โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คุณแม่ยุคใหม่ วางแผนการเงินอย่างไรให้รอบด้าน?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 ส.ค. 2564 เวลา 06.17 น. • เผยแพร่ 14 ส.ค. 2564 เวลา 07.00 น.

ในยุคโควิดยิืดเยื้อรุนแรงอาจทำให้ความฝันของใครหลายคนที่ต้องการมีลูกเพื่อสร้างครอบครัว อาจต้องคิดหนักขึ้นกว่าเดิม เพราะต้องเตรียมพร้อมรับมือหลายๆ เรื่องโดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่ายตั้งแต่ค่าคลอด ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน ค่ากิจกรรม และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอีกมากมาย

ทางธนาคารเกียรตินาคินภัทรและเจนเนอราลี่(ไทยแลนด์) จึงได้ออกแบบแนวทางการวางแผนทางการเงินสำหรับคุณแม่ยุคใหม่ ที่จะช่วยส่งผลให้อนาคตของลูกเเละอนาคตของคุณเติบโตขึ้นพร้อมๆ กันอย่างมีคุณภาพได้

การวางแผนทางการเงินเริ่มต้นจากการจัดสรรรายได้

โดยการบริหารจัดการรายรับและรายจ่าย โดยมีสูตร 50-30-20 แบ่งสัดส่วนรายได้ตามหมวด ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

  • Need จำเป็น (50%) สิ่งจำเป็นในชีวิตที่คุณขาดไม่ได้และจำเป็นต้องจ่าย เช่น ค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของลูก
  • Want อยากได้ (30%) สิ่งที่เราอยากได้ เพื่อเติมเต็มความสุข หรือเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น เช่น gadget การท่องเที่ยว เสื้อผ้า
  • Save เก็บออม (20%) กันไว้เผื่อเป้าหมายใหม่ในอนาคต หรือเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน สำหรับบางครอบครัวอาจกันส่วนนี้ไว้ได้น้อยเพราะค่าใช้จ่ายที่จำเป็นนั้นค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ควรออมต่ำกว่า 10% เพราะยิ่งมีส่วนนี้มากความรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

บริหารเงินออมให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยแบ่งเงินที่เก็บออมเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เก็บเผื่อยามฉุกเฉิน ควรมีให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายของเราต่อเดือนอย่างน้อย 3-6 เดือน ควรฝากบัญชีออมทรัพย์หรือเก็บในรูปแบบเงินสดเพื่อความคล่องตัวในการนำออกมาใช้เมื่อจำเป็น กับอีกส่วนหนึ่งที่นำมาต่อยอดให้เกิดรายรับเพิ่ม หรือสร้างมูลค่าเงินออมให้สูงขึ้นด้วยการลงทุน  ไม่ว่าจะเป็นลงทุนในทองคำ อสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวม หุ้น รวมถึงการทำประกัน

เมื่อกล่าวถึงการประกันภัยนับว่าเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ทั้งช่วยสร้าง ส่วนเก็บออม (Save) และป้องกันความเสี่ยงจากการสูญเสียส่วนของ (Need) และ (Want) ได้อีกด้วย ดังนั้นการทำประกันจึงเป็นทั้งการลงทุนและให้ความคุ้มครองที่คุณแม่ควรมีอยู่ในแผนการเงินของครอบครัว

ประกันช่วยดูแลทุกช่วงชีวิตและช่วยคิดอย่างรอบด้าน

เมื่อเป้าหมายของคุณแม่คือการเห็นอนาคตที่ดีของลูกในทุกช่วงวัย การตั้งเป้าหมายล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ และหากจะเลือกวางแผนทางการเงินด้วยการทำประกันให้เหมาะสมกับช่วงวัยของลูกและของคุณแม่ด้วยแล้ว ก็จะเห็นแผนที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

  • ช่วงแรกคลอดถึงวัยเด็กของลูก ประกันสุขภาพของลูกและประกันสุขภาพหรือประกันโรคร้ายแรงของคุณพ่อคุณแม่นับเป็นเรื่องจำเป็น เพราะค่ารักษาปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ประกันสุขภาพจะช่วยป้องกันความเสี่ยงไม่ให้สูญเสียเงินแบบไม่คาดคิด
  • เมื่อถึงวัยเข้าโรงเรียน แน่นอนว่าย่อมอยากให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด อาจจะมองหาประกันสะสมทรัพย์ที่ซื้อให้ลูกหรือตัวของคุณแม่เองด้วยเช่นกัน ซึ่งข้อดีของประกันประเภทนี้คือมีเงินคืนให้อย่างสม่ำเสมอ ตามสัญญาประกันชีวิต เช่น ทุกปี/ทุก 2 ปี/ทุก 3 ปี และเป็นการจ่ายเบี้ยระยะสั้น ๆ เช่น 5/10/15 ปี มีระยะเวลาครบกำหนดสัญญาที่แน่นอนและไม่ยาวมาก เช่น 12/15/20/25 ปี จึงสามารถนำมาใช้ในการวางแผนการศึกษาของลูกได้ เช่น อีก 10 ปีข้างหน้าลูกจะเข้ามหาวิทยาลัย อีก 5 ปีถัดไปลูกจะเรียนต่อปริญญาโท เป็นต้น สำหรับในช่วงเริ่มต้นสร้างครอบครัวใหม่ ๆ อาจจะซื้อไว้ส่วนหนึ่ง แล้วเมื่อถึงช่วงวัยที่คุณแม่มีหน้าที่การงานมั่นคงมากขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น (วัยทำงานตอนกลาง อายุ 35-45 ปี) ก็สามาถซื้อเพิ่มได้อีก
  • ประกันชีวิตแบบตลอดชีพก็เป็นสิ่งที่คนมีครอบครัวควรต้องมี เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราเมื่อไหร่ การทำทุนประกันสูง ๆ เท่าที่เราชำระค่าเบี้ยไหวเอาไว้ จะช่วยซื้อความสบายใจล่วงหน้าได้ว่าแผนการศึกษาของลูกจะไม่สะดุด และเงินก้อนนี้ก็ยังส่งมอบเป็นมรดกให้ลูกหลานในอนาคตได้เช่นกัน
  • ประกันชีวิตที่ไม่ควรมองข้ามคือประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่ควรมีไว้ก่อนอายุ 50 ปี (วัยทำงานตอนกลางถึงตอนปลาย อายุ 35-50 ปี) เพื่อเป็นการเตรียมเงินไว้ใช้หลังวัยเกษียณ (อายุ 55-88 ปี มีเงินบำนาญรายปีให้) จะได้มีเงินสำหรับใช้จ่ายประจำวัน ท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ โดยที่ไม่ต้องรบกวนเงินของลูก ๆ ที่จะต้องทำหน้าที่ดูแลครอบครัวของเขาเช่นกัน
  • นอกจากนี้ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit linked) ที่เป็นการรวมเอาข้อดีของประกันชีวิตแบบตลอดชีพกับการลงทุนในกองทุนรวมมาไว้ด้วยกัน ทำให้ได้ทั้งความคุ้มครองแบบระยะยาว และเพิ่มเติมคือผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมอีกด้วย จึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าประกันชีวิตทั่วไป ถ้ามีประกันชีวิตพื้นฐานครบถ้วนแล้ว หากยังพอจะมีกำลังในการจัดสรรเงินออมมาจ่ายเบี้ยประกันเพิ่ม ประกันชีวิตควบการลงทุนก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม การทำประกันหรือการลงทุนในแบบต่างๆ ไม่ได้มีสูตรตายตัว เพราะเป้าหมายของแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน

เพราะคุณภาพชีวิตของลูกนั้นสำคัญ คงจะดีไม่น้อยที่คุณแม่จะเตรียมแผนทางการเงินที่ครอบคลุมรอบด้านไว้เพื่อเป้าหมายในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...