์กำลังอัพเดทอยู่โดยขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ และเมื่อโทรศัพท์อัพเดทเสร็จสิ้นก็พบว่าเงินได้ถูกโอนออกไปแล้วจากทั้งหมด 4 บัญชี เป็นจำนวนราว 3 แสนกว่าบาท และจากบัญชีบัตรเครดิตที่มิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีของธนาคารไทยพาณิชย์ และเข้าไปเปลี่ยนวงเงินเป็นเงินสดอีกราว 8 หมื่นบาท รวมทั้งหมดเสียหายรวมกว่า 4 แสนบาท ซึ่งรวมเวลาที่แก๊งมิจฉาชีพใช้ในการหลอกทำธุรกรรมอยู่ที่ราว 30 - 35 นาที

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...