โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

"คลินิกแก้หนี้" ผ่อนเกณฑ์ดึงคนเข้าร่วม-ตั้งเป้าปีนี้ 1.5 หมื่นราย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ก.ค. 2563 เวลา 04.26 น. • เผยแพร่ 22 ก.ค. 2563 เวลา 04.17 น.

ธปท.ปรับเงื่อนไข “คลินิกแก้หนี้” ขยับวันต้องเป็น NPL ก่อน 1 ก.ค. 63 จากเดิมดีเดย์ที่ 1 ม.ค. 63 พร้อมปลดล็อกผู้เข้าโครงการก่อหนี้ใหม่ได้ก่อนครบ 5 ปี หากชำระเงินต้นได้อย่างน้อย 50% “SAM” คาดหลังปรับเกณฑ์ลูกหนี้แห่เข้าโครงการมากขึ้น คาดปีนี้ 1.5 หมื่นราย มูลหนี้ 2 พันล้านบาท

นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า มองไปข้างหน้า ผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 จะส่งผลให้จำนวนลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (หนี้บัตร) มีแนวโน้มกลายเป็นหนี้เสียสูงขึ้น ดังนั้น การที่เจ้าหนี้และลูกหนี้สามารถตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ร่วมกัน จะเป็นวาระทางเศรษฐกิจที่สำคัญมาก

โดยเฉพาะหนี้บัตร ซึ่งเป็นหนี้ที่มีจำนวนบัญชีลูกหนี้มากที่สุดในบรรดาหนี้รายย่อยทั้งหมด “ความสำคัญของแผนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กลางของโครงการคลินิกแก้หนี้ จึงอยู่ที่การเป็นหนึ่งในทางออกที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาหนี้บัตรของลูกหนี้รายย่อยจำนวนมาก ลุกลามกลายเป็นวิกฤตหนี้รายย่อยที่อาจจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดียึดทรัพย์ในวงกว้าง ซึ่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่จะเกิดขึ้นไม่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้” นางธัญญนิตย์กล่าว

ทั้งนี้ ล่าสุด คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการคลินิกแก้หนี้ เห็นชอบให้ปรับปรุงเงื่อนไขของโครงการ 2 เรื่อง คือ ปรับคุณสมบัติลูกหนี้โดยเลื่อนวันของการเป็น NPL (วัน cut-off date) จากเดิมผู้สมัครต้องเป็นหนี้เสีย หรือ NPL ก่อนวันที่ 1 ม.ค. 2563 มาเป็นวันที่ 1 ก.ค. 2563 และการปรับเกณฑ์ห้ามก่อหนี้ใหม่ จากเดิมกำหนดให้ผู้เข้าโครงการห้ามก่อหนี้ใหม่ภายในเวลา 5 ปี โดยเพิ่มเกณฑ์ว่า หากสามารถผ่อนชำระเงินต้นได้อย่างน้อย 50% ก็สามารถขอสินเชื่อใหม่ได้ ซึ่งอาจใช้เวลาไม่ถึง 5 ปี เพื่อให้โครงการสามารถขยายความช่วยเหลือ

ลูกหนี้ในวงกว้างมากขึ้น รวมทั้งกำหนดให้ผู้ให้บริการทางการเงินต้องเสนอแผนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในลักษณะเดียวกับคลินิกแก้หนี้ ให้แก่ลูกหนี้ที่ต้องการแก้ปัญหาด้วย

“ลูกหนี้ที่เป็น NPL หากสมัครเข้ามาตรการพื้นฐานขั้นต่ำเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยในระยะที่ 2 สามารถขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรนได้โดยตรงกับผู้ให้บริการทางการเงินด้วย” นางธัญญนิตย์กล่าว

นายนิยต มาศะวิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) กล่าวว่า นับตั้งแต่เปิดโครงการคลินิกแก้หนี้เมื่อเดือน มิ.ย. 2560 ปัจจุบันมียอดสะสมของผู้เข้าโครงการ 6,200 ราย มูลหนี้ 1,500 ล้านบาท และนับแต่ต้นปี 2563 มามีเข้าโครงการ 2.8 หมื่นล้านบาทเซ็นสัญญาแล้ว 3,000 ราย เป็นมูลหนี้ 700 ล้านบาท

โดยในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยในโครงการคลินิกแก้หนี้ลงมาอยู่ที่ 2-5% จากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 4-7% ต่อปี จนถึงเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งฐานลูกหนี้ส่วนใหญ่ประมาณ 90% เป็นผู้ที่มีรายได้ประจำ และอีก 10% เป็นอาชีพอิสระ โดยที่ผ่านมา ผู้ที่เข้าโครงการสามารถแก้ไขหนี้แล้วออกจากโครงการได้ราว 10% ทั้งนี้ คาดว่าหลังมีการปรับเงื่อนไขภายในสิ้นปีนี้จะมีลูกหนี้เข้าโครงการ 1-1.5 หมื่นราย มูลหนี้ราว 2,000 ล้านบาท

“เราคาดว่าจะมีคนเข้าโครงการคลินิกแก้หนี้มากขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอ และการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ ที่ขยายความช่วยเหลือ เพื่อรองรับลูกหนี้ที่กลายเป็นเอ็นพีแอลในวงกว้างมากขึ้น”

นายนิยตกล่าวด้วยว่า จากแนวโน้มNPL ที่จะเพิ่มขึ้นในปี 2564 ภายหลังจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินครบอายุ ในภาพใหญ่ยังไม่ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับการปรับบทบาทการรับซื้อหนี้ แต่ในส่วนของบริษัทได้เตรียมแผนการรับซื้อหนี้มาบริหาร ด้วยการเตรียมสภาพคล่องเงินสด ผ่านการระดมทุนหรือออกพันธบัตรไว้รองรับ ส่วนปีนี้ในครึ่งปีแรก SAM ซื้อหนี้เข้ามาบริหารแล้ว 5,000-6,000 ล้านบาท จากเป้าหมายรับซื้อทั้งปีอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ปีนี้ บริษัทตั้งเป้าระบายสินทรัพย์รอการขาย (NPA) 2,500 ล้านบาท จากครึ่งปีแรกขายได้ 1,000 ล้านบาท เพื่อเก็บเงินสดไว้รับซื้อหนี้อีกทางหนึ่ง ซึ่งคาดว่าช่วงที่เหลือของปีจะขายได้ตามเป้า เนื่องจากในช่วงโควิด-19 คนยังมีความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ แต่ต้องการทรัพย์ราคาถูกลง ซึ่งบริษัทได้ปรับราคาทรัพย์ลงราว 20-30% เพื่อกระตุ้นยอดขาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...