โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เชื่อมั่นท่องเที่ยว Q1 ซึม หวั่นนโยบาย ‘ทรัมป์’ ทุบซ้ำ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 เม.ย. 2568 เวลา 11.57 น. • เผยแพร่ 06 เม.ย. 2568 เวลา 00.58 น.

จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม-31 มีนาคม 2568 หรือไตรมาส 1/2568 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมรวม 9,549,004 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 462,747 ล้านบาท

โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,331,434 คน รองลงมาคือ มาเลเซีย 1,153,496 คน รัสเซีย 722,202 คน อินเดีย 543,770 คน และเกาหลีใต้ 497,930 คน ตามลำดับ

หากวิเคราะห์ตัวเลขข้างต้นเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา พบว่าไตรมาสแรกปีนี้ ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโตขึ้นราว 2% ขณะที่เดือนมีนาคม 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงจากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ประมาณ 2.6 แสนคน และเป็นการลดลงต่อเนื่องจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568

เชื่อมั่น Q1/68 สูงกว่าปี’67

แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ให้ข้อมูลว่า จากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการการท่องเที่ยวในประเทศไทย ไตรมาส 1/2568 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จังหวัดสงขลา พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวไตรมาส 1/2568 อยู่ในระดับ 83 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/2567 ที่อยู่ในระดับ 75

หากเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ผู้ประกอบการทั่วประเทศมองว่าในไตรมาสนี้ดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาเล็กน้อย (81) แต่ก็ยังต่ำกว่าระดับที่ต่ำกว่าปกติ

“ในไตรมาสแรกของปี 2568 นี้แม้จะมีเทศกาลสำคัญหลายเทศกาล เช่น เทศกาลปีใหม่ วาเลนไทน์ และตรุษจีน แต่ด้วยประเด็นปัญหาลักพาตัวนักแสดงจีน ทำให้สร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นอย่างมาก ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนหดตัวอย่างชัดเจนเมื่อเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน”

อัตราเข้าพักโรงแรมเฉลี่ย 56%

ในส่วนของอัตราการเข้าพักโรงแรมทั่วประเทศนั้นพว่า ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา โรงแรมของไทยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยรวมร้อยละ 56 โดยภาคใต้มีอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ร้อยละ 71 รองลงมาเป็นภาคตะวันออก ร้อยละ 63 ขณะที่ภาคกลางมีอัตราการเข้าพักต่ำสุดที่ร้อยละ 48

สำหรับโรงแรมและที่พักในกรุงเทพฯนั้นพบว่า อัตราการเข้าพักและรายได้ลดลงมากเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2567 ทั้งนี้ อาจเป็นผลจากการเกิด PM 2.5 ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหลีกเลี่ยงการมาเที่ยวในกรุงเทพฯ และหันไปพักโรงแรมในภาคใต้และภาคตะวันออกมากขึ้น

คาดไตรมาส 2 (ยัง) ร่วงต่อ

ข้อมูลจากการสำรวจยังคาดการณ์ว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวไตรมาส 2/2568 จะอยู่ในระดับ 81 ลดลงกว่าไตรมาส 1/2568 เล็กน้อย (83) แต่จะดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่อยู่ในระดับ 79

โดยผู้ประกอบกาท่องเที่ยวรในเกือบทุกภูมิภาคคาดว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวในไตรมาส 2 นี้จะลดลงกว่าไตรมาสแรก ยกเว้นภาคกลางที่คาดว่าจะดีขึ้น โดยภาคใต้ (89) ประเมินว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวจะเป็นบวกมากกว่าภูมิภาคอื่น รองลงมาคือภาคตะวันออก (82) ภาคตะวันตก (77) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (77)

ทั้งนี้ หากแยกตามประเภทธุรกิจจะพบว่า ผู้ประกอบการร้านขายของฝากของที่ระลึก สวนสนุก/ธีมพาร์ค คาดว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวในไตรมาส 2 นี้จะดีขึ้นกว่าไตรมาส 1/2568

ส่วนบริการขนส่งนักท่องเที่ยว ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจสปา/นวดแผนไทย และสถานบันเทิง คาดว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวในไตรมาส 2 นี้จะลดลงจากไตรมาส 1

หวัง “สงกรานต์” หนุน

อย่างไรก็ตาม มองว่าประเทศไทยยังมีปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลต่อการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 2 เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน หรือ “เที่ยวคนละครึ่ง” ซึ่งรัฐบาลมีแผนจะออกในช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2568 เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่น ภายใต้งบประมาณเฟสแรกประมาณ 3,500 ล้านบาท สำหรับ 1 ล้านสิทธิ

เทศกาลสงกรานต์ หรือ Maha Songkran World Water Festival 2025 ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “มหาสงกรานต์ มหาสนุก” ในพื้นที่ 17 จังหวัดทั่วประเทศ 5 เมืองอัตลักษณ์ 12 เมืองน่าเที่ยวจาก 4 ภาค และกรุงเทพฯ อีก 4 จุดใหญ่ พร้อมส่งเสริม Soft Power ผ่านบทเพลงสงกรานต์ 20 ภาษา

โครงการแจกเงิน 10,000 เฟส 3 ที่คาดว่าจะโอนเงินให้กลุ่มที่เป็นเป้าหมายได้ในช่วงไตรมาส 2 นี้

ขณะที่ในส่วนของตลาดต่างประเทศนั้นพบว่า ทั่วโลกมีการเปิดเส้นทางการเชื่อมต่อสายการบินมากขึ้น นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินทางได้หลายเส้นทาง นอกจากนี้กระบวนการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองโดยเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์จะช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวได้ดียิ่งขึ้น

รวมถึงมาตรการวีซ่าฟรีและการยกเว้นแบบ ตม.6 สำหรับบางประเทศที่ยังคงทำเให้เกิดความสะดวกรวดเร็วยของกระบวนการเดินทางเข้า-ออกประเทศ และเอื้อให้นักท่องเที่ยวจากทุกประเทศทั่วโลกเดินทางเข้ามาประเทศไทยได้มากขึ้น

หวั่นนโยบาย “ทรัมป์” ทุบซ้ำ

ขณะเดียวกันในช่วงไตรมาส 2 นี้ก็มีปัจจัยเสี่ยงที่มีนัยสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากนโยบายของสหรัฐ หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นครั้งที่ 2

โดยคาดการณ์ว่านโยบายของ “โดนัลด์ ทรัมป์” จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนและเกิดความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้าที่สหรัฐจะขึ้นภาษีนำเข้ามาเป็นเครื่องมือเจรจาต่อรอง โดยประเทศไทยติดอันดับที่ 11 ของประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ และอาเซียนเองก็เกินดุลการค้าเป็นอันดับ 2 รองจากจีน

ทำให้ประเทศไทยและประเทศใอานเซียนอาจตกเป็นเป้าหมายของมาตรการทางการค้าของสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลต่อภาคการค้าของไทยและอาจจะกระทบถึงภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอนาคต

นอกจากนี้ปรากฏการณ์การช่วงชิงนักท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นทั่วเอเชีย ทั้งญี่ปุ่น จีน เวียดนาม เกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ ต่างก็มีกลยุทธ์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเช่นกัน

กราฟิก ยอดนักท่องเที่ยว

คาดปี’68 นักท่องเที่ยว 38 ล้าน

ข้อมูลการสำรวจดังกล่าวยังคาดการณ์ด้วยว่า ในช่วงไตรมาส 1/2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 9 ล้านคน ต่ำกว่าปี 2562 ร้อยละ 11.4 มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 470,300 ล้านบาท น้อยกว่าปี 2562 ร้อยละ 9.4

และคาดว่าทั้งปี 2568 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมประมาณ 38.2 ล้านคน ต่ำกว่าปี 2562 ร้อยละ 4.3 และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 1,879,658 ล้านบาท ต่ำกว่าปี 2562 ร้อยละ 1.7 (ดูตารางประกอบ)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชื่อมั่นท่องเที่ยว Q1 ซึม หวั่นนโยบาย ‘ทรัมป์’ ทุบซ้ำ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...