นักกฎหมาย เสนอแก้ไขกระบวนการยุติธรรม ผู้บริสุทธิ์ต้องไม่ถูกคุมขังในเรือนจำ
นักกฎหมาย เสนอแก้ไขกระบวนการยุติธรรม ผู้บริสุทธิ์ต้องไม่ถูกคุมขังในเรือนจำ หลังพบ 7.4 หมื่นคน เป็นเพียงผู้ต้องหา-จำเลยที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำความผิด
วันที่ 26 ก.พ.2568 นายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ เสนอให้ปรับปรุงแก้ไขกระบวนการยุติธรรม หลังพบผู้ต้องหาหรือจำเลยผู้ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ากระทำความผิดหรือไม่ ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ต้องถูกคุมขังเรือนจำกว่า 70,000 คน
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ข้อมูลของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า เมื่อเดือนมกราคม 2568 ในเรือนจำมีการคุมขังผู้คนกว่าสามแสนคน ในจำนวนนี้มีคนที่ยังบริสุทธิ์ถึง 1 ใน 4 รวม 74,143 คนถูกคุมขังทั้งที่ไม่มีความผิด เนื่องจากเป็นเพียงผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำความผิด
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 29 วรรคสองว่า ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคําพิพากษา อันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทําความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทําความผิดมิได้
แต่ในปัจจุบันมีคนกว่าเจ็ดหมื่นคนที่ถูกกุมขังอยู่ในเรือนจำ ได้รับการปฏิบัติเหมือนเช่นเดียวกับนักโทษที่ได้รับการลงโทษเนื่องจากมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด
นายสุรพงษ์กล่าวว่า นอกจากนี้ผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ยังไม่สามารถใช้การคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองไว้ในกระบวนการยุติธรรม แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 25 วรรคสามจะบัญญัติว่า บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้
แม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสาม จะบัญญัติว่า การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจําเลยให้กระทําได้เพียงเท่าที่จําเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนี ซึ่งเป็นเหตุอ้างที่ศาลให้คุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลย แม้ยังไม่มีคำพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำความผิด และในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 108/1 ได้ให้อำนาจดุลพินิจของศาลว่า การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว จะกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี
(2) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
(3) ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น
(4) ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันไม่น่าเชื่อถือ
(5) การปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงานหรือการดำเนินคดีในศาล
นายสุรพงษ์กล่าวว่า ความจำเป็นต้องคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยต้องเป็นมาตรการขั้นสุดท้ายจริงๆ เพราะสามารถมีมาตรการอื่นๆที่ศาลสามารถกำหนดก่อนการคุมขังได้ ซึ่งในต่างประเทศใช้กัน เช่น ให้มารายงานตัว ห้ามเข้าใกล้ผู้เสียหาย ห้ามดื่มสุรา การกำหนดพื้นที่ให้อยู่ รวมทั้งการให้ใส่กำไลอิเล็กทรอนิกส์
นายสุรพงษ์ เสนอว่า รัฐบาลและกระบวนการตุลาการต้องเร่งคุ้มครองผู้บริสุทธิ์เหล่านี้โดยเร็ว และป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิเช่นนี้อีก ด้วยการปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ที่เน้นให้มีการประกันตัวเพื่อได้ไปต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรมเป็นหลัก ซึ่งอาจมีมาตรการอื่นๆมารองรับเพื่อไม่ให้หลบหนี ส่วนการคุมขังต้องเป็นกรณีที่จำเป็นจริงๆและเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ไม่อาจมีทางเลือกอื่น
ที่สำคัญคือต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ให้ควบคุมกักขังผู้ต้องหาหรือจำเลยอย่างถาวรเป็นหลัก หากจะปล่อยตัวต้องมีมียื่นคำร้องเพื่อขอศาลพิจารณาปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราว
ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 29 วรรคสามที่ถือว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นการให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยเพื่อให้มีอิสระในการต่อสู้คดีเป็นหลัก ยกเว้นมีเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงจำเป็นต้องคุมขังไว้ชั่วคราว
นายสุรพงษ์ เสนอเพิ่มเติมว่า หากจำเป็นที่สุดต้องมีการคุมขัง ต้องไม่ปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยเช่นเดียวกับนักโทษที่ได้รับการลงโทษ โดยการแยกสถานที่ควบคุมออกจากเรือนจำ และทำได้เพียงการควบคุมเนื่องจากเกรงการหลบหนี จะไปลงโทษหรือจำกัดสิทธิในด้านอื่นๆไม่ได้ เนื่องจากยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ และหน่วยงานที่ดูแลต้องเป็นหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่กรมราชทัณฑ์ซึ่งดูแลเฉพาะผู้มีความผิดต้องได้รับการลงโทษ
กระบวนการยุติธรรมต้องคุ้มครองผู้ที่ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้บริสุทธิ์ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง
ด้าน ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญกำหนดชัดว่า สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ เรียกว่า หลัก Presumption of Innocence แต่ในทางปฏิบัติกลับใช้หลัก สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผิด ซึ่งทำให้มีผู้บริสุทธิ์ 74,143 คน ต้องถูกขัง
ผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ได้รับการปฏิบัติลงโทษเช่นเดียวกับนักโทษ มีแตกต่างกันเพียงเรื่องเดียวคือ มีชุดเสื้อผ้าคนละสีกัน อันเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ นอกจากนี้การกุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลย ทำให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่สามารถหาหลักฐานหรือข้อเท็จริงตลอดจนพยานเพื่อชี้แจงหรือแก้ข้อกล่าวหาอย่างเป็นธรรมได้
การนำผู้ต้องหาหรือจำเลยเข้าสู่เรือนจำ และปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นเช่นเดียวกับนักโทษที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดและรับโทษ ยังขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง(ICCPR) ที่ไทยลงนามและมีผลผูกพัน ในข้อ 10 ที่ระบุว่าผู้ต้องหาต้องได้รับการจำแนกออกจากผู้ต้องโทษ และต้องได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างออกไปให้เหมาะสมกับสถานะที่ไม่ใช่ผู้ต้องโทษ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักกฎหมาย เสนอแก้ไขกระบวนการยุติธรรม ผู้บริสุทธิ์ต้องไม่ถูกคุมขังในเรือนจำ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th