โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

EGCO เด้ง 1% เล็งปิดดีลโรงไฟฟ้า 5 โครงการ กำลังผลิต 1 พันเมกฯ โบรกชูเป้า 130 บาท

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 04 มี.ค. 2568 เวลา 04.16 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 มี.ค.68) ราคาหุ้น บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ณ เวลา 11:00 น. อยู่ที่ระดับ 97.00 บาท บวก 0.75 บาท หรือ 0.78% สูงสุดที่ระดับ 97.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 94.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 42.92 ล้านบาท

ดร.จิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO กล่าวว่า การดำเนินงานในปี 2568 EGCO เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ "Triple P" ที่มีเป้าหมายสร้างความแข็งแกร่ง 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และผลกำไรอย่างต่อเนื่อง การบรรลุเป้าหมายองค์กรคาร์บอนต่ำ และการปรับเปลี่ยนองค์กรในทุกมิติ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

โดยมุ่งเน้นลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก ทั้งโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อเป้าหมาย Net Zero Carbon ผ่านการลงทุนทั้งรูปแบบการควบรวมและซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions - M&A) และการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ (Greenfield) ตลอดจนแสวงหาโอกาสการลงทุนธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง โดยต่อยอดและเน้นการลงทุนในประเทศที่มีฐานธุรกิจและพันธมิตรอยู่แล้ว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดไฟฟ้าและพลังงานที่มีขนาดใหญ่สุดในโลก รวมถึงเป็นหนึ่งในฐานธุรกิจที่สำคัญของ EGCO ที่ได้เข้าไปลงทุนมาอย่างต่อเนื่องช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

“ปัจจุบัน EGCO มีโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจาประมาณ 4-5 โครงการ รวมกำลังผลิตมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนของการเจรจาและได้ข้อสรุปประมาณไตรมาสที่ 2 ของปีนี้” ดร.จิราพร กล่าว

ส่วนปี 2567 เอ็กโก สามารถบริหารและจัดการการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ต้นทุนเชื้อเพลิง ต้นทุนทางการเงิน และสินทรัพย์ในทุกประเทศที่เข้าไปลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บริษัทรับรู้รายได้รวม 46,341 ล้านบาท โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน 9,283 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% และมีกำไรสุทธิ 5,412 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,796 ล้านบาท หรือ 165% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของ EGCO Group มีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในต่างประเทศ ได้แก่ Yunlin ในไต้หวัน มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ปัจจุบัน Yunlin ได้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบครบ 80 ต้น รวมกำลังผลิต 640 เมกะวัตต์ เรียบร้อยแล้ว Quezon ในฟิลิปปินส์ มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น Nam Thuen 2 ใน สปป.ลาว มีรายได้จากการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยบวกสำคัญยังมาจากโรงไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ APEX ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ ที่รับรู้รายได้จากการขายโครงการเพิ่มขึ้น และกลุ่มโรงไฟฟ้า Compass ที่ EGCO เริ่มรับรู้รายได้จากการเข้าไปถือหุ้น 50% เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567

จากพื้นฐานธุรกิจที่มั่นคงและมีกระแสเงินสดสำหรับการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ทำให้ EGCO Group มีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังตอกย้ำนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ในฐานะหุ้นปันผลที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 มีมติให้เสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ประจำปี 2568 ให้จ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังของปี 2567 ในอัตรา 3.25 บาท/หุ้น หลังจากได้รับการอนุมัติจากที่ประชุม AGM ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 11 เมษายน 2568 จะทำให้ทั้งปี 2567 มียอดจ่ายเงินปันผลทั้งหมด 6.50 บาท/หุ้น หรือคิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนประมาณ 6% โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 23 เมษายน 2568

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุทิศทางกำไรไตรมาส 1/2568 ของ EGCO คาดการณ์แนวโน้มกำไรปกติจะเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากฐานต่ำที่โรงไฟฟ้า IPP หลายโรงหยุดซ่อมบำรุงในไตรมาส 1/2567 หยุนหลินเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ครบทั้งหมดแล้ว ปริมาณน้ำของ Hydro ใน สปป.ลาว โดยเฉพาะไซยะบุรีเพิ่มขึ้น

รวมถึงแนวโน้มดอกเบี้ยจ่ายลดลง ขณะที่กำไรสุทธิจะได้แรงหนุนจากกำไรพิเศษจากการขาย RISEC Holdings, LLC (RISEC) และการขายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Boco Rock Wind Farm (BRWF) คาดการณ์ดีลเสร็จสมบูรณ์ไตรมาส 1/2568 โดยไม่เพียงแต่บันทึกกำไรพิเศษเท่านั้น แต่จะช่วยเพิ่มกำไรปกติด้วย เนื่องจาก Risec ขาดทุน 186 ล้านบาท และ BRWF ขาดทุน 25 ล้านบาท ในปีที่แล้ว ทั้งนี้คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 130 บาท จากอัตราเงินปันผลที่สูง 6.8% ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนระยะยาวเพื่อเงินปันผล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...